รีวิวหนัง The Devil wears Prada (2006)



ภาพยนตร์: The Devil Wears Prada
กำกับ: David Frankel
นักแสดงนำ: Meryl Streep, Anne Hathaway, Emily Blunt, Stanley Tucci

Andrea (Anne Hathaway) ต้องการเป็นนักข่าวแต่เธอดันได้งานเป็นผู้ช่วยอันดับสองของ Miranda (Meryl Streep) บรรณาธิการนิตยสาร Runway นิตยสารแฟชั่นชื่อดัง โดยมีผู้ช่วยอันดับหนึ่ง Emily (Emily Blunt) ช่วยสอนงานให้แบบไม่ค่อยเต็มใจนัก

Andrea ตั้งใจจะทำงานที่นี่ไม่นานเพื่อเอาโพรไฟล์ไปสมัครงานนักข่าวที่เธออยากทำ แต่ความไม่เข้าใจในแฟชั่นทำให้เธอถูกทั้ง Miranda และ Emily ดูถูกว่าคงจะทำงานไม่ได้ดี เธอจึงไปขอความช่วยเหลือจาก Nigel (Standley Tucci) ซึ่งเป็นสไตล์ลิสต์ของนิตยสารแห่งนี้ Nigel ปฎิวัติการแต่งตัวให้เธอใหม่จนสวยสะดุดตากลายเป็นสาวแฟชั่นจ๋าไปเลย

Andrea เคยค่อนขอด Miranda ว่าเป็นเจ้านายที่เอาแต่ใจ บ้าความเนียบจนไม่สนว่าลูกน้องจะเหนื่อยยากขนาดไหน และเป็นคนที่มองความก้าวหน้าเรื่องงานเป็นหลักจนชีวิตครอบครัวล่มไม่เป็นท่า แต่เธอไม่รู้ตัวเลยว่ายิ่งเธอทำงานกับ Miranda นานเท่าไหร่เธอก็เริ่มจะมีนิสัยคล้ายๆ กับเจ้านายที่เธอไม่ชอบหน้ามากขึ้นเท่านั้น

บทหนังเรื่องนี้สนุกมาก แต่ถ้าไม่ได้บรรดานักแสดงมืออาชีพมานำแสดงหนังอาจไม่ออกมาดีขนาดนี้ การแสดงขั้นเทพของพวกเขาทำให้เราอินกับหนังได้ไม่ยาก เรื่องนี้ Anne Hathaway สวยมากแต่ต้องยอมรับว่าเธอโดนนักแสดงยอดฝีมืออย่าง Meryl Streep Emily Blunt และ Standley Tucci กลบไปนิด เนื่องจากทั้ง 3 คนนี้สาดใส่สีสันให้กับเรื่องแบบไม่ยั้ง การแสดงที่โดดเด่นของพวกเขาทำให้ Anne ดูจืดชืดไปหน่อย

ที่ต้องชมอีกอย่างคือการแต่งกายในหนัง มันเหมาะมากที่เป็นหนังเกี่ยวกับนิตยสารแฟชั่นเพราะเราได้เห็นเสื้อผ้าสวยๆ แทบทุกฉาก แถมเพลงที่ใส่เข้ามาในหนังก็เหมาะเจาะ การตัดต่อก็รวดเร็วไม่เยิ่นเย้อ ถือเป็นหนังที่ผสมผสานความบันเทิงและแง่คิดเกี่ยวกับการทำงานได้อย่างลงตัว

หนังให้ข้อคิดว่าคนเรามักหวังความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ยิ่งถ้าเป็นคนทะเยอทะยานด้วยแล้วยิ่งหวังหนัก แต่ความก้าวหน้าบางครั้งไม่ได้มาจากความสามารถเพียงอย่างเดียว การชิงไหวชิงพริบ การหักหลัง และเส้นสาย อาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จ

แต่ไม่มีใครได้อะไรมาฟรีๆ ความสำเร็จนั้นต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง บางคนยอมแลกเวลาที่จะใช้กับครอบครัวเพื่อมัน บางคนยอมเสียเพื่อนเพื่อมัน และบางคนยอมเสียจุดยืนของตนเองเพื่อมัน ซึ่งเมื่อได้ความสำเร็จและความก้าวหน้ามาครอบครองแล้ว เราคงต้องหันมาทบทวนว่าสิ่งที่เราสูญเสียไปเพื่อมัน มันคุ้มกันหรือไม่


ให้คะแนน 4.5/5

รีวิวหนัง Shindler's List (1993)


ภาพยนตร์: Shindler’s List
กำกับ: Steven Spielberg
นักแสดงนำ: Liam Neeson, Ralph Fiennes, Ben Kingsley

Oskar Shindler (Liam Neeson) คือนักธุรกิจชาวเยอรมันที่เข้ามาในโปแลนด์เพื่อหาผลประโยชน์ทางการค้า เขามองว่าในภาวะสงครามที่ฮิตเลอร์ประกาศศึกกับชาวยิวนี้เขาจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสของตัวเขาเองด้วยการเปิดโรงงานผลิตภาชนะโดยจ้างคนงานชาวยิวในราคาต่ำ ซึ่งเมื่อต้นทุนต่ำการหากำไรย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

เมื่อเขารู้จักกับ Amon Goeth (Ralph Fiennes) นายทหารเยอรมันที่เกลียดชาวยิวเข้ากระดูกดำ Amon สามารถยิงชาวยิวทิ้งได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลใดๆ Oskar จึงตระหนักได้ว่าชาวยิวได้รับความโหดร้ายเกินกว่าที่คนควรจะได้รับ ทำให้จิตใต้สำนึกลึกๆ ของเขาค่อยๆ ปรากฎ การหากำไรจากสงครามจึงไม่ใช่จุดมุ่งหมายของชีวิตเขาอีกต่อไป แต่มันคือการช่วยเหลือชาวยิวให้ได้มากที่สุดต่างหากที่เขาพยายามทำ!

