รีวิวหนัง Collateral Beauty (2016)



ภาพยนตร์: Collateral Beauty
กำกับ: David Frankel
นักแสดงนำ: Will Smith, Edward Norton, Kate Winslet, Helen Mirren, Keira Knightley

Collateral Beauty จากในหนังแปลว่า “ความงดงามในความเศร้า” และหนังเรื่องนี้ก็ให้อารมณ์ที่งดงามบนความโศกเศร้าได้ตรงตามชื่อเรื่องจริงๆ Howard (Will Smith) คือเจ้าของบริษัทโฆษณาที่ประสบความสำเร็จ แต่ทุกอย่างต้องมาชะงักงันเมื่อเขาสูญเสียลูกสาววัยเพียง 6 ขวบไปอย่างไม่มีวันกลับ แม้เวลาจะผ่านไป 2 ปีแล้วแต่เขาก็ยังทำใจไม่ได้ เขาใช้ชีวิตแบบซังกะตาย งานการไม่ทำจนบริษัทกำลังจะเจ๊ง สร้างความหนักใจให้กับ Whit (Edward Norton) Claire (Kate Winslet) และ Simon (Michael Pena) เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานของเขาเป็นอย่างมาก

ความผิดหวังและความเศร้าโศกทำให้ Howard เขียนจดหมาย 3 ฉบับส่งถึง 3 สิ่งคือ ความตาย เวลา และความรัก แล้วหลังจากนั้นเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อ 3 สิ่งที่เขาเขียนถึงมาปรากฎตัวขึ้นตรงหน้าในรูปแบบของคน 3 คนซึ่งมันทำให้ Howard คิดว่าตนเองจิตหลอนจึงไปเข้ากลุ่มบำบัดที่เป็นการรวมตัวกันของพ่อแม่ที่สูญเสียลูกโดยผู้นำกลุ่มคือ Madeline (Naomie Harris) คุณแม่ที่เสียลูกสาววัย 6 ขวบไปไม่นานเพื่อจะหาทางเยียวยาจิตใจตนเอง

ความตาย (Helen Mirren) เวลา (Jacob Latimore) และ ความรัก Amy (Keira Knightley) ไม่ได้มาสอนบทเรียนแก่ Howard ให้เข้าใจชีวิตแค่คนเดียวแต่พวกเขายังให้บทเรียนแก่เพื่อนทั้ง 3 ของเขาอีกด้วย

หนังเรื่องนี้ได้คะแนนจากนักวิจารณ์หนังต่ำมาก แต่มันเป็นหนังที่เราชอบมาก ยอมรับว่าตอนต้นเรื่องแอบน่าเบื่อเพราะดำเนินเรื่องเอื่อยไปหน่อย แต่พอตัวแทนแห่งความตาย เวลา และความรักปรากฎขึ้น เรื่องก็สนุกและน่าติดตามไปจนจบ สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นคือนักแสดง ทุกคนเล่นได้เป็นธรรมชาติมากแม้มีเวลาให้แสดงฝีมือน้อยแต่ก็ใช้เวลาของตัวเองได้คุ้มค่า สมแล้วที่หนังเอารางวัลทางการแสดงของดาราแต่ละคนมาโปรโมทในตัวอย่างหนัง เพราะมันต้องใช้ความสามารถทางการแสดงอย่างสูงที่จะทำให้คนดูอินไปกับเส้นเรื่องของแต่ละคนภายในเวลาอันน้อยนิด

Will Smith - Academy Award Nominee จากเรื่อง Ali และ The Pursuit of Happyness
Edward Norton - Academy Award Nominee จากเรื่อง Primal Fear, American History X และ Birdman
Keira Knightley - Academy Award Nominee จากเรื่อง Pride & Prejudice และ The Imitation Game
Kate Winslet – Academy Award Winner จากเรื่อง The Reader และเข้าชิงจากเรื่อง Sense and Sensibility, Titanic, Iris, Eternal Sunshine of the Spotless Mind, Little Children และ Steve Jobs
Helen Mirren – Academy Award Winner จากเรื่อง The Queen และเข้าชิงจากเรื่อง The Madness of King George, Gosford Park และ The Last Station
ส่วนนักแสดงอีก 3 คนอย่าง Michael Pena, Jacob Latimore และ Naomie Harris ที่แม้จะไม่มีรางวัลการันตีแต่ก็เล่นได้ดีอินเนอร์แรงทุกคน

เราเคยประทับใจฝีมือการกำกับของ David Frankel มาแล้วจากหนังเรื่อง TheDevil Wears Prada และ Marley & Me เรื่องนี้เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สำหรับเราเขาสามารถทำหนังให้เรา ยิ้มทั้งน้ำตาได้ทุกเรื่อง

บทหนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกขัดแย้งแต่เป็นความขัดแย้งที่อิ่มเอม เพราะมันทำให้เรารู้สึกเศร้าแต่ซาบซึ้ง การดำเนินเรื่องที่ตัดสลับไปมาระหว่างหลายๆ ตัวละครทำได้ดี ดำเนินเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อนทั้งที่มีตัวละครหลักเยอะ หนังดูง่ายและสร้างอารมณ์ร่วมได้ง่ายด้วย

