รีวิวหนัง Inside Out (2015)



ภาพยนตร์: Inside Out
กำกับ: Pete Docter, Ronnie Del Carmen
นักแสดงนำ: (Voices) Amy Poehler, Bill Hader, Lewis Black

เคยสงสัยไหมว่าการกระทำที่แต่ละคนแสดงออกในเบื้องหน้า เบื้องหลังเขาคิดอะไรอยู่ หนังอนิเมชั่นเรื่อง Inside Out พาเราไปสู่เบื้องหลังของการกระทำเหล่านั้นว่าการที่คนเราแสดงออกแบบนี้แบบนั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไร หนังเรื่องนี้เป็นอนิเมชั่นที่ผสมผสานจินตนาการในวัยเด็กเข้ากับความคิดแบบผู้ใหญ่ได้อย่างลงตัว สมควรแล้วที่ได้รางวัลออสการ์สาขา Best Animation

Riley เด็กหญิงวัย 11 ขวบ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต ซึ่งไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่ต้องปรับตัวจากวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่น แต่รวมถึงครอบครัวของเธอด้วยที่ต้องปรับตัวเข้าสู่สิ่งใหม่ๆ เนื่องจากพวกเขาได้ย้ายบ้านมาอยู่ต่างเมือง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บรรดาอารมณ์ทั้งหลายที่อยู่ในหัวของ Riley ซึ่งประกอบไปด้วย เบิกบาน โศกเศร้า โกรธเกรี้ยว ตื่นกลัว และ ขยะแขยง ต้องทำงานหนัก อารมณ์ทั้ง 5 คือตัวขับเคลื่อนความรู้สึกนึกคิดของ Riley

เมื่อเจาะเข้าไปในหัวของเธอ เราก็พบว่า เบิกบาน (Joy) คือตัวหลักที่ควบคุมไรลี่ย์ไว้โดยยึดหลักการว่า Riley ต้องเป็นเด็กที่มีความสดใสเบิกบาน แต่มันเป็นไปได้หรือที่คนเราจะมีแต่ความเบิกบานอยู่ตลอดเวลา แล้วความรู้สึกอื่นๆ เช่น โกรธเกรี้ยว ตื่นกลัว ขยะแขยง หรือแม้แต่โศกเศร้าล่ะ มันเป็นความรู้สึกที่ผิดและไม่มีประโยชน์เลยกระนั้นหรือ?

ข้อคิดที่หนังเรื่องนี้ให้มันตีแสกหน้าเราอย่างจัง เพราะเราคิดเสมอว่าคนเราต้องแช่มชื่นเบิกบาน เราจะผ่านปัญหาและความทุกข์ยากไปได้ด้วยความสดใสและการมองโลกในแง่ดี โดยมองไม่เห็นถึงประโยชน์ของความรู้สึกอื่นๆ ซึ่งแท้จริงแล้วมนุษย์เดินดินธรรมดาไม่มีใครเลยที่จะมีแค่อารมณ์เบิกบานเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ที่จะเข้าใจและมองเห็นผลดีผลเสียของทุกๆ อารมณ์ในตัวเอง

เช่นการที่เราเบิกบานมากไปก็ไม่สามารถทำให้เราผ่านทุกปัญหาไปได้ และความเศร้าโศกบางครั้งก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ทุกอารมณ์มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเองถ้าเราเรียนรู้ที่จะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดหรือรู้เท่าทันอารมณ์ เราจะรู้ว่าทุกอารมณ์มีประโยชน์ถ้าเรารู้จักใช้มันให้ถูกที่ถูกทาง

Inside Out คือหนังอนิเมชั่นที่เนื้อหาเหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่เด็กก็ดูได้แบบสนุกๆ เพราะมีมุกตลกแฝงอยู่เยอะ เสียงพากษ์ของตัวละครทำได้ดีเยี่ยมและมีสีสัน มันคือหนังที่ต้องใช้ทั้งตรรกะและจินตนาการในการดู และข้อคิดที่ให้มันก็แหวกแนวดีจริงๆ เจ๋งมากๆ ชอบ


ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง Les Miserables (2012)



ภาพยนตร์: Les Miserables
กำกับ: Tom Hooper
นักแสดงนำ: Hugh Jackman, Russell Crowe, Anne Hathaway, Amanda Seyfried, Eddie Redmayne

Les Miserables เป็นนิยายชื่อดังประพันธ์โดย Victor Hugo นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส ถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครเวทีหลายครั้งและครั้งนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ Les Miserables หมายถึงคนในสังคมยุคนั้นที่ไม่ได้รับความยุติธรรม เนื้อหาของเรื่องค่อนข้างหนักและยาว รายละเอียดก็เยอะมาก ขอเล่าย่อๆ ละกันค่ะ มันคือเรื่องของ Jean Valjean (Hugh Jackman) ตอนวัยรุ่นเขาเคยขโมยขนมปังให้น้องสาวแล้วถูกจับได้จึงติดคุก เขาพยายามหนีทำให้ถูกลงโทษโดยติดคุกเพิ่ม ไปๆ มาๆ เขาเลยติดคุกไปกว่ายี่สิบปี

ต่อเมื่อพ้นโทษแต่สังคมก็ไม่ให้โอกาสเพราะเขายังติดทัณฑ์บนอยู่ เขาจึงหนีทัณฑ์บนแล้วไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่เมืองแห่งหนึ่งโดยเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามใหม่หมด แต่ไม่นาน Javert (Russell Crowe) ตำรวจผู้เคร่งครัดกฎหมายก็ตามล่าจนเจอ Valjean จึงต้องหนีอีกครั้ง เขาหนีได้และมีโอกาสช่วยเหลือ Fantine (Anne Hathaway) หญิงยากจนแม่เลี้ยงเดี่ยว สังคมไม่ให้โอกาส Fantine เพราะเธอมีลูกนอกสมรส พ่อของเด็กก็ทิ้งไป เธอจึงมาเป็นโสเภณีเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกสาว Cosette (ตอนโตแสดงโดย Amanda Seyfried) เธอเป็นโรคร้ายและใกล้ตาย ด้วยความมีน้ำใจของ Valjean เขารับปากจะดูแล Cosette ให้ Fantine จึงตายอย่างสงบ

Valjean พา Cosette ไปตั้งตัวอีกเมืองหนึ่ง เลี้ยงดูอย่างดีจนโตเป็นสาว เธอพบรักกับ Marius (Eddie Redmayne) หนึ่งในแกนนำกลุ่มอาเบเซกลุ่มนักศึกษาผู้ต่อต้านการปกครองที่ไม่เป็นธรรมของพระเจ้าหลุยส์ฟิลิปป์ที่ 1 จนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ระหว่างกลุ่มนี้กับทหารของรัฐบาล นี่ขนาดเล่าย่อๆ ยังยาวขนาดนี้

หนังเรื่องนี้เนื้อหาหนักแต่การนำมาทำเป็นหนังมิวสิคัลก็ช่วยสร้างสีสันให้ไม่น้อย (สำหรับคนชอบฟังเพลง) แต่การที่เล่าเรื่องด้วยการร้องทั้งหมด (เป็นความตั้งใจของผู้กำกับว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีบทพูดต้องสื่อสารกันด้วยการร้องเท่านั้น) ทำให้บางครั้งการเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครถูกจำกัดด้วยเนื้อร้องโดยเฉพาะถ้านักแสดงไม่ได้เด่นเรื่องการร้องอย่างเช่น Russell Crowe มันยิ่งยากทั้งๆ ที่ปกติแล้ว Russell แสดงเก่งแต่เรื่องนี้แค่พอเอาตัวรอดได้