Spielberg มักเล่าหนังสงครามในแง่มุมที่น่าสนใจเสมอ เขาไม่ได้เล่าเพื่อจะบอกถึงความเลวร้ายของสงครามเพียงอย่างเดียว แต่เสนอมุมมองดีๆ จากสงครามให้เราได้ข้อคิดอีกด้วย หนังเรื่องนี้ใช้สีขาวดำแทบทั้งเรื่อง ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงอารมณ์หดหู่ไร้สีสันของภาวะสงครามเป็นอย่างดี

บทภาพยนตร์ทำได้ดีเยี่ยมในการเล่าหนังที่มีเนื้อหาเยอะขนาดนี้ การตัดต่อทำให้หนังสนุกขึ้นไม่ใช่แค่เรื่อยๆ เอื่อยๆ ขณะที่ดนตรีประกอบของหนังสร้างอารมณ์ร่วมให้เราได้มาก บางครั้งมีแต่ภาพกับเสียงดนตรีแม้ไม่มีบทพูดก็ยังก่อให้เกิดน้ำตากับเราได้ ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบที่ทำให้หนังเรื่องนี้ได้รางวัลออสการ์ Best Picture และยังได้รางวัล Best Director, Best Adapted Screenplay, Best Cinematography, Best Art Direction, Best Film Editing และ Best Original Score อีกด้วย และมันคือหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่เราเคยดูมา

สงครามทำให้มนุษย์เผยธาตุแท้อันเลวร้ายที่สุดออกมา – Oskar Schindler (Schindler’s Lish)

สำหรับ Oskar สงครามไม่ได้เผยธาตุแท้อันเลวร้ายที่สุดออกมา แต่กลับเผยสิ่งที่ดีที่สุดในหัวใจเขาที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีออกมาต่างหาก เขาไม่ได้ช่วยชาวยิวเท่าที่ช่วยได้ แต่เขาช่วยจนตัวเองแทบไม่เหลืออะไร ความโหดร้ายไม่ได้นำพาให้จิตใจมนุษย์ต่ำลงเสมอไป บางครั้งมันก็นำพาจิตใต้สำนึกอันดีงามที่อยู่ในใจลึกๆ ออกมาได้

จริงอยู่สงครามไม่ได้ให้อะไรใครอย่างแท้จริงนอกจากความโหดร้าย และบางครั้งเราก็เลือกไม่ได้ที่จะไม่เข้าไปอยู่ในความโหดร้ายนั้น แต่เราเลือกได้ว่าบนเส้นทางแห่งความโหดร้าย เราจะเป็น “ฮีโร่” หรือ “ซาตาน


ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง Black Swan (2010)



ภาพยนตร์: Black Swan
กำกับ: Darren Aronofsky
นักแสดงนำ: Natalie Portman, Mila Kunis, Vincent Cassel, Barbara Hershey

Nina Sayers (Natalie Portman) เป็นนักบัลเล่ที่ Erica (Barbara Hershey) แม่ของเธอพยายามผลักดันอย่างสูงเพราะต้องการให้เธอเป็นนักบัลเล่ที่ประสบความสำเร็จให้ได้ เมื่อมีการคัดตัวจาก Thomas Leroy (Vincent Cassel) เพื่อหานักแสดงนำในการแสดงบัลเล่เรื่อง Swan Lake และการเข้าร่วมทีมบัลเล่ของ Lily (Mila Kunis) ก็ทำให้ความกดดันของ Nina พุ่งถึงขีดสุด เพราะนอกจากเธอต้องแข่งกับคู่แข่งที่เธอครั่นคร้ามเพื่อได้บทนำแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือเธอต้องก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองให้จงได้

นี่คือหนังที่พูดถึงความพยายามที่จะไปสู่ความสมบูรณ์แบบ (แบบเดียวกับหนังเรื่อง Whiplash แต่เรื่องนี้ตัวเอกเป็นผู้หญิงและใช้อาชีพบัลเล่เป็นเส้นเรื่อง) แต่ใช้วิธีการเล่าโดยเติมสีสันของความเป็นหนังลึกลับระทึกขวัญเข้าไป มันจึงเป็นหนังที่เราขอเรียกว่า สวยงามอย่างน่าสยดสยองซึ่งเราว่ามันเป็นความย้อนแย้งที่ลงตัว

ผู้กำกับ Darren Aronofsky คุมโทนหนังให้ดูน่าค้นหา น่าติดตามไปพร้อมๆ กับความกดดันของตัวละคร โดยการนำเสนอบางฉากอาจทำให้คนดูบางคนหลงประเด็น แต่ถ้าเข้าใจประเด็นหลักของหนังก็จะเข้าใจว่าทุกฉากที่ใส่มาก็เพื่อให้เราเข้าใจความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ลึกที่สุดของตัวละคร Nina นั่นเอง

เมื่อดูหนังจบสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวคือ Natalie Portman ควรได้รางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้ และเมื่อออสการ์ประกาสผลเราก็รู้ว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่คิดว่านี่คือการแสดงที่ดีที่สุดแห่งปี เพราะคณะกรรมการออสการ์ก็คิดเช่นเดียวกัน

หลัง Natalie ได้รางวัลก็มีข่าวว่าการเต้นบัลเล่ที่ Natalie เต้นในหนังจริงๆ คือใช้การเต้นของนักบัลเล่มืออาชีพมาตัดต่อใส่ใบหน้า Natalie ลงไป มีบางคนบอกว่าถ้าเป็นเช่นนี้ Natalie ก็ไม่สมควรได้รางวัล แต่เราไม่คิดเช่นนั้นเพราะการแสดงที่ทำให้เราทึ่งไม่ใช่การที่เธอเต้นบัลเล่ แต่คือการแสดงความรู้สึกกดดันจนทำให้เธอมีสองบุคลิกและการสลับบุคลิกไปมาโดยใช้แววตาเป็นตัวบ่งบอกว่าตอนนี้กำลังเป็นบุคลิกไหนอยู่ต่างหาก สำหรับเรานักแสดงไม่จำเป็นต้องทำอาชีพหรือมีอาการแบบที่ตัวละครตัวนั้นๆ เป็นจริงๆ ขอให้การแสดงและองค์ประกอบทำให้เราเชื่อได้ว่าเขาเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ได้ก็พอแล้ว

บางคนมองว่า Black Swan เป็นหนังเลสเบี้ยน บางคนมองว่าเป็นหนังที่เน้นเรื่องเซ็กส์ สำหรับเราๆ มองว่ามันคือหนังที่พูดถึงความหลงไหลจนบ้าคลั่งกับคำว่า “สมบูรณ์แบบ” โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าการที่คนเราจะทำอะไรให้สมบูรณ์แบบได้นั้นมันอาจต้องแลกมาด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ


ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง The King's Speech (2010)



ภาพยนตร์: The King’s Speech
กำกับ: Tom Hooper
นักแสดงนำ: Colin Firth, Geoffrey Rush, Helena Bonham Carter

The King’s Speech สร้างจากเรื่องจริงของกษัตริย์อังกฤษ King George VI (Colin Firth) ซึ่งท่านพูดติดอ่างมาตั้งแต่เด็ก ตอนที่ท่านรู้ตัวว่าอาจต้องรับตำแหน่งกษัตริย์ต่อจากพระบิดาทำให้ท่านต้องพึ่งแพทย์หลายคนในการรักษาอาการติดอ่าง แต่ไม่มีใครรักษาได้กระทั่ง Queen Elizabeth (Helena Bonham Carter) พระชายาของท่านแนะนำให้รู้จัก Lionel Logue (Geoffrey Rush) ที่มีวิธีบำบัดไม่เหมือนแพทย์คนอื่น ท่านก็ไปรักษากับเขา เบื้องต้น King George VI รับไม่ได้กับวิธีการรักษาของ Lionel แต่แล้วท่านก็พบว่ามันอาจเป็นวิธีรักษาที่ได้ผล ท่านจึงกลับไปหา Lionel อีก

การดำเนินเรื่องในช่วงต้นค่อนข้างอืดอาดจนง่วงนอน เรื่องมาเข้มข้นขึ้นหลังจากที่เราตระหนักได้ว่าอังกฤษกำลังเข้าสู่ภาวะสงครามกับนาซี โดยนาซีมี Hitler ผู้มีความสามารถในการพูดปลุกใจผู้คน ขณะที่อังกฤษกลับมีกษัตริย์ที่พูดติดอ่าง!

