รีวิวหนัง The Help (2011)


ภาพยนตร์: The Help
กำกับ: Tate Tayler
นักแสดงนำ: Emma Stone, Viola Davis, Octavia Spencer, Jessica Chastain, Bryce Dallas Howard

The Help ถูกดัดแปลงจากนิยายขายดีจนมาเป็นหนังฮอลลิวูดยอดนิยม เป็นเรื่องช่วงปีคศ. 1960 ในรัฐมิสซิซิปปี้ที่ยังมีการแบ่งชนชั้นเรื่องคนผิวขาวและคนผิวสีกันอยู่ สมัยนั้นคนผิวสีส่วนใหญ่ถูกคนผิวขาวจ้างให้มาทำงานบ้านและเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แต่คนผิวขาว (บางคน) ก็เหยียดหยามและแสดงความรังเกียจคนผิวสีที่จ้างมาอย่างออกหน้าออกตา ยกเว้น Skeeter (Emma Stone) ผู้มองเห็นความไม่เท่าเทียมกันนี้และอยากตีแผ่เรื่องราวลงหนังสือ เธอจึงติดต่อ Aibileen (Viola Davis) เพื่อขอข้อมูล แต่กลับถูกปฏิเสธเพราะการให้ข้อมูลแบบนี้เป็นเรื่องผิดกฏหมาย ต่อเมื่อ Aibileen ตระหนักว่าถูกลิดรอนสิทธิจนเกินจะรับไหวเธอจึงให้ความร่วมมือกับสกีเตอร์แบบลับๆ

ผู้กำกับ Tate Taylor ดำเนินเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป เขาค่อยๆ เผยลักษณะนิสัยตัวละครแต่ละตัวทีละคนๆ เรื่องในช่วงต้นจึงออกจะเนิบๆ ไปสักหน่อย แต่เมื่อเราดูไปเรื่อยๆ ก็เริ่มอินและสามารถนำตัวเองเข้าไปอยู่ในหนังย้อนยุคเรื่องนี้ได้ บทหนังมีความเป็นละค๊อนละครสูงคือออกแนวน้ำเน่านิดๆ และแม้หนังจะกล่าวถึงประเด็นที่ทั้งหนักหน่วงทั้งสะท้อนใจแต่มุกตลกที่แทรกมาสม่ำเสมอทำให้เพลินไปกับหนังได้ไม่ยาก สิ่งที่ต้องชมผู้กำกับเป็นพิเศษคือการผสมผสานการแสดงของนักแสดงหลักทุกตัวให้กลมกลืนกัน เรื่องนี้มีซับพล๊อตเยอะ นักแสดงเยอะ แต่ผู้กำกับสามารถทำให้เรื่องราวชีวิตของตัวละครทุกตัวมีตัวตนและมีคุณค่าได้อย่างน่าชื่นชม

หนังเรื่องนี้มีนักแสดงที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 คน คือ Viola Davis สาขานักแสดงนำยอดเยี่ยม Octavia Spencer และ Jessica Chastain สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม โดย Octavia ได้รางวัลไป ซึ่งเราเห็นด้วยมากๆ เพราะเธอทำให้บท Minny Jackson เป็นที่น่าจดจำ ทำให้เห็นว่าการแสดงที่ไม่พยายามตลกมันตลกยิ่งกว่าหนังตลกที่ขายความตลกหลายๆ เรื่องเสียอีก และถึงแม้นักแสดงคนอื่นๆ จะไม่ได้รางวัลออสการ์แต่ต้องบอกว่ามันคือการแสดงที่น่าประทับใจของทุกๆ ตัวละคร

นักวิจารณ์บางคนบอกว่าหนังน้ำเน่าเกินไป สิ่งที่เกิดในหนังมันไม่น่าเป็นไปได้ ซึ่งเราเห็นด้วยว่าเนื้อเรื่องบางส่วนเกินจริงไปสักหน่อย แต่เมื่อดูจบ ได้ฟังเพลงตอน end credit จึงเข้าใจว่าประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เป็นไปได้หรือไม่ได้ และมันก็ไม่ใช่หนัง คนขาวช่วยคนผิวสีอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ข้อคิดจริงๆ ของหนังคือ การลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิ์ของตัวเองและแม้มันจะเป็นการสู้ที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ หรือสู้ยังไงก็แพ้ แต่เราก็ภูมิใจที่อย่างน้อยเราไม่งอมืองอเท้า เราได้ยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว


ให้คะแนน 4.5/5


0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.