การดำเนินเรื่องค่อนข้างน่าเบื่อช่วงต้นๆ แต่พอกลางเรื่องลงไปเมื่อมีเนื้อหาเกี่ยวกับการประท้วงรัฐบาลเข้ามาก็ทำให้สนุกขึ้น จนกระทั่งจบถึงได้รู้ว่าเรื่องนี้มุ่งประเด็นหลักไปที่ความไม่ยุติธรรมของสังคม การไม่ได้รับโอกาส และการต่อสู้ให้กับสิทธิของตนเอง

Les Miserables เป็นหนังดีที่ดูเพลินแต่ไม่ถึงกับสร้างความประทับใจมากนัก สำหรับเรารู้สึกว่ามันยังไปไม่สุด คือถ้าจะเล่าเรื่องด้วยเพลงนักแสดงต้องสื่อสารด้วยการร้องได้ถึงจริงๆ ซึ่งมีแค่ Anne Hathaway และ Samantha Barks (รับบทสมทบ) เท่านั้นที่ทำได้ สมควรแล้วที่ Anne ได้ออสการ์สาขาสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ เพราะแสดงได้โดดเด่นและน่าจดจำที่สุดในเรื่องแล้ว

จริงๆ เรื่องนี้มีประเด็นดีๆ ให้พูดถึงหลายจุดเช่น การช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่สนใจว่าเขาคือคนที่สังคมรังเกียจของ Valjean การต่อสู้กันในใจระหว่างกฎหมายและมนุษยธรรมของ Javert และการที่เห็นผู้คนซึ่งไม่ได้รับความยุติธรรมแต่เมื่อถึงเวลาให้ลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองกลับไม่มีความกล้า แต่ทั้งหมดนี้ถูกจำกัดด้วยเวลาของหนังเพียงสองชั่วโมงทำให้ไม่สามารถลงลึกไปในประเด็นไหนได้สักประเด็นเดียว

แต่ก็ต้องยกนิ้วให้ผู้กำกับและทีมงานที่สร้างหนังที่สร้างยากแบบนี้มาให้ได้ดู และสมควรอย่างยิ่งสำหรับรางวัลออสการ์สาขาแต่งหน้าทำผมยอดเยี่ยม เพราะแต่งให้ตัวละครทุกตัวดูกึ่งชีวิตจริงกึ่งมิวซิคัลดี


ให้คะแนน 2.5/5

รีวิวหนัง Chicago (2002)



ภาพยนตร์: Chicago
กำกับ: Rob Marshall
นักแสดงนำ: Renee Zellweger, Catherine Zeta-Jones, Richard Gere

Chicago คือหนังเพลงจิกกัดสังคมโดยเล่าเรื่องการฆาตรกรรมในแบบตลกร้าย หนังเดินเรื่องด้วยนางเอก Roxie Hart (Renee Zellweger) หญิงสาวผู้พลั้งมือฆ่าชู้รักของตัวเองตาย เมื่อเธอเข้าคุกเพื่อรอขึ้นศาลก็ได้พบกับ Velma Kelly (Catherine Zeta-Jones) ผู้เป็นนักร้องผับไอดอลของ Roxie นั่นเอง Velma กำลังติดต่อทนายชื่อดัง Billy Flynn (Richard Gere) ผู้เชี่ยวชาญคดีผู้หญิงฆาตรกรรมเพื่อช่วยให้พ้นความผิด ซึ่งตรงนี้แหละจึงเป็นที่มาของความสนุกเพราะ Billy เป็นทนายที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และเมื่อเขามาเจอกับสาวแอ็บใสไร้เดียงสาอย่าง Roxie การหักเหลี่ยมกันและการพึ่งพาอาศัยกันจึงเกิดขึ้น

เนื้อหาเสียดสีสังคมแบบนี้เมื่อเอามาทำเป็นหนังมิวสิคัลมันลงตัวอย่างไร้ที่ติ หนังดูสนุกไม่เครียดแม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีฆาตรกรรมก็ตาม สีสันที่สนุกที่สุดต้องยกให้นักแสดงหลักทั้งหมดที่แม้พื้นฐานการร้องอาจต่างกัน แต่ก็ผสมกลมกลืนเข้ากันได้อย่างลงตัว

Renee มีเสน่ห์แพรวพราวดูอินโนเซ็นและเจ้าเล่ห์ในเวลาเดียวกัน Catherine ร้องเพลงได้ถึงอารมณ์ทุกเพลงและการแสดงก็ยอดเยี่ยม ส่วน Richard ก็เผยให้เห็นว่าเขามีสกิลทั้งการร้องและการเต้น ผู้กำกับผสมผสานบทเพลงและบทพูดได้อย่างลงตัว

และที่ต้องชมที่สุดก็คือแผนกเครื่องแต่งกาย ไม่แปลกใจที่ได้รางวัลออสการ์สาขาแต่งกายยอดเยี่ยม ผู้กำกับเครื่องแต่งกายบอกว่าหนังมีความเป็นแฟนตาซีเพราะเล่าเรื่องสลับกันไปมาระหว่างฉากที่เป็นบทพูดกับฉากที่เป็นบทร้อง เธอต้องแต่งตัวนักแสดงในฉากที่เป็นบทร้องให้ต่างจากฉากที่เป็นบทพูด เพราะเสื้อผ้าต้องมีสีสันให้เหมาะกับเนื้อหาและจังหวะเพลง เธอยังเน้นไปที่ตัวละครแต่ละตัวว่าในฉากที่แสดงให้คนอื่นเห็นกับฉากที่ร้องเพลงอยู่คนเดียวก็ต้องแต่งตัวต่างกัน เช่น Roxie เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็แต่งตัวเรียบร้อยเน้นโทนสีนุ่มนวล แต่พอร้องเพลงอยู่คนเดียวอยู่กับตัวเองก็ต้องแต่งให้มีสีสันเข้มออกแนวเซ็กซี่เพราะนี่คือตัวตนจริงๆ ที่เธอซ่อนไว้ มีเพียงคนดูเท่านั้นที่ได้เห็นตัวตนนี้ งานละเอียดมาก เหมาะสมกับรางวัลจริงๆ

สิ่งที่ชอบที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้คือการเสียดสีสังคมและสื่อ หนังแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะทำผิดสักแค่ไหน แต่ถ้าทำให้สื่อสนใจได้ ทำให้สังคมเห็นใจได้ คุณก็พ้นผิดได้!