เนื้อเรื่องไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน ไม่มีปมปัญหาอื่นใดนอกจากเรื่องการพูดของ King George VI แต่หนังก็น่าติดตามในระดับหนึ่งซึ่งต้องยกเครดิตให้กับการแสดงของ Colin Firth เขาค่อยๆ พัฒนาตัวละครที่เป็นเจ้าชายผู้ขาดความมั่นใจจนกลายมาเป็นกษัตริย์ที่ยอมรับหน้าที่ของตนได้ มันไม่ใช่แค่การแสดงเป็นคนพูดติดอ่างที่กว่าจะเปล่งเสียงพูดออกมาแต่ละคำต้องลุ้นแล้วลุ้นอีก (เขาไม่ได้ติดอ่างตลอดเวลา เป็นเฉพาะเวลาพูดกับคนเยอะๆ) แต่มันคือการแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านสีหน้าและแววตากับการรับบทคนที่ต้องแบกรับภาระอันใหญ่หลวง (ครองราช) โดยไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองด้วยซ้ำว่าสามารถทำได้ สมควรแล้วที่ Colin ได้รางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครอง

The King’s Speech ให้ข้อคิดแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อมเลยว่าขนาดคนที่เกิดมาสูงส่งและโชคชะตานำพามาให้เป็นกษัตริย์ ยังต้องเผชิญกับปัญหาในการพัฒนาตนเอง ซึ่งแม้มันจะยากเย็นสักแค่ไหน จะถูกกดดันจากคนรอบข้างสักเท่าใด แต่ท่านไม่เคยยอมแพ้ และในที่สุดท่านก็รู้ว่า การต่อสู้ที่ยากที่สุด ไม่ใช่กับใครที่ไหนแต่คือการต่อสู้กับอุปสรรคของตัวเอง และการเอาชนะตัวเองได้นั่นแหละ คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิดดีจริงๆ แต่ดำเนินเรื่องไม่ค่อยสนุกจึงให้คะแนนน้อยค่ะ

ให้คะแนน 2.5/5


รีวิวหนัง The Help (2011)


ภาพยนตร์: The Help
กำกับ: Tate Tayler
นักแสดงนำ: Emma Stone, Viola Davis, Octavia Spencer, Jessica Chastain, Bryce Dallas Howard

The Help ถูกดัดแปลงจากนิยายขายดีจนมาเป็นหนังฮอลลิวูดยอดนิยม เป็นเรื่องช่วงปีคศ. 1960 ในรัฐมิสซิซิปปี้ที่ยังมีการแบ่งชนชั้นเรื่องคนผิวขาวและคนผิวสีกันอยู่ สมัยนั้นคนผิวสีส่วนใหญ่ถูกคนผิวขาวจ้างให้มาทำงานบ้านและเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แต่คนผิวขาว (บางคน) ก็เหยียดหยามและแสดงความรังเกียจคนผิวสีที่จ้างมาอย่างออกหน้าออกตา ยกเว้น Skeeter (Emma Stone) ผู้มองเห็นความไม่เท่าเทียมกันนี้และอยากตีแผ่เรื่องราวลงหนังสือ เธอจึงติดต่อ Aibileen (Viola Davis) เพื่อขอข้อมูล แต่กลับถูกปฏิเสธเพราะการให้ข้อมูลแบบนี้เป็นเรื่องผิดกฏหมาย ต่อเมื่อ Aibileen ตระหนักว่าถูกลิดรอนสิทธิจนเกินจะรับไหวเธอจึงให้ความร่วมมือกับสกีเตอร์แบบลับๆ

ผู้กำกับ Tate Taylor ดำเนินเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป เขาค่อยๆ เผยลักษณะนิสัยตัวละครแต่ละตัวทีละคนๆ เรื่องในช่วงต้นจึงออกจะเนิบๆ ไปสักหน่อย แต่เมื่อเราดูไปเรื่อยๆ ก็เริ่มอินและสามารถนำตัวเองเข้าไปอยู่ในหนังย้อนยุคเรื่องนี้ได้ บทหนังมีความเป็นละค๊อนละครสูงคือออกแนวน้ำเน่านิดๆ และแม้หนังจะกล่าวถึงประเด็นที่ทั้งหนักหน่วงทั้งสะท้อนใจแต่มุกตลกที่แทรกมาสม่ำเสมอทำให้เพลินไปกับหนังได้ไม่ยาก สิ่งที่ต้องชมผู้กำกับเป็นพิเศษคือการผสมผสานการแสดงของนักแสดงหลักทุกตัวให้กลมกลืนกัน เรื่องนี้มีซับพล๊อตเยอะ นักแสดงเยอะ แต่ผู้กำกับสามารถทำให้เรื่องราวชีวิตของตัวละครทุกตัวมีตัวตนและมีคุณค่าได้อย่างน่าชื่นชม

หนังเรื่องนี้มีนักแสดงที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 คน คือ Viola Davis สาขานักแสดงนำยอดเยี่ยม Octavia Spencer และ Jessica Chastain สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม โดย Octavia ได้รางวัลไป ซึ่งเราเห็นด้วยมากๆ เพราะเธอทำให้บท Minny Jackson เป็นที่น่าจดจำ ทำให้เห็นว่าการแสดงที่ไม่พยายามตลกมันตลกยิ่งกว่าหนังตลกที่ขายความตลกหลายๆ เรื่องเสียอีก และถึงแม้นักแสดงคนอื่นๆ จะไม่ได้รางวัลออสการ์แต่ต้องบอกว่ามันคือการแสดงที่น่าประทับใจของทุกๆ ตัวละคร