หนังสื่อว่าในความเศร้ามึความงดงามซ่อนอยู่ ความเศร้าทำให้เราเติบโต (จุดนี้คล้ายๆ เรื่อง Inside Out) ทำให้เราเห็นใจซึ่งกันและกัน ทำให้เรารู้ว่าย้งมีคนรอบข้างที่ห่วงใย อย่ามัวแต่หมกมุ่นกับความเศร้าจนมองข้ามความงดงามที่อยู่รอบตัวเราไป

ให้คะแนน 4.5/5


***สปอยขั้นสูงสุด***


ตัวอย่างหนังทำให้เราเข้าใจว่าตัวแทนความตาย เวลา และความรัก ไม่ใช่คน แต่ในหนังมันคือนักแสดง 3 คนที่ Whit Claire และ Simon จ้างมาเพื่อทำให้ Howard เข้าใจว่าเขาเสียใจเรื่องลูกจนสติฟั่นเฟือนขนาดเห็นภาพหลอนและสามารถพูดคุยกับสิ่ง 3 สิ่งที่เขาเขียนจดหมายถึงได้

Brigitte คือหัวหน้านักแสดงทีมนี้ เธอมาพูดคุยกับ Howard เพื่อให้เขาเข้าใจว่าความตายคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต้องยอมรับมันไห้ได้ และเธอยังมาเตือน Simon ที่กำลังจะตายแต่ไม่ยอมบอกครอบครัวเพราะกลัวว่าพวกเขาจะเสียใจด้วยว่าไม่ควรปิดบังเพราะครอบครัวเขาควรรับรู้เพื่อจะได้เตรียมตัวเตรียมใจและจะได้ใช้เวลาร่วมกันเป็นครั้งสุดท้ายให้คุ้มค่าที่สุด

Raffi คือนักแสดงอีกคนที่แสดงเป็นเวลาเพื่อมาบอก Howard ว่าเวลาทุกนาทีมีค่าแต่เขากลับเอาเวลามานั่งเสียใจ ดังนั้นจะมาโกรธว่าไม่มีเวลาไม่ได้ในเมื่อเขาใช้เวลาไม่เป็นเอง และ Raffi ยังเตือนสติ Claire ผู้เคยคิดจะมีลูกโดยการใช้เสปิร์มบริจาคแต่ต้องล้มเลิกความคิดเพราะเธออายุมากเกินไปแล้วว่าการเป็นแม่คนไม่จำเป็นต้องคลอดลูกออกมาเอง การเลี้ยงดูเด็กสักคนในแบบที่แม่ควรจะทำก็เรียกว่าเป็นแม่คนได้

และ Amy แสดงเป็นความรัก เธอมาบอกให้ Howard เข้าใจว่าแม้จะสูญเสียลูกไปแต่ความรักก็ยังคงอยู่ เธอยังทำให้ Whit ผู้ซึ่งไม่ซื่อสัตย์ต่อความรักเพราะนอกใจภรรยาเข้าใจอีกด้วยว่าความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดก็คือความรักที่เขามีต่อลูกสาวของเขานั่นแหละ

น่าแปลกที่นักแสดงทั้ง 3 ที่ถูกจ้างมาเหมือนจะมาช่วยให้คนว่าจ้างคือ Whit Claire และ Simon เข้าใจชีวิตได้มากกว่ามาช่วย Howard ซะอีก เพราะพวกเขาเป็นเพียงสิ่งกระตุ้นให้ Howard ฉุกใจคิดเท่านั้นเอง ส่วนคนที่ทำให้ Howard ยอมรับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ได้กลับไม่ใช่นักแสดงทั้ง 3 คนนี้ แต่เป็น Madeline ผู้นำกลุ่มบำบัดต่างหาก

หนังมีการหักมุมในหลายๆ จุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนักแสดงทั้ง 3 ที่ถูกจ้างมาว่าแท้จริงแล้วพวกเขาไม่ใช่นักแสดงแต่พวกเขาคือตัวแทนแห่ง ความตาย เวลา และความรักจริงๆ อ้าว! และยังเรื่องผู้นำกลุ่มบำบัดว่าแท้จริงแล้วเธอก็คือภรรยาของ Howard ที่เลิกกันไปเพราะยอมรับการสูญเสียลูกน้อยไม่ได้นั่นเอง

หนังเรื่องนี้ทำให้เราร้องไห้ตั้งแต่กลางเรื่องไปจนจบ แต่พอจบมันกลับทำให้เรารู้สึกอิ่มใจ เรารู้สึกเข้าใจว่าแม้การจากตายมันคือความเศร้าอย่างหาที่สุดไม่ได้ แต่มันก็คือเหตุการณ์ที่ทำให้เราเห็นพลังของคนรอบข้างที่พวกเขาเป็นห่วงและอยากให้กำลังใจเรา อยากให้เราเข้มแข็งและสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ นี่แหละคือความงดงามจากความเศร้า


0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.