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง Lincoln (2012)



ภาพยนตร์: Lincoln
กำกับ: Steven Spielberg
นักแสดงนำ: Daniel Day-Lewis, Sally Field, Tommy Lee Jones

Lincoln เป็นหนังชีวประวัติช่วงหนึ่งของรัฐบุรุษแห่งสหรัฐอเมริกาประธานาธิบดี Abraham Lincoln โดยเล่าถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตเขาซึ่งมุ่งประเด็นสำคัญไปที่การพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญและข้อกฎหมายเพื่อการ เลิกทาสซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเกิดความขัดแย้งจนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกลายเป็นสงครามกลางเมืองของพี่น้องร่วมชาติที่ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียเลือดเนื้อไปมากมาย

การจะดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจโดยสมบูรณ์ควรมีความรู้พื้นฐานเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐฯ พอสมควร แต่เราอยากลองดูว่าถ้าไม่หาข้อมูลก่อนดูจะไม่สนุกจริงไหม (เปล่าหรอกจริงๆ ขี้เกียจหาน่ะ 555+) คำตอบที่ได้คือจริงและไม่จริง เพราะมันมีจุดที่ดูแล้วไม่เข้าใจอยู่หลายจุด ทำให้แอบเบื่อแต่กระนั้นบทหนังและผู้กำกับก็สามารถดึงให้เราเข้าไปอยู่ในหนังได้ (แบบงงๆ) ในฉากสำคัญที่สุดคือฉากการโหวตเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เอาเป็นว่าดูไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ยังสนุกได้

Lincoln เป็นหนังย้อนยุคในช่วงปี 1864-1865 ทำให้ทีมงานต้องหาข้อมูลอย่างหนักเพื่อจัดองค์ประกอบฉากทุกอย่างให้สมจริงตามยุคสมัย เมื่อได้ฟังบทสัมภาษณ์จากผู้กำกับศิลป์จึงรู้ว่าเขาใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดจริงๆ เขาจัดทุกฉากให้เป็นไปตามข้อมูลที่หามาได้โดยไม่รู้เลยว่าฉากเหล่านั้นจะถูกถ่ายให้อยู่ในหนังหรือเปล่าเพราะผู้กำกับอาจเลือกถ่ายเจาะเฉพาะใบหน้าของนักแสดงก็ได้ แต่เขาก็ทำเพราะคิดว่าอย่างน้อยนักแสดงก็ได้บรรยากาศที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่สุดซึ่งจะช่วยให้พวกเขาอินกับบทมากขึ้น และความพยายามของผู้กำกับศิลป์ก็ได้ผล เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขาองค์ประกอบศิลป์ยอดเยี่ยมไปอย่างน่าภูมิใจ

เนื่องจากการเลิกทาสเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเราเพราะเกิดมาก็ไม่มีทาสแล้ว ทำให้รู้สึกอินกับความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนขาวกับคนผิวสีในสหรัฐฯ แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ต่อเมื่อมีประโยคหนึ่งได้ถูกกล่าวขึ้นในหนัง ความรู้สึกจึงเปลี่ยนไป ประโยคประมาณว่า “จะให้คนดำมีสิทธิ์โหวตได้งั้นหรือจะให้ผู้หญิงมีสิทธิ์โหวตได้งั้นหรือมันบ้าไปแล้ว!” เอ่อ ผู้หญิงมีสิทธิ์โหวตได้นี่มันบ้าตรงไหน??? คนสมัยนั้นนี่นอกจากจะเหยียดผิวแล้วยังเหยียดเพศด้วย และประโยคนี้เองที่ทำให้เราอินมากยิ่งขึ้น รู้สึกมีอารมณ์ร่วมมากขึ้นเยอะเลย

แม้เนื้อหาหลักของหนังคือการเล่าถึงการทำงานช่วงสุดท้ายในชีวิตของประธานาธิบดี Lincoln แต่ประเด็นที่น่าจับใจมากที่สุดคือ หนังไม่ได้บอกว่าคนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน บางคนเกิดมารวย บางคนเกิดมาจน บางคนมีครบ 32 บางคนพิการ บางคนผิวขาว บางคนผิวสี บางคนเป็นชาย บางคนเป็นหญิง แต่ไม่ว่าจะเกิดมาต่างกันแค่ไหน กฎหมายควรต้องให้ความยุติธรรมกับทุกคนเท่าเทียมกันหนังทำให้รู้สึกขนลุกกับความศักสิทธิ์ของคำว่า กฎหมายจริงๆ


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง The Matrix (1999)



ภาพยนตร์: The Matrix
กำกับ: The Wachowski Brothers (Lana Wachowski และ Lilly Wachowski)
นักแสดงนำ: Keanu Reeves, Laurence Fishburne, Carrie-Anne Moss

ถ้าไม่นับคนที่เกิดไม่ทัน คงไม่มีใครไม่รู้จักฉากหลบกระสุนของ Keanu Reeves จากหนังเรื่องนี้ แม้จะไม่ได้ดูหนังแต่ก็คงเคยเห็นฉากนี้ผ่านตากันมาบ้างเพราะมันคือ One of the most iconic scenes in the cinema history (พูดง่ายๆ ก็คือ ฉากในตำนานนั่นแหละ) และนี่ก็คือผลงานอันยอดเยี่ยมของแผนก visual effect ของหนังเรื่องนี้ การสร้างภาพกระสุนที่ถูกปล่อยออกมาจากปากกระบอกปืนวิ่งผ่ากลางแหวกม่านอากาศมาสู่ตัวพระเอก Keanu และตัดมาที่ภาพ Keanu หงายหลังหลบกระสุน มันเป็นฉากที่เจ๋งมาก ดูเผินๆ ก็ต้องชมพระเอกในดวงใจของเราว่าตัวอ่อนจัง หงายหลังหลบกระสุนได้ด้วย แต่ผู้ที่เป็นพระเอกตัวจริงของฉากนี้ ก็คือผู้ที่ทำฉากเอฟเฟคนี่แหละ ปรบมือรัว ดีงาม เลอค่าสมกับที่ได้รางวัลออสการ์สาขา Best Visual Effect

ขอสารภาพว่าเราดูหนังเรื่องนี้ไม่รู้เรื่อง ดูกี่ทีกี่ทีก็ไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังหยิบมาดูได้บ่อยๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะเราชอบพระเอก แฮ่ะๆๆ แต่อีกส่วนคือ ถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่ฉากแอ็คชั่นของหนังมันตื่นตาตื่นใจดี แค่ดูฉากเหล่านี้ไม่สนเนื้อหาก็สนุกแล้ว จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ไปหาอ่านเนื้อเรื่องแบบเจาะลึก ก็ทำให้ทึ่งกับหนังเรื่องนี้เข้าไปอีก เพราะมันไม่ใช่แค่หนังแอคชั่นธรรมดา แต่มันแฝงปรัชญาไว้อย่างน่าหลงไหลจริงๆ

Neo / Thomas Anderson (Keanu Reeves) ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมชีวิตเขาดูเหมือนเป็นความฝัน เขาพยายามค้นหาในสิ่งที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนกระทั่งเขาได้เจอกับ Morpheus (Laurence Fishburne) ผู้ไขความลับให้เขาเข้าใจว่าโลกมนุษย์ที่เขาอยู่มันไม่ใช่โลกจริงๆ มันคือภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเครื่องจักร

กล่าวคือในอดีตมนุษย์ได้สร้างเครื่องจักรและพัฒนาจนมันฉลาด มันจึงรวมตัวกันต่อต้านมนุษย์ จนเกิดเป็นสงครามระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร มนุษย์เป็นฝ่ายแพ้สงครามและต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ขณะที่เครื่องจักรจำเป็นต้องใช้พลังงานเพื่อความอยู่รอดแต่เหตุจากสงครามทำให้โลกมืดมนไม่มีแสงอาทิตย์ทรัพยากรพลังงานจึงไม่มี

แต่เครื่องจักรพบว่าในตัวมนุษย์นี่แหละที่เป็นแหล่งพลังงานชั้นดี เครื่องจักรจึงสร้างโลก Matrix ขึ้นมาให้มนุษย์อยู่เพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณมนุษย์ไม่ให้ตาย นี่เองคือเหตุผลที่ทำไม Neo รู้สึกเสมอว่าชีวิตเขามันล่องๆ ลอยๆ เพราะมันไม่ใช่โลกจริงๆ แต่เขาเป็นเพียงมนุษย์ไม่กี่คนที่รู้สึกเช่นนี้ นั่นเป็นเพราะเขาคือ The One นั่นเอง

นี่คือหนังที่สะท้อนชีวิตจริง เมื่อเข้าใจหนังแล้วทำให้ย้อนคิดว่านี่เรากำลังอยู่ในโลก Matrix อยู่หรือเปล่า โลกที่ถูกสร้างขึ้นจากภาพลวงตา โลกที่เต็มไปด้วยกิเลสที่ทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนจริง แต่ถ้ามันเป็นของจริงทำไมพอตายไปแล้วถึงเอาไปไม่ได้สักอย่างล่ะ?