นักวิจารณ์บางคนบอกว่าหนังน้ำเน่าเกินไป สิ่งที่เกิดในหนังมันไม่น่าเป็นไปได้ ซึ่งเราเห็นด้วยว่าเนื้อเรื่องบางส่วนเกินจริงไปสักหน่อย แต่เมื่อดูจบ ได้ฟังเพลงตอน end credit จึงเข้าใจว่าประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เป็นไปได้หรือไม่ได้ และมันก็ไม่ใช่หนัง คนขาวช่วยคนผิวสีอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ข้อคิดจริงๆ ของหนังคือ การลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิ์ของตัวเองและแม้มันจะเป็นการสู้ที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ หรือสู้ยังไงก็แพ้ แต่เราก็ภูมิใจที่อย่างน้อยเราไม่งอมืองอเท้า เราได้ยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว


ให้คะแนน 4.5/5


รีวิวหนัง The Dark Knight (2008)


ภาพยนตร์: The Dark Knight
กำกับ: Christopher Nolan
นักแสดงนำ: Christian Bale, Heath Ledger, Aaron Eckhart

The Dark Knight เป็นหนังลำดับที่สองของหนังไตรภาคแบทแมนของผู้กำกับ Christopher Nolan มันคือเรื่องราวของซุปเปอร์ฮีโร่ที่เราเคยดูมาหลายยุคหลายสมัยแล้วแต่แบทแมนของ Nolan แตกต่างจากเดิมตรงที่มันไม่ใช่แค่หนังแอคชั่นดูเอามันอย่างเดียว แต่มันให้แง่คิดไปพร้อมๆ กับการเล่าเรื่องที่สลับซับซ้อนชวนติดตาม

Batman (Christian Bale) ช่วยตำรวจปราบเหล่าอาชญากรในเมืองกอธแธมจนแทบสิ้นซาก แต่แล้ว Joker (Heath Ledger) ผู้ร้ายโรคจิตที่เชื่อว่าไม่มีความดีที่แท้จริงหลงเหลืออยู่ในโลกใบนี้ก็ปรากฎตัวขึ้น Joker ความบ้าบิ่นขนาดที่ว่าเหล่าอาชญากรคนอื่นๆ ยังต้องกลัว เพราะเขาไม่แม้แต่จะกลัวตาย สิ่งที่เขาต้องการสูงสุดคือพิสูจน์ให้ทุกคนโดยเฉพาะ Batman เห็นว่าท้ายที่สุดแล้วทุกคนคือคนเลวและทำทุกอย่างได้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง แต่ Batman ยังเชื่อว่าคนดีแท้ๆ มีอยู่จริง

Batman ของ Nolan ไม่ได้มีพลังเหนือคนธรรมดา และเหล่าร้ายในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีความพิเศษเหนือธรรมชาติ มันจึงไม่ใช่หนังต่อสู้กันจนบ้านเมืองพัง แต่ผู้กำกับพุ่งประเด็นไปที่ความศรัทธาในความดีของมนุษย์ มันทำให้หนังน่าสนใจตรงที่แม้จะเป็นตัวร้ายแต่สิ่งที่เขาพูดมันก็น่าคิดทีเดียว เช่นที่ Joker พูดว่าคนเราก็ต้องทำเพื่อตัวเองกันทั้งนั้นหรือว่าไม่จริงมันจึงทำให้ดูหนังไปคิดตามไปได้ตลอดทั้งเรื่อง

การดำเนินเรื่องไม่ได้ซับซ้อนมากและมีความน่าตื่นเต้นแฝงอยู่ไม่น้อย สิ่งที่โดดเด่นนอกเหนือจากข้อคิดที่ได้จากหนังก็คือการแสดงของนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะการแสดงของ Heath Ledger ในบท Joker ที่สมควรอย่างยิ่งกับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม เพราะเขาขโมยซีนได้ทุกครั้งที่เข้าฉาก การแต่งหน้าอาจช่วยทำให้เขาดูน่ากลัวแต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดมันคือแววตาที่เขาสื่อออกมาว่าเขาคือคนโรคจิตที่ปราศจากความดีงามในหัวใจจริงๆ นักแสดงคนอื่นไม่ใช่เล่นไม่ดี ทุกคนเล่นดีเยี่ยมตามมาตรฐาน แต่เผอิญว่า Heath เล่นได้ท็อปฟอร์มประกอบกับบทส่งเลยโดดเด่นที่สุด

เมื่อหนังจบเราก็เริ่มสงสัยว่าคนดีสามารถกลายเป็นคนชั่วได้เมื่อโดนบีบคั้นหนักๆ จริงหรือ หรือจริงๆ แล้วเขาไม่ได้ดีจริงตั้งแต่ต้นกันแน่… 

You either die a hero or you live long enough until you become a villain – Harvey Dent (The Dark Knight)

เรามองว่าคนดีไม่จริงเมื่อสถานการณ์บีบบังคับก็จะเผยธาตุแท้ออกมา แต่คนดีแท้ๆ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์อะไร จะคอขาดบาดตายแค่ไหน เขาจะรักษาความดีไว้ได้ เหมือนที่ Batman ทำให้เห็นว่าเขาไม่จำเป็นต้องได้รับคำชม หรือแม้แต่ยอมโดนเข้าใจผิดว่าเป็นคนเลว ถ้าสิ่งนี้จะทำให้ผู้คนศรัทธาในการทำความดีมากขึ้น

Batman ใน The Dark Knight ไม่ได้เป็นฮีโร่ที่ถูกเชิดชูเหมือนฮีโร่ในหนังเรื่องอื่นๆ แต่ความดีมันไม่ได้อยู่ตรงการได้รับคำสรรเสริญจากผู้คน ความดีมันอยู่กับคนที่ทำดีแม้ไม่มีใครเห็นก็ตาม นี่คือฮีโร่ตัวจริง


ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง Inside Out (2015)



ภาพยนตร์: Inside Out
กำกับ: Pete Docter, Ronnie Del Carmen
นักแสดงนำ: (Voices) Amy Poehler, Bill Hader, Lewis Black

เคยสงสัยไหมว่าการกระทำที่แต่ละคนแสดงออกในเบื้องหน้า เบื้องหลังเขาคิดอะไรอยู่ หนังอนิเมชั่นเรื่อง Inside Out พาเราไปสู่เบื้องหลังของการกระทำเหล่านั้นว่าการที่คนเราแสดงออกแบบนี้แบบนั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไร หนังเรื่องนี้เป็นอนิเมชั่นที่ผสมผสานจินตนาการในวัยเด็กเข้ากับความคิดแบบผู้ใหญ่ได้อย่างลงตัว สมควรแล้วที่ได้รางวัลออสการ์สาขา Best Animation

Riley เด็กหญิงวัย 11 ขวบ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต ซึ่งไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่ต้องปรับตัวจากวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่น แต่รวมถึงครอบครัวของเธอด้วยที่ต้องปรับตัวเข้าสู่สิ่งใหม่ๆ เนื่องจากพวกเขาได้ย้ายบ้านมาอยู่ต่างเมือง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บรรดาอารมณ์ทั้งหลายที่อยู่ในหัวของ Riley ซึ่งประกอบไปด้วย เบิกบาน โศกเศร้า โกรธเกรี้ยว ตื่นกลัว และ ขยะแขยง ต้องทำงานหนัก อารมณ์ทั้ง 5 คือตัวขับเคลื่อนความรู้สึกนึกคิดของ Riley

เมื่อเจาะเข้าไปในหัวของเธอ เราก็พบว่า เบิกบาน (Joy) คือตัวหลักที่ควบคุมไรลี่ย์ไว้โดยยึดหลักการว่า Riley ต้องเป็นเด็กที่มีความสดใสเบิกบาน แต่มันเป็นไปได้หรือที่คนเราจะมีแต่ความเบิกบานอยู่ตลอดเวลา แล้วความรู้สึกอื่นๆ เช่น โกรธเกรี้ยว ตื่นกลัว ขยะแขยง หรือแม้แต่โศกเศร้าล่ะ มันเป็นความรู้สึกที่ผิดและไม่มีประโยชน์เลยกระนั้นหรือ?