เครื่องจักรสร้างโลก Matrix ขึ้นมาเพื่อหลอกล่อให้มนุษย์หลงระเริงอยู่ในโลกนี้โดยมีกิเลสของมนุษย์เองนั่นแหละเป็นตัวหล่อเลี้ยง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สงสัยในความเป็นไปของโลก Matrix ว่ามันเป็นโลกที่กลวงโบ๊ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันถูกโปรแกรมไว้แล้วทั้งสิ้น มีมนุษย์บางคนรู้แล้วว่า Matrix คือความจอมปลอม พวกเขาเลือกได้ว่าจะอยู่ใน Matrix ต่อไปหรือจะออกมาอยู่ในโลกแห่งความจริงซึ่งไม่ได้มีสีสันยั่วยวนดั่งโลกใน Matrix เลยสักนิด มนุษย์เลือกได้แต่สุดท้ายมนุษย์จำนวนมากก็ยังเลือกที่จะอยู่บนโลกอันเต็มไปด้วยกิเลสใบนี้ต่อไป รวมถึงตัวเราด้วย...


ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง Titanic (1997)



ภาพยนตร์: Titanic
กำกับ: James Cameron
นักแสดงนำ: Leonardo DiCaprio, Kate Winslet

“Every night in my dreams I see you, I feel you…” นี่คือหนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ดังที่สุดในรอบศตวรรษ เพลงหนังที่ดีต้องสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกจากหนังมาสู่เนื้อเพลงและดนตรีจนทำให้คนดูอินไปด้วยได้ และเมื่อหนังจบไปแล้ว คุณไม่ได้อยู่ในโรงหนังแล้ว ผ่านไปหลายปีแล้วแต่ถ้าได้ยินเพลงนั้นเมื่อไหร่ คุณจะนึกถึงเนื้อเรื่อง เหตุการณ์ และตัวละครในหนังเรื่องนั้นทันที ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้กับเพลงจากหนังเรื่องไหน แปลว่านั่นคือเพลงประกอบหนังที่ดีสำหรับคุณ สำหรับเรามันคือเพลง “My heart will go on”

Titanic เป็นหนังรักที่ผสมไปด้วยความตื่นเต้น ความโรแมนติกบวกกับความอลังการงานสร้างทำให้หนังเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในหัวใจของคนดูหลายคนจนกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของโลก (ในเวลานั้น) ว่ากันว่าที่หนังทำเงินได้เยอะเป็นเพราะ repeat-moviegoers คือมีคนมากกว่าครึ่งที่เคยดูหนังเรื่องนี้แล้วและกลับไปดูอีกเป็นรอบที่สองหรือมากกว่านั้น

หนังพูดถึงความรักต่างชนชั้นของพระเอกนางเอกโดยใช้เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริงมาเป็นเส้นเรื่อง ผู้กำกับใช้วิธีเล่าเรื่องเป็นเส้นขนานระหว่างพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกันของพระนางกับความไม่เท่าเทียมกันของผู้โดยสารชั้นหนึ่งกับชั้นล่างซึ่งมันไม่ได้หมายถึงแค่การบริการที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่มันคือค่าของชีวิต กล่าวคือถ้าคุณอยู่ในชั้นหนึ่ง คุณมีค่าพอที่จะได้รับการช่วยเหลือ แต่ถ้าไม่ใช่คุณก็ต้องหาทางเอาตัวรอดเอาเอง เป็นวิธีการเล่าเนื้อเรื่องน้ำเน่าให้สนุกน่าติดตามได้ดีเยี่ยม

เมื่อหนังลงตัวทุกอย่างทั้งเคมีที่เข้ากันและการแสดงที่น่าตราตรึงของสองพระนาง Leo กับ Kate รวมไปถึงการกำกับที่มีชั้นเชิงของ James Cameron ที่ทำฉากเทคนิคต่างๆ ได้แนบเนียนสมจริง การตัดต่อสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันทำได้งดงาม ภาพสวย เพลงไพเราะ มันเลยกลายเป็นหนังที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกองค์ประกอบ แม้หนังจะไม่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่คนดูย้อนกลับไปดูหนังเรื่องนี้หลายๆ รอบแม้มันจะมีความยาวถึงสามชั่วโมง ไม่ใช่เพราะต้องการไปดูฉากเรือหักกลางลำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เพราะความประทับใจในเรื่องราวความรักของพระเอกนางเอกต่างหาก


ให้คะแนน 5/5


รีวิวหนัง Whiplash (2014)

 

ภาพยนตร์: Whiplash
กำกับ: Damien Chazelle
นักแสดงนำ: Miles Teller, J.K. Simmons

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบดังนั้นถ้าคุณแสวงหามัน คุณก็ต้องข้ามขีดความจำกัดของมนุษย์ไปให้ได้ แต่มันต้องแลกกับอะไรบ้างเพื่อไปสู่จุดนั้น และคุณจะยอมแลกไหม?

Whiplash เล่าเรื่องของนักศึกษาดนตรี Andrew (Miles Teller) ที่ฝันว่าจะต้องเป็นนักตีกลองที่ยิ่งใหญ่ สำหรับเขาการมีชีวิตที่ยาวนานแต่ไม่มีใครรู้จัก สู้การมีชีวิตแสนสั้นแต่เป็นที่จดจำไม่ได้ การซุ่มซ้อมของเขาเกิดไปเตะตา Fletcher (J.K. Simmons) อาจารย์มหาวิทยาลัยเข้า Andrew จึงถูกชวนมาร่วมวงของ Fletcher แต่หนทางสู่ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถ้า Andrew ต้องการเป็นนักตีกลองมือหนึ่งของวงมันต้องแลกมาด้วยน้ำตาและเลือด!

นี่ไม่ใช่หนังที่เหมาะกับทุกคน ถ้าต้องการดูหนังเพื่อความบันเทิงแนะนำให้ข้ามเรื่องนี้ไปเลย แต่ถ้าชอบหนังเครียดสุดโต่ง สะใจ และให้ข้อคิด ไม่ควรพลาด Whiplash ด้วยประการทั้งปวง บทหนังไม่ซับซ้อนแต่มีความน่าติดตามตลอดตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีวินาทีไหนฟุ่มเฟือยเลย ทุกฉากที่นำเสนอมีเหตุมีผลสอดคล้องกันหมด

ด้านการแสดงก็สุดยอด J.K. Simmons รับบทครูจอมโหดได้น่ากลัวกว่าเหล่าร้ายในหนังแอคชั่นฮีโร่หลายๆ เรื่องรวมกันซะอีก สมควรแล้วที่เขาได้รางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ ส่วน Miles Teller ก็ถ่ายทอดตัวละครออกมาได้ถึงพริกถึงขิง ถ้า Fletcher เป็นครูจอมโหด Andrew ก็คือลูกศิษย์ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นที่หนึ่ง ถือเป็นคู่นักแสดงที่สมน้ำสมเนื้อกันมาก