ข้อคิดที่หนังเรื่องนี้ให้มันตีแสกหน้าเราอย่างจัง เพราะเราคิดเสมอว่าคนเราต้องแช่มชื่นเบิกบาน เราจะผ่านปัญหาและความทุกข์ยากไปได้ด้วยความสดใสและการมองโลกในแง่ดี โดยมองไม่เห็นถึงประโยชน์ของความรู้สึกอื่นๆ ซึ่งแท้จริงแล้วมนุษย์เดินดินธรรมดาไม่มีใครเลยที่จะมีแค่อารมณ์เบิกบานเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ที่จะเข้าใจและมองเห็นผลดีผลเสียของทุกๆ อารมณ์ในตัวเอง

เช่นการที่เราเบิกบานมากไปก็ไม่สามารถทำให้เราผ่านทุกปัญหาไปได้ และความเศร้าโศกบางครั้งก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ทุกอารมณ์มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเองถ้าเราเรียนรู้ที่จะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดหรือรู้เท่าทันอารมณ์ เราจะรู้ว่าทุกอารมณ์มีประโยชน์ถ้าเรารู้จักใช้มันให้ถูกที่ถูกทาง

Inside Out คือหนังอนิเมชั่นที่เนื้อหาเหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่เด็กก็ดูได้แบบสนุกๆ เพราะมีมุกตลกแฝงอยู่เยอะ เสียงพากษ์ของตัวละครทำได้ดีเยี่ยมและมีสีสัน มันคือหนังที่ต้องใช้ทั้งตรรกะและจินตนาการในการดู และข้อคิดที่ให้มันก็แหวกแนวดีจริงๆ เจ๋งมากๆ ชอบ


ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง Les Miserables (2012)



ภาพยนตร์: Les Miserables
กำกับ: Tom Hooper
นักแสดงนำ: Hugh Jackman, Russell Crowe, Anne Hathaway, Amanda Seyfried, Eddie Redmayne

Les Miserables เป็นนิยายชื่อดังประพันธ์โดย Victor Hugo นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส ถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครเวทีหลายครั้งและครั้งนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ Les Miserables หมายถึงคนในสังคมยุคนั้นที่ไม่ได้รับความยุติธรรม เนื้อหาของเรื่องค่อนข้างหนักและยาว รายละเอียดก็เยอะมาก ขอเล่าย่อๆ ละกันค่ะ มันคือเรื่องของ Jean Valjean (Hugh Jackman) ตอนวัยรุ่นเขาเคยขโมยขนมปังให้น้องสาวแล้วถูกจับได้จึงติดคุก เขาพยายามหนีทำให้ถูกลงโทษโดยติดคุกเพิ่ม ไปๆ มาๆ เขาเลยติดคุกไปกว่ายี่สิบปี

ต่อเมื่อพ้นโทษแต่สังคมก็ไม่ให้โอกาสเพราะเขายังติดทัณฑ์บนอยู่ เขาจึงหนีทัณฑ์บนแล้วไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่เมืองแห่งหนึ่งโดยเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามใหม่หมด แต่ไม่นาน Javert (Russell Crowe) ตำรวจผู้เคร่งครัดกฎหมายก็ตามล่าจนเจอ Valjean จึงต้องหนีอีกครั้ง เขาหนีได้และมีโอกาสช่วยเหลือ Fantine (Anne Hathaway) หญิงยากจนแม่เลี้ยงเดี่ยว สังคมไม่ให้โอกาส Fantine เพราะเธอมีลูกนอกสมรส พ่อของเด็กก็ทิ้งไป เธอจึงมาเป็นโสเภณีเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกสาว Cosette (ตอนโตแสดงโดย Amanda Seyfried) เธอเป็นโรคร้ายและใกล้ตาย ด้วยความมีน้ำใจของ Valjean เขารับปากจะดูแล Cosette ให้ Fantine จึงตายอย่างสงบ

Valjean พา Cosette ไปตั้งตัวอีกเมืองหนึ่ง เลี้ยงดูอย่างดีจนโตเป็นสาว เธอพบรักกับ Marius (Eddie Redmayne) หนึ่งในแกนนำกลุ่มอาเบเซกลุ่มนักศึกษาผู้ต่อต้านการปกครองที่ไม่เป็นธรรมของพระเจ้าหลุยส์ฟิลิปป์ที่ 1 จนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ระหว่างกลุ่มนี้กับทหารของรัฐบาล นี่ขนาดเล่าย่อๆ ยังยาวขนาดนี้

หนังเรื่องนี้เนื้อหาหนักแต่การนำมาทำเป็นหนังมิวสิคัลก็ช่วยสร้างสีสันให้ไม่น้อย (สำหรับคนชอบฟังเพลง) แต่การที่เล่าเรื่องด้วยการร้องทั้งหมด (เป็นความตั้งใจของผู้กำกับว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีบทพูดต้องสื่อสารกันด้วยการร้องเท่านั้น) ทำให้บางครั้งการเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครถูกจำกัดด้วยเนื้อร้องโดยเฉพาะถ้านักแสดงไม่ได้เด่นเรื่องการร้องอย่างเช่น Russell Crowe มันยิ่งยากทั้งๆ ที่ปกติแล้ว Russell แสดงเก่งแต่เรื่องนี้แค่พอเอาตัวรอดได้

การดำเนินเรื่องค่อนข้างน่าเบื่อช่วงต้นๆ แต่พอกลางเรื่องลงไปเมื่อมีเนื้อหาเกี่ยวกับการประท้วงรัฐบาลเข้ามาก็ทำให้สนุกขึ้น จนกระทั่งจบถึงได้รู้ว่าเรื่องนี้มุ่งประเด็นหลักไปที่ความไม่ยุติธรรมของสังคม การไม่ได้รับโอกาส และการต่อสู้ให้กับสิทธิของตนเอง

Les Miserables เป็นหนังดีที่ดูเพลินแต่ไม่ถึงกับสร้างความประทับใจมากนัก สำหรับเรารู้สึกว่ามันยังไปไม่สุด คือถ้าจะเล่าเรื่องด้วยเพลงนักแสดงต้องสื่อสารด้วยการร้องได้ถึงจริงๆ ซึ่งมีแค่ Anne Hathaway และ Samantha Barks (รับบทสมทบ) เท่านั้นที่ทำได้ สมควรแล้วที่ Anne ได้ออสการ์สาขาสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ เพราะแสดงได้โดดเด่นและน่าจดจำที่สุดในเรื่องแล้ว

จริงๆ เรื่องนี้มีประเด็นดีๆ ให้พูดถึงหลายจุดเช่น การช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่สนใจว่าเขาคือคนที่สังคมรังเกียจของ Valjean การต่อสู้กันในใจระหว่างกฎหมายและมนุษยธรรมของ Javert และการที่เห็นผู้คนซึ่งไม่ได้รับความยุติธรรมแต่เมื่อถึงเวลาให้ลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองกลับไม่มีความกล้า แต่ทั้งหมดนี้ถูกจำกัดด้วยเวลาของหนังเพียงสองชั่วโมงทำให้ไม่สามารถลงลึกไปในประเด็นไหนได้สักประเด็นเดียว

แต่ก็ต้องยกนิ้วให้ผู้กำกับและทีมงานที่สร้างหนังที่สร้างยากแบบนี้มาให้ได้ดู และสมควรอย่างยิ่งสำหรับรางวัลออสการ์สาขาแต่งหน้าทำผมยอดเยี่ยม เพราะแต่งให้ตัวละครทุกตัวดูกึ่งชีวิตจริงกึ่งมิวซิคัลดี


ให้คะแนน 2.5/5

รีวิวหนัง Chicago (2002)



ภาพยนตร์: Chicago
กำกับ: Rob Marshall
นักแสดงนำ: Renee Zellweger, Catherine Zeta-Jones, Richard Gere

Chicago คือหนังเพลงจิกกัดสังคมโดยเล่าเรื่องการฆาตรกรรมในแบบตลกร้าย หนังเดินเรื่องด้วยนางเอก Roxie Hart (Renee Zellweger) หญิงสาวผู้พลั้งมือฆ่าชู้รักของตัวเองตาย เมื่อเธอเข้าคุกเพื่อรอขึ้นศาลก็ได้พบกับ Velma Kelly (Catherine Zeta-Jones) ผู้เป็นนักร้องผับไอดอลของ Roxie นั่นเอง Velma กำลังติดต่อทนายชื่อดัง Billy Flynn (Richard Gere) ผู้เชี่ยวชาญคดีผู้หญิงฆาตรกรรมเพื่อช่วยให้พ้นความผิด ซึ่งตรงนี้แหละจึงเป็นที่มาของความสนุกเพราะ Billy เป็นทนายที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และเมื่อเขามาเจอกับสาวแอ็บใสไร้เดียงสาอย่าง Roxie การหักเหลี่ยมกันและการพึ่งพาอาศัยกันจึงเกิดขึ้น

เนื้อหาเสียดสีสังคมแบบนี้เมื่อเอามาทำเป็นหนังมิวสิคัลมันลงตัวอย่างไร้ที่ติ หนังดูสนุกไม่เครียดแม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีฆาตรกรรมก็ตาม สีสันที่สนุกที่สุดต้องยกให้นักแสดงหลักทั้งหมดที่แม้พื้นฐานการร้องอาจต่างกัน แต่ก็ผสมกลมกลืนเข้ากันได้อย่างลงตัว

Renee มีเสน่ห์แพรวพราวดูอินโนเซ็นและเจ้าเล่ห์ในเวลาเดียวกัน Catherine ร้องเพลงได้ถึงอารมณ์ทุกเพลงและการแสดงก็ยอดเยี่ยม ส่วน Richard ก็เผยให้เห็นว่าเขามีสกิลทั้งการร้องและการเต้น ผู้กำกับผสมผสานบทเพลงและบทพูดได้อย่างลงตัว

และที่ต้องชมที่สุดก็คือแผนกเครื่องแต่งกาย ไม่แปลกใจที่ได้รางวัลออสการ์สาขาแต่งกายยอดเยี่ยม ผู้กำกับเครื่องแต่งกายบอกว่าหนังมีความเป็นแฟนตาซีเพราะเล่าเรื่องสลับกันไปมาระหว่างฉากที่เป็นบทพูดกับฉากที่เป็นบทร้อง เธอต้องแต่งตัวนักแสดงในฉากที่เป็นบทร้องให้ต่างจากฉากที่เป็นบทพูด เพราะเสื้อผ้าต้องมีสีสันให้เหมาะกับเนื้อหาและจังหวะเพลง เธอยังเน้นไปที่ตัวละครแต่ละตัวว่าในฉากที่แสดงให้คนอื่นเห็นกับฉากที่ร้องเพลงอยู่คนเดียวก็ต้องแต่งตัวต่างกัน เช่น Roxie เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็แต่งตัวเรียบร้อยเน้นโทนสีนุ่มนวล แต่พอร้องเพลงอยู่คนเดียวอยู่กับตัวเองก็ต้องแต่งให้มีสีสันเข้มออกแนวเซ็กซี่เพราะนี่คือตัวตนจริงๆ ที่เธอซ่อนไว้ มีเพียงคนดูเท่านั้นที่ได้เห็นตัวตนนี้ งานละเอียดมาก เหมาะสมกับรางวัลจริงๆ

สิ่งที่ชอบที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้คือการเสียดสีสังคมและสื่อ หนังแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะทำผิดสักแค่ไหน แต่ถ้าทำให้สื่อสนใจได้ ทำให้สังคมเห็นใจได้ คุณก็พ้นผิดได้!