และเนื่องจากเป็นหนังดนตรีทำให้ดนตรีประกอบเด่นไม่แพ้การแสดงและเนื้อเรื่องเลย การผสมผสานดนตรีที่ลงตัวทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้ดีมาก สมแล้วที่ได้รางวัลออสการ์สาขา Best Sound Mixing ผู้กำกับมัดใจเราไว้ด้วยโทนหนังที่ตึงเครียด กดดัน และระเบิดอารมณ์ในที่สุด เขาสามารถทำให้หนังดนตรีกลายเป็นหนังลุ้นระทึกอย่างกับหนังแอคชั่นได้อย่างแนบเนียน 

เมื่อหนังจบเราถึงกับอ้าปากค้างกับสิ่งที่มากระทบสมองและความรู้สึก หนังไม่ได้บอกว่าคนเราควรทำทุกอย่างเพื่อก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองหรือไม่ และคำว่า ได้แค่นี้ก็ดีแล้วมันเป็นคำพูดปลอบใจสำหรับคนที่พยายามไม่มากพอจริงหรือ หนังเพียงแสดงให้เห็นว่ามันต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่างรวมถึงจิตวิญญาณของตัวเองเพื่อไปถึงจุดที่เรียกว่า สมบูรณ์แบบให้ได้ ซึ่งมันทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า จะยอมทำขนาดไหนเพื่อความสมบูรณ์แบบ


ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง Zero Dark Thirty (2012)


ภาพยนตร์: Zero Dark Thirty
กำกับ: Kathryn Bigelow
นักแสดงนำ: Jessica Chastain, Joel Edgerton, Chris Pratt, Mark Strong

Zero Dark Thirty คือเรื่องของการสืบสวนตามล่าเพื่อปลิดชีพ Osama Bin Laden หัวหน้ากลุ่ม Al-Qaeda ผู้ก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ที่อเมริกา โดยให้ Maya (Jessica Chastain) เจ้าหน้าที่ CIA เป็นตัวเดินเรื่อง Maya เริ่มเข้ามาทำงานที่ CIA ตั้งแต่อายุยังน้อย เธอใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

หนังเรื่องนี้ไม่ได้ให้ความบันเทิงมากนัก แต่เป็นหนังที่ทำให้เรารู้สึกอยากติดตามวิธีตามล่า Bin Laden ว่ายากแค่ไหนและทำไมถึงใช้เวลานานขนาดนั้น แม้คนเขียนบทและผู้กำกับจะบอกว่าหนังพยายามเสนอข้อเท็จจริงให้มากที่สุด แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นการเสนอข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียวเพราะเราแทบไม่ได้เห็นความจริงอีกด้านของอีกฝั่งเลย

เป้าหมายของ Maya คือการตามล่า Bin Laden และมันเป็นเป้าหมายเดียวของเธอตลอดเวลา 10 ปีจนบางครั้งทำให้รู้สึกว่ากับเวลายาวนานขนาดนี้ถ้าแม้ปลิดชีพ Bin Laden ได้แล้วมันจะช่วยหยุดการก่อการร้ายได้จริงๆ หรือ ปัญหาจริงๆมันอยู่ที่ Bin Laden คนเดียวหรืออยู่ที่ไหนกันแน่ แก้ปัญหาตรงจุดหรือเปล่า หรือมันก็แค่มีคนหนึ่งตายไปแล้วก็จะมี Bin Laden คนใหม่เกิดขึ้นอยู่ดี?

เนื้อเรื่องแบบนี้ทำให้การเข้าถึงหนังสำหรับคนดูแต่ละคนแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าเสพข่าวด้านไหนมามาก หรือมุ่งประเด็นไปที่อะไรระหว่างการจับตัวผู้นำกลุ่มก่อการร้ายหรือการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่กระนั้นหนังเรื่องนี้ก็ทำให้อินได้ไม่ยากด้วยการแสดงอันมีมิติของ Jessica Chastain เธอทำให้ตัวละคร Maya มีชีวิตโดยเริ่มการทำงานในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่ยังไร้ประสบการณ์แล้วค่อยๆ กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญและมาเป็นเจ้าหน้าที่ฝีมือดีที่สุดคนนึงของ CIA แค่ได้ดูพัฒนาการของตัวละครตัวนี้ก็คุ้มแล้ว นี่คือการแสดงที่สมควรได้รับรางวัลออสการ์แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้

หนังกึ่งสอบสวนกึ่งแอคชั่นแนวนี้แน่นอนว่าต้องใช้เสียงช่วยเพื่อสร้างความสมจริง หนังใส่รายละเอียดในการสร้างเสียงได้ดี เช่นเสียงระเบิดในสถานที่ต่างกันก็เกิดเสียงต่างกัน นี่คือความละเอียดของ Sound Editing ซึ่งช่วยสร้างอารมณ์ร่วมให้เราได้ และสมควรแล้วที่หนังเรื่องนี้ได้รางวัลออสการ์สาขาลำดับเสียงยอดเยี่ยม


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง Finding Neverland (2004)


ภาพยนตร์: Finding Neverland
กำกับ: Marc Foster
นักแสดงนำ: Johnny Depp, Kate Winslet, Julie Christie

Finding Neverland สร้างมาจากเรื่องจริงบางส่วนของนักประพันธ์ชื่อดัง J.M. Barrie (Johnny Depp) ซึ่งเมื่อเขาได้มารู้จักกับลูกชายทั้งสี่คนของ Sylvia Davies (Kate Winslet) ที่เป็นแม่หม้ายสามีตายก็ทำให้เขาได้แรงบันดาลใจในการประพันธ์บทละครเวทีเรื่อง Peter Pan

ความน่าสนใจของหนังไม่ได้อยู่ที่ Barrie แต่งเรื่อง Peter Pan ออกมาได้ยังไงแต่มันอยู่ที่การก้าวผ่านความเจ็บปวดและการสร้างสมดุลระหว่างโลกแห่งความจริงและแห่งจินตนาการ ความลึกของบทหนังนี่เองที่ทำให้ได้เสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และการแสดงของ Depp ก็ทำให้เขาได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมด้วย แม้ Depp จะพลาดรางวัลไปแต่ก็ไม่ได้ลดคุณค่าในตัวงานของเขาลงเลย เขาถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของนักประพันธ์โลกส่วนตัวสูงคนนี้ได้ดีเยี่ยม เช่นเดียวกับ Winslet ที่แม้จะไม่ได้เข้าชิงรางวัลแต่เธอไม่เคยพลาดแม้แต่วินาทีเดียวกับการเข้าถึงบทบาทคุณแม่ผู้ใช้ความรักที่มีต่อลูกชายทั้งสี่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต

Foster กำกับหนังได้กลมกล่อมแม้จะดูเนิบนาบไปนิดช่วงต้นเรื่องแต่มันเป็นการสร้างอารมณ์ให้เราค่อยๆ ซึมซับเนื้อเรื่อง ไม่ผลีผลามในการเอาตัวเองไปอยู่ในโลกแห่งความจริงและจินตนาการของ Barrie การตัดต่อระหว่างโลกทั้งสองก็ทำได้แนบเนียนสมจริง

หนังใช้ดนตรีประกอบมาช่วยเชื่อมความรู้สึกได้ดีเยี่ยม ดนตรีที่เข้ามาถูกที่ถูกเวลาช่วยผลักดันอารมณ์เราให้อิ่มเอมได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะฉากจบที่ทำให้เราน้ำตาไหลพรากได้ทุกครั้งที่ดู หนังเรื่องนี้ควรค่ากับรางวัลออสการ์สาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจริงๆ