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง Lincoln (2012)



ภาพยนตร์: Lincoln
กำกับ: Steven Spielberg
นักแสดงนำ: Daniel Day-Lewis, Sally Field, Tommy Lee Jones

Lincoln เป็นหนังชีวประวัติช่วงหนึ่งของรัฐบุรุษแห่งสหรัฐอเมริกาประธานาธิบดี Abraham Lincoln โดยเล่าถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตเขาซึ่งมุ่งประเด็นสำคัญไปที่การพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญและข้อกฎหมายเพื่อการ เลิกทาสซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเกิดความขัดแย้งจนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกลายเป็นสงครามกลางเมืองของพี่น้องร่วมชาติที่ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียเลือดเนื้อไปมากมาย

การจะดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจโดยสมบูรณ์ควรมีความรู้พื้นฐานเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐฯ พอสมควร แต่เราอยากลองดูว่าถ้าไม่หาข้อมูลก่อนดูจะไม่สนุกจริงไหม (เปล่าหรอกจริงๆ ขี้เกียจหาน่ะ 555+) คำตอบที่ได้คือจริงและไม่จริง เพราะมันมีจุดที่ดูแล้วไม่เข้าใจอยู่หลายจุด ทำให้แอบเบื่อแต่กระนั้นบทหนังและผู้กำกับก็สามารถดึงให้เราเข้าไปอยู่ในหนังได้ (แบบงงๆ) ในฉากสำคัญที่สุดคือฉากการโหวตเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เอาเป็นว่าดูไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ยังสนุกได้

Lincoln เป็นหนังย้อนยุคในช่วงปี 1864-1865 ทำให้ทีมงานต้องหาข้อมูลอย่างหนักเพื่อจัดองค์ประกอบฉากทุกอย่างให้สมจริงตามยุคสมัย เมื่อได้ฟังบทสัมภาษณ์จากผู้กำกับศิลป์จึงรู้ว่าเขาใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดจริงๆ เขาจัดทุกฉากให้เป็นไปตามข้อมูลที่หามาได้โดยไม่รู้เลยว่าฉากเหล่านั้นจะถูกถ่ายให้อยู่ในหนังหรือเปล่าเพราะผู้กำกับอาจเลือกถ่ายเจาะเฉพาะใบหน้าของนักแสดงก็ได้ แต่เขาก็ทำเพราะคิดว่าอย่างน้อยนักแสดงก็ได้บรรยากาศที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่สุดซึ่งจะช่วยให้พวกเขาอินกับบทมากขึ้น และความพยายามของผู้กำกับศิลป์ก็ได้ผล เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขาองค์ประกอบศิลป์ยอดเยี่ยมไปอย่างน่าภูมิใจ

เนื่องจากการเลิกทาสเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเราเพราะเกิดมาก็ไม่มีทาสแล้ว ทำให้รู้สึกอินกับความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนขาวกับคนผิวสีในสหรัฐฯ แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ต่อเมื่อมีประโยคหนึ่งได้ถูกกล่าวขึ้นในหนัง ความรู้สึกจึงเปลี่ยนไป ประโยคประมาณว่า “จะให้คนดำมีสิทธิ์โหวตได้งั้นหรือจะให้ผู้หญิงมีสิทธิ์โหวตได้งั้นหรือมันบ้าไปแล้ว!” เอ่อ ผู้หญิงมีสิทธิ์โหวตได้นี่มันบ้าตรงไหน??? คนสมัยนั้นนี่นอกจากจะเหยียดผิวแล้วยังเหยียดเพศด้วย และประโยคนี้เองที่ทำให้เราอินมากยิ่งขึ้น รู้สึกมีอารมณ์ร่วมมากขึ้นเยอะเลย

แม้เนื้อหาหลักของหนังคือการเล่าถึงการทำงานช่วงสุดท้ายในชีวิตของประธานาธิบดี Lincoln แต่ประเด็นที่น่าจับใจมากที่สุดคือ หนังไม่ได้บอกว่าคนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน บางคนเกิดมารวย บางคนเกิดมาจน บางคนมีครบ 32 บางคนพิการ บางคนผิวขาว บางคนผิวสี บางคนเป็นชาย บางคนเป็นหญิง แต่ไม่ว่าจะเกิดมาต่างกันแค่ไหน กฎหมายควรต้องให้ความยุติธรรมกับทุกคนเท่าเทียมกันหนังทำให้รู้สึกขนลุกกับความศักสิทธิ์ของคำว่า กฎหมายจริงๆ


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง The Matrix (1999)



ภาพยนตร์: The Matrix
กำกับ: The Wachowski Brothers (Lana Wachowski และ Lilly Wachowski)
นักแสดงนำ: Keanu Reeves, Laurence Fishburne, Carrie-Anne Moss

ถ้าไม่นับคนที่เกิดไม่ทัน คงไม่มีใครไม่รู้จักฉากหลบกระสุนของ Keanu Reeves จากหนังเรื่องนี้ แม้จะไม่ได้ดูหนังแต่ก็คงเคยเห็นฉากนี้ผ่านตากันมาบ้างเพราะมันคือ One of the most iconic scenes in the cinema history (พูดง่ายๆ ก็คือ ฉากในตำนานนั่นแหละ) และนี่ก็คือผลงานอันยอดเยี่ยมของแผนก visual effect ของหนังเรื่องนี้ การสร้างภาพกระสุนที่ถูกปล่อยออกมาจากปากกระบอกปืนวิ่งผ่ากลางแหวกม่านอากาศมาสู่ตัวพระเอก Keanu และตัดมาที่ภาพ Keanu หงายหลังหลบกระสุน มันเป็นฉากที่เจ๋งมาก ดูเผินๆ ก็ต้องชมพระเอกในดวงใจของเราว่าตัวอ่อนจัง หงายหลังหลบกระสุนได้ด้วย แต่ผู้ที่เป็นพระเอกตัวจริงของฉากนี้ ก็คือผู้ที่ทำฉากเอฟเฟคนี่แหละ ปรบมือรัว ดีงาม เลอค่าสมกับที่ได้รางวัลออสการ์สาขา Best Visual Effect

ขอสารภาพว่าเราดูหนังเรื่องนี้ไม่รู้เรื่อง ดูกี่ทีกี่ทีก็ไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังหยิบมาดูได้บ่อยๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะเราชอบพระเอก แฮ่ะๆๆ แต่อีกส่วนคือ ถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่ฉากแอ็คชั่นของหนังมันตื่นตาตื่นใจดี แค่ดูฉากเหล่านี้ไม่สนเนื้อหาก็สนุกแล้ว จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ไปหาอ่านเนื้อเรื่องแบบเจาะลึก ก็ทำให้ทึ่งกับหนังเรื่องนี้เข้าไปอีก เพราะมันไม่ใช่แค่หนังแอคชั่นธรรมดา แต่มันแฝงปรัชญาไว้อย่างน่าหลงไหลจริงๆ

Neo / Thomas Anderson (Keanu Reeves) ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมชีวิตเขาดูเหมือนเป็นความฝัน เขาพยายามค้นหาในสิ่งที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนกระทั่งเขาได้เจอกับ Morpheus (Laurence Fishburne) ผู้ไขความลับให้เขาเข้าใจว่าโลกมนุษย์ที่เขาอยู่มันไม่ใช่โลกจริงๆ มันคือภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเครื่องจักร