รีวิวที่แล้ว (เรื่อง Inceptionพูดถึงหนังที่ให้ข้อคิดว่าไม่ว่าโลกแห่งจินตนาการ (ความฝัน) จะงดงามแค่ไหนแต่ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็ต้องกลับมาอยู่กับความจริง แต่เรื่องนี้บอกว่าการจะกลับมาอยู่กับความจริงที่เจ็บปวดได้ บางครั้งมันก็ต้องอาศัยจินตนาการและความเชื่อ


ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง Inception (2010)



ภาพยนตร์: Inception
กำกับ: Christopher Nolan
นักแสดงนำ: Leonardo DiCaprio, Joseph Gordon-Levitt, Ellen Page, Ken Watanabe, Tom Hardy

Inception เป็นหนังที่ต้องใช้จินตนาการในการดู เพราะหนังลงลึกไปในความฝันที่ว่าด้วยเรื่องของนักโจรกรรมทางความคิดกลุ่มหนึ่งซึ่งมี Dom Cobb (Leo DiCaprio) เป็นหัวหน้า ทีมงานกลุ่มนี้ใช้วิธีเข้าไปในความฝันของผู้ที่ต้องการโจรกรรมเพื่อล้วงความลับจากจิตใต้สำนึกของคนๆ นั้น แต่แล้วก็มีงานยากมาให้ทำเมื่อ Saito (Ken Watanabe) ไม่ได้ต้องการให้พวกเขาโจรกรรมความคิด แต่เขาต้องการให้ปลูกฝังความคิดลงไปในสมองของลูกชายคู่แข่งทางการค้าของเขาหรือที่เรียกว่า Inception นั่นเอง

ที่บอกว่าต้องใช้จินตนาการในการดูเพราะว่าถ้ามัวแต่ตั้งคำถามว่าเป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ยังไง จะตามหนังไม่ทันเนื่องจากดำเนินเรื่องเร็วมาก แต่ถ้าเปิดใจว่ามันเป็นไปได้ความสนุกก็จะค่อยๆ ตามมา หนังเรื่องนี้แม้จะมีนักแสดงมากความสามารถมารวมตัวกัน แต่เราไม่ได้เห็นพวกเขาแสดงฝีมือมากนั้นเพราะนี่คือหนังที่ชูโรงด้วยเนื้อหาล้ำลึกและภาพสวยแปลกตามากกว่าการแสดง เอาเป็นว่าดูจบแล้วคิดเลยว่า คิดได้ไงวะ ล้ำจริงๆ”  เราชื่นชมบทหนังมากๆ เป็นหนังเหนือจินตนาการที่เต็มไปด้วยหลักการ และยอมรับว่าหนังสมควรได้รางวัลการถ่ายภาพยอดเยี่ยมเพราะวิธีการวางมุมกล้องและการคุมโทนสีของภาพ เป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพที่ทำได้น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ

หนังไม่ได้มีประเด็นหนักๆ ให้มาคิดต่อมากนัก แต่ก็ทิ้งจุดที่น่าสนใจในเรื่องของการยอมรับความจริงและการก้าวข้ามความเจ็บปวดในอดีต ในชีวิตคนเราบางครั้งความจริงมันแสนเจ็บปวดจนเกินรับไหวจึงเลือกที่จะจมอยู่กับความฝันหรือความทรงจำดีๆ จนลืมไปว่าการยอมรับความจริงและอยู่กับปัจจุบันให้ได้คือหัวใจของการดำรงชีวิต


ให้คะแนน 4.5/5

รีวิวหนัง Gravity (2013)


ภาพยนตร์: Gravity
กำกับ: Alfonso Cuaron
นักแสดงนำ: Sandra Bullock, George Clooney

Gravity เป็นหนังไซไฟอวกาศว่าด้วยด๊อกเตอร์วิศวะกรหญิง Ryan Stone (Sandra Bullock) ต้องไปซ่อมดาวเทียมในอวกาศโดยมีนักบินอวกาศ Matt Kowalski (George Clooney) ไปด้วย แต่เกิดอุบัติเหตุทำให้ทั้งสองต้องลอยเท้งเต้งอยู่บนนั้น จนเวลาต่อมา Ryan ก็พบว่าเธอต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเพียงลำพัง

Gravity เป็นหนังไซไฟก็จริงแต่ก็ไม่ได้เน้นฉากแอคชั่นมากไปกว่าฉากอารมณ์ แม้เนื้อหาจะไม่ได้ซับซ้อนแต่ก็สามารถดึงความรู้สึกเราให้เข้าไปอยู่ในหนังได้ด้วยฝีมือการถ่ายทำของผู้กำกับและฝีมือการแสดงของ Sandra Bullock ซึ่งแม้ว่าบท Dr Ryan จะไม่ได้มีมิติมากนักแต่ความรู้สึกกดดัน สิ้นหวัง ท้อแท้ และฮึดสู้ที่ Sandra แสดงออกมาทำให้เรารู้สึกตามไปด้วยในทุกๆ ห้วงอารมณ์ของเธอ (เธอได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมด้วย แต่พลาดให้กับ Cate Blanchett จาก Blue Jasmine ไป

ผู้กำกับต้องการค่อยๆ ดึงคนดูให้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศเดียวกับตัวละคร ให้มองเห็นและรู้สึกทุกอย่างเสมือนหลุดเข้าไปอยู่ในอวกาศด้วย เขาจึงเลือกการถ่ายทำแบบ Long Take ในบางฉากแทนการตัดต่อเพราะในชีวิตจริงไม่มีการตัดต่อ Long Take คือการถ่ายทำฉากเดียวยาวๆ ไม่มีสั่งหยุด ผู้กำกับอาจใช้กล้องแบบแนบตัวตากล้องหรือใช้ล้อเลื่อนเพี่อเคลื่อนกล้องไปตามเรื่องราวที่อยากถ่ายทำก็ได้ การถ่ายทำแบบนี้ต้องใช้ความสามารถอย่างสูงของผู้กำกับเพราะเขาต้องควบคุมให้ทุกองค์ประกอบในซีนนั้นพร้อมในการถ่ายทำแบบคัทเดียวผ่าน Long Take ของ Cuaron ในช่วงต้นเรื่องยาวนานถึง17 นาทีถือว่านานมาก ต้องเป็นผู้กำกับที่เก่งจริงๆ ถึงจะถ่ายทำฉากยาวแบบไม่มีหยุดนานขนาดนี้ได้อย่างแนบเนียน ที่เขียนมาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่าสมควรแล้วที่เขาได้รางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมไปครอง

ด้วยเนื้อหา การถ่ายทำ และการแสดงทำให้ Gravity เป็นหนังที่ดูสนุกและมีอะไรให้กลับมาคิดต่อในประเด็นที่ว่า “What’s the point of living?” Gravity คือหนังที่ว่าด้วยการ ให้กำลังใจตัวเองที่จะต่อสู้ฝ่าฟันกับอุปสรรคนานาประการที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตจนบางครั้งก็ต้องถามตัวเองว่าจะสู้ไปทำไม อยู่เพื่ออะไร ซึ่งบางคนทั้งชีวิตก็หาคำตอบไม่ได้ แต่ถ้าเลือกแล้วว่าจะอยู่ก็ขอให้... Enjoy the Ride!


ให้คะแนน 5/5 

รีวิวหนัง Argo (2012)


ภาพยนตร์: Argo
กำกับ: Ben Affleck
นักแสดงนำ: Ben Affleck, Bryan Cranston, John Goodman, Alan Arkin

Argo นำเหตุการณ์จริงในประเทศอิหร่านเมื่อปี 1979 มาแต่งเติมเรื่องราวให้กลายเป็นหนังตื่นเต้นระทึกใจ โดยเรื่องเริ่มที่ชนหัวรุนแรงชาวอิหร่านบุกเข้ายึดสถานทูตอเมริกาและกักขังคนอเมริกัน 50 คนไว้ในนั้น มีเพียงเจ้าหน้าที่สถานทูต 6 คนที่หนีออกมาได้ก่อนการบุกยึด พวกเขาได้รับความช่วยเหลือให้พักพิงที่บ้านของท่านทูตแคนาดาประจำอิหร่าน รัฐบาลอเมริกาจึงสั่ง Tony Mendez (Ben Affleck) เจ้าหน้าที่ CIA ให้หาทางแอบนำเจ้าหน้าที่ทั้ง 6 นี้กลับประเทศให้ได้ Tony วางแผนโดยให้ทั้งหมดรวมถึงตัวเขาเองปลอมเป็นทีมสร้างหนังชาวแคนาดาซึ่งมาอิหร่านเพื่อหาสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Argo มันคือหนังซ้อนหนัง แต่ที่น่าสนใจคือมันไม่ได้มีการสร้างหนังจริงๆ เพราะมันคือแผนปลอมตัวขั้นเทพเพื่อเอาตัวเองและทีมออกมาจากประเทศอิหร่านให้ได้ และนี่คือความสนุกของหนังเรื่องนี้

Ben Affleck รับหน้าที่กำกับและแสดงนำ เห็นได้ว่าฝีมือการกำกับของเขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เขามีชั้นเชิงในการเล่าเรื่องเครียดๆ ให้กลายเป็นหนังที่มีครบรส ทั้งตื่นเต้น สลดใจ ตลก และอิ่มเอมได้ ซึ่งการทำหนังให้มีรสชาติจัดจ้านแบบนี้ไม่ใช่ง่ายเพราะถ้าใส่อะไรมากไปนิดมันจะออกทะเลไปเลย แต่ Ben สามารถคุมโทนหนังได้ดีตั้งแต่ต้นจนจบ

เรื่องการแสดงไม่มีใครโดดเด่นเพราะหนังไม่ได้เน้นจุดนี้ มันมุ่งประเด็นไปที่เนื้อหาที่นำพามาซึ่งความตื่นเต้นเป็นหลัก บทหนังถือว่าใช้ได้แต่ไม่ถึงกับดีเลิศยังมีบางส่วนที่ไม่สมจริง ซึ่งถ้าติดใจในจุดนี้ก็อาจทำให้ความสนุกของหนังลดลง แต่ถ้ามองข้ามมันไปได้ก็ถือว่าหนังตอบโจทย์เรื่องความระทึกใจได้ดีเยี่ยม

ถ้าอยากรู้ว่าการตัดต่อสำคัญกับหนังยังไงต้องดูหนังเรื่องนี้เพราะการตัดฉากสลับไปมาในหลายๆ ช่วงของหนังโดยเฉพาะช่วง 30 นาทีสุดท้ายมันทำให้เราละสายตาจากจอไม่ได้เลย ต้องดูแบบห้ามกะพริบตา คนตัดต่อฝีมือควรคู่กับรางวัลออสการ์สาขาตัดต่อยอดเยี่ยมจริงๆ ปรบมือรัว

Argo ไม่ใช่หนังที่ให้ข้อมูลเป๊ะๆ ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง พูดง่ายๆ คือแต่งเพิ่มเยอะ และแม้มันจะเป็นหนังที่เนื้อหาอ่อนเมื่อเทียบกับหนังในปีเดียวกันอย่าง Lincoln, Life of Pi และ Zero Dark Thirty แต่ก็ยอมรับว่าในเรื่องของความบันเทิง Argo ถือเป็นหนังที่สนุกลุ้นระทึก และตื่นเต้นที่สุดแห่งปีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว


ให้คะแนน 4.5/5

รีวิวหนัง The Departed (2006)



ภาพยนตร์: The Departed
กำกับ: Martin Scorsese
นักแสดงนำ: Leonardo DiCaprio, Matt Damon, Jack Nicholson, Mark Wahlberg

ตำรวจที่ต้องแฝงตัวมาอยู่ในหมู่โจร จะกลายเป็นโจรไหมแล้วโจรที่แฝงตัวอยู่ในหมู่ตำรวจล่ะ ควรเรียกเขาว่าตำรวจไหม?

บทหนังเรื่อง Infernal Affairs เป็นบททรงคุณค่าเพราะมันซับซ้อนลุ่มลึกและน่าค้นหา ต่อเมื่อฮอลลิวูดนำมันมาดัดแปลงเพื่อทำเป็นหนังทุนสร้างมหาศาล (90 ล้านเหรียญสหรัฐ) เรื่อง The Departed การปรับบทจึงเป็นทางออกที่ดีที่ทำให้คอหนังแนวตลาดเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งเราคิดว่าที่ The Departed ได้รางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนต์ดัดแปลงยอดเยี่ยมก็เพราะจุดนี้ คือเขาย่อยหนังมาให้แล้วทำให้เข้าใจง่าย และทดแทนความลุ่มลึกของหนังต้นฉบับด้วยความจัดจ้านของโปรดักชั่นระดับฮอลลิวูด

Billy (Leonardo DiCaprio) เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนตำรวจถูกตำรวจชั้นผู้ใหญ่เรียกตัวไปคุยเพื่อกดดันให้ยอมเป็นสายให้โดยการแฝงตัวไปอยู่ในกลุ่มมาเฟียซึ่งมีหัวหน้าใหญ่คือ Frank Costello (Jack Nicholson) ขณะที่ Colin Sullivan (Matt Damon) ก็เพิ่งเรียนจบเหมือนกันแต่กลับได้รับมอบหมายให้ทำงานในกรมตำรวจอย่างไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเขาถูกอุปถัมป์เลี้ยงดูแบบลับๆ จาก Costello มาตั้งแต่เด็กแล้ว พูดง่ายๆ คือตำรวจมีสายอยู่ในหมู่โจร ส่วนโจรก็มีสายอยู่ในหมู่ตำรวจเช่นกัน...

ผู้กำกับ Martin Scorsese นำเสนอหนังให้ออกแนวแอคชั่นหวือหวาน่าตื่นเต้นแทนที่จะให้มีความกลมกล่อมลึกซึ้งเหมือนต้นฉบับ ดังนั้นเราจึงได้เห็นฉากการต่อสู้ชกต่อยเยอะกว่าการเจาะไปที่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัว ไม่แปลกใจที่หนังซึ่งรวมดาราระดับหัวกะทิขนาดนี้แต่กลับมี Mark Wahlberg เพียงคนเดียวที่ได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาการแสดง เพราะผู้กำกับไม่เน้นเรื่องการแสดงมากนัก แต่มุ่งไปที่ฉากแอคชั่นเชือดเฉือนมากกว่า

อย่างไรก็ตามแม้ผู้กำกับจะไม่เน้นแต่ด้วยฝีมือของนักแสดงหลักแต่ละคนก็ทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ความกดดันของตัวละครแต่ละตัวได้ไม่ยาก Leo DiCaprio แสดงให้เข้าใจถึงความอึดอัดได้ทันทีที่เขาได้รับมอบหมายงานการพรางตัวไปอยู่ในหมู่โจรชิ้นนี้ ส่วน Matt Damon ก็แสดงออกมาได้น่าเชื่อว่าดูเป็นคนน่ารักไม่มีพิษมีภัยแต่จริงๆ เก็บความลับของโจรไว้เยอะทีเดียว Jack Nicholson ก็ดูโรคจิตบ้าบอดี

แต่ที่ต้องชมอย่างแรงคือการตัดต่อ (Film Editing) ซึ่งทำให้หนังดูลื่นไหลแม้จะมีเนื้อเรื่องให้เล่าเยอะ การตัดสลับไปมาในแต่ละเรื่องย่อยทำได้ดีเพราะช่วยให้หนังไม่น่าเบื่อเนื่องจากหนังยาวมาก (151 นาที) สมควรแล้วที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาตัดต่อยอดเยี่ยม

ความสนุกของหนังเรื่องนี้คือการตามดูตามลุ้นว่า Billy จะเอาตัวรอดจากแก็งมาเฟียยังไงและ Colin จะตีหน้าซื่ออยู่ในกรมตำรวจได้นานแค่ไหน ดูแล้วก็สะท้อนใจที่ตำรวจดีต้องอยู่อย่างยากลำบากในหมู่โจร ขณะที่ตำรวจชั่วกลับได้รับการเชิดหน้าชูตาทางสังคม

The Departed ได้รางวัลออสการ์สาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยมโดย William Monahan เขาดัดแปลงจากบทหนังฮ่องกงเรื่อง Infernal Affairs ซึ่งเขียนบทโดย Alan Mak และ Felix Chong เราว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ดีมากแต่ก็ยังดีสู้ต้นฉบับไม่ได้


ให้คะแนน 4/5

รีวิวหนัง Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)



ภาพยนตร์: Eternal Sunshine of the Spotless Mind
กำกับ: Michel Gondry
นักแสดงนำ: Jim Carry, Kate Winslet, Mark Ruffalo, Elijah Wood, Kirsten Dunst, Tom Wilkinson

คนสองคนที่ต่างกันมากๆ บังเอิญมาพบกัน รักกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เรียนรู้กัน มีช่วงเวลาที่มีความสุข มีช่วงเวลาที่มีความทุกข์ มีสุข มีทุกข์ จนกระทั่งถึงจุดที่พวกเขาคิดว่ามันทุกข์จนไม่สามารถเยียวยาได้ พวกเขาจึงลบกันและกันออกจากสมอง พวกเขาต้องการจะลืมเพื่อตั้งต้นใหม่ แต่ก็มาค้นพบว่า พวกเขาต้องกลับมาตกหลุมรักกันและกันใหม่อีกครั้ง...

Eternal Sunshine of the Spotless Mind ได้รางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมเพราะว่าบทมันยอดเยี่ยมจริงๆ หนังเรื่องนี้เป็นหนังแนวโรแมนติกผสมไซไฟซึ่งแค่แนวหนังก็ต้องเลิกคิ้วแล้วว่าคิดได้ไง แนวไซไฟกับเรื่องความรักมักไม่ค่อยมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันได้ แต่ Charlie Kaufman ผู้เขียนบททำได้ หนังเล่าถึงผู้ชายขี้อายคนหนึ่ง Joel (Jim Carry) ซึ่งกำลังเสียใจมากเมื่อรู้ว่า Clementine (Kate Winslet) แฟนสาวที่เพิ่งทะเลาะกันอย่างหนักได้ลบเขาออกจากสมองของเธอเรียบร้อยแล้ว ด้วยความโกรธและน้อยใจทำให้เขาคิดจะทำอย่างเดียวกัน เมื่อเธอลบฉันได้ ฉันก็ลบเธอได้เหมือนกันและนี่คือจุดเริ่มต้นของหนัง

วิธีการลบความทรงจำของหนังเรื่องนี้คือการค่อยๆ ลบย้อนหลังคือลบจากเหตุการณ์ล่าสุดไปจนถึงเหตุการณ์วันแรกที่ได้เจอกับคนๆ นั้น คนที่ต้องการลบออกจากสมอง ดังนั้นการเล่าเรื่องจึงเป็นการเล่าย้อนซึ่งมันเท่มาก เราต้องคิดตามตลอด ต้องคอยสังเกตสัญลักษณ์ในหนังจะได้ไม่หลุดจากเนื้อหาที่เล่าย้อนไปเรื่อยๆ การเล่าแบบนี้ค่อนข้างยากและซับซ้อน ซึ่งยอมรับเลยว่าดูครั้งแรกยังไม่ค่อยเข้าใจแต่หนังมันดีจนต้องเอาดูอีกครั้งเพื่อความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น และก็ไม่ผิดหวังเลย หนังเรื่องนี้ยิ่งดูยิ่งค้นพบอะไรใหม่ๆ จนตอนนี้ดูเรื่องนี้ซ้ำๆ ประมาณ 7-8 รอบแล้ว แต่ก็ยังได้ข้อคิดหรือมุมมองใหม่ๆ เพิ่มได้ทุกครั้ง บทหนังเยี่ยมจริงๆ ขอคาระวะเลย

เรื่องนี้การแสดงเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะหนังที่เล่าย้อนแบบนี้เราต้องใช้สมองหนักในการเรียบเรียงเรื่องราว ดังนั้นถ้าการแสดงไม่ทำให้เราสัมผัสได้ มันจะทำให้หลุดความสนใจไปเลย แต่เรื่องนี้แสดงดีทุกคน Jim Carry ที่มีชื่อเสียงมาจากหนังตลกต้องบอกว่าไม่มีเค้าของความตลกหลงเหลืออยู่เลย รู้สึกว่าเขาคือตัวละคร Joel ผู้ชายพูดน้อยแต่คิดมากจริงๆ ส่วน Kate Winslet คนนี้ไม่เคยห่วง ไม่มีเรื่องไหนที่ Kate แสดงไม่ดี จริงๆ เธอควรจะได้รางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ด้วยซ้ำ (คหสต) บท Clementine เป็นบทมีมิติเพราะเธอคือผู้หญิงหลากอารมณ์ ซึ่งมันทำให้บทนี้มีเสน่ห์มากๆ และ Kate ก็ทำให้เชื่อได้จริงๆ ว่าเธอคือผู้หญิงคนนี้

Michel Gondry รับหน้าที่หนักในการกำกับหนังที่บทซับซ้อนและรายละเอียดเยอะให้เป็นหนังที่มีเสน่ห์และน่าติดตาม เขาคุมโทนหนังและทิศทางของหนังได้ดีทีเดียว

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ติดอยู่ในหัวใจเราคือ message ที่หนังสื่อมาว่า ถ้าคุณสามารถลบใครบางคนที่ทำให้คุณเจ็บปวดออกจากสมองโดยที่สมองคุณจะไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด คุณจะลบไหม?” เราได้อะไรจากการลบความทรงจำ มันทำให้เราเริ่มต้นใหม่ได้จริงหรือ หรือมันก็แค่ให้เราย้อนเวลากลับไปเริ่มใหม่โดยไม่รู้เลยว่าเราได้เคยทำอะไรผิดพลาดลงไปบ้าง แล้วเราจะทำมันใหม่ให้ดีได้อย่างไรถ้าเราไม่มีโอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้นเลย เพราะเราเลือกที่จะลบมันทิ้งไปแล้ว...

ให้คะแนน 5/5


บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.