กล่าวคือในอดีตมนุษย์ได้สร้างเครื่องจักรและพัฒนาจนมันฉลาด มันจึงรวมตัวกันต่อต้านมนุษย์ จนเกิดเป็นสงครามระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร มนุษย์เป็นฝ่ายแพ้สงครามและต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ขณะที่เครื่องจักรจำเป็นต้องใช้พลังงานเพื่อความอยู่รอดแต่เหตุจากสงครามทำให้โลกมืดมนไม่มีแสงอาทิตย์ทรัพยากรพลังงานจึงไม่มี

แต่เครื่องจักรพบว่าในตัวมนุษย์นี่แหละที่เป็นแหล่งพลังงานชั้นดี เครื่องจักรจึงสร้างโลก Matrix ขึ้นมาให้มนุษย์อยู่เพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณมนุษย์ไม่ให้ตาย นี่เองคือเหตุผลที่ทำไม Neo รู้สึกเสมอว่าชีวิตเขามันล่องๆ ลอยๆ เพราะมันไม่ใช่โลกจริงๆ แต่เขาเป็นเพียงมนุษย์ไม่กี่คนที่รู้สึกเช่นนี้ นั่นเป็นเพราะเขาคือ The One นั่นเอง

นี่คือหนังที่สะท้อนชีวิตจริง เมื่อเข้าใจหนังแล้วทำให้ย้อนคิดว่านี่เรากำลังอยู่ในโลก Matrix อยู่หรือเปล่า โลกที่ถูกสร้างขึ้นจากภาพลวงตา โลกที่เต็มไปด้วยกิเลสที่ทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนจริง แต่ถ้ามันเป็นของจริงทำไมพอตายไปแล้วถึงเอาไปไม่ได้สักอย่างล่ะ?

เครื่องจักรสร้างโลก Matrix ขึ้นมาเพื่อหลอกล่อให้มนุษย์หลงระเริงอยู่ในโลกนี้โดยมีกิเลสของมนุษย์เองนั่นแหละเป็นตัวหล่อเลี้ยง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สงสัยในความเป็นไปของโลก Matrix ว่ามันเป็นโลกที่กลวงโบ๊ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันถูกโปรแกรมไว้แล้วทั้งสิ้น มีมนุษย์บางคนรู้แล้วว่า Matrix คือความจอมปลอม พวกเขาเลือกได้ว่าจะอยู่ใน Matrix ต่อไปหรือจะออกมาอยู่ในโลกแห่งความจริงซึ่งไม่ได้มีสีสันยั่วยวนดั่งโลกใน Matrix เลยสักนิด มนุษย์เลือกได้แต่สุดท้ายมนุษย์จำนวนมากก็ยังเลือกที่จะอยู่บนโลกอันเต็มไปด้วยกิเลสใบนี้ต่อไป รวมถึงตัวเราด้วย...


ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง Titanic (1997)



ภาพยนตร์: Titanic
กำกับ: James Cameron
นักแสดงนำ: Leonardo DiCaprio, Kate Winslet

“Every night in my dreams I see you, I feel you…” นี่คือหนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ดังที่สุดในรอบศตวรรษ เพลงหนังที่ดีต้องสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกจากหนังมาสู่เนื้อเพลงและดนตรีจนทำให้คนดูอินไปด้วยได้ และเมื่อหนังจบไปแล้ว คุณไม่ได้อยู่ในโรงหนังแล้ว ผ่านไปหลายปีแล้วแต่ถ้าได้ยินเพลงนั้นเมื่อไหร่ คุณจะนึกถึงเนื้อเรื่อง เหตุการณ์ และตัวละครในหนังเรื่องนั้นทันที ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้กับเพลงจากหนังเรื่องไหน แปลว่านั่นคือเพลงประกอบหนังที่ดีสำหรับคุณ สำหรับเรามันคือเพลง “My heart will go on”

Titanic เป็นหนังรักที่ผสมไปด้วยความตื่นเต้น ความโรแมนติกบวกกับความอลังการงานสร้างทำให้หนังเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในหัวใจของคนดูหลายคนจนกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของโลก (ในเวลานั้น) ว่ากันว่าที่หนังทำเงินได้เยอะเป็นเพราะ repeat-moviegoers คือมีคนมากกว่าครึ่งที่เคยดูหนังเรื่องนี้แล้วและกลับไปดูอีกเป็นรอบที่สองหรือมากกว่านั้น

หนังพูดถึงความรักต่างชนชั้นของพระเอกนางเอกโดยใช้เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริงมาเป็นเส้นเรื่อง ผู้กำกับใช้วิธีเล่าเรื่องเป็นเส้นขนานระหว่างพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกันของพระนางกับความไม่เท่าเทียมกันของผู้โดยสารชั้นหนึ่งกับชั้นล่างซึ่งมันไม่ได้หมายถึงแค่การบริการที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่มันคือค่าของชีวิต กล่าวคือถ้าคุณอยู่ในชั้นหนึ่ง คุณมีค่าพอที่จะได้รับการช่วยเหลือ แต่ถ้าไม่ใช่คุณก็ต้องหาทางเอาตัวรอดเอาเอง เป็นวิธีการเล่าเนื้อเรื่องน้ำเน่าให้สนุกน่าติดตามได้ดีเยี่ยม

เมื่อหนังลงตัวทุกอย่างทั้งเคมีที่เข้ากันและการแสดงที่น่าตราตรึงของสองพระนาง Leo กับ Kate รวมไปถึงการกำกับที่มีชั้นเชิงของ James Cameron ที่ทำฉากเทคนิคต่างๆ ได้แนบเนียนสมจริง การตัดต่อสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันทำได้งดงาม ภาพสวย เพลงไพเราะ มันเลยกลายเป็นหนังที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกองค์ประกอบ แม้หนังจะไม่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่คนดูย้อนกลับไปดูหนังเรื่องนี้หลายๆ รอบแม้มันจะมีความยาวถึงสามชั่วโมง ไม่ใช่เพราะต้องการไปดูฉากเรือหักกลางลำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เพราะความประทับใจในเรื่องราวความรักของพระเอกนางเอกต่างหาก


ให้คะแนน 5/5


รีวิวหนัง Whiplash (2014)

 

ภาพยนตร์: Whiplash
กำกับ: Damien Chazelle
นักแสดงนำ: Miles Teller, J.K. Simmons

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบดังนั้นถ้าคุณแสวงหามัน คุณก็ต้องข้ามขีดความจำกัดของมนุษย์ไปให้ได้ แต่มันต้องแลกกับอะไรบ้างเพื่อไปสู่จุดนั้น และคุณจะยอมแลกไหม?

Whiplash เล่าเรื่องของนักศึกษาดนตรี Andrew (Miles Teller) ที่ฝันว่าจะต้องเป็นนักตีกลองที่ยิ่งใหญ่ สำหรับเขาการมีชีวิตที่ยาวนานแต่ไม่มีใครรู้จัก สู้การมีชีวิตแสนสั้นแต่เป็นที่จดจำไม่ได้ การซุ่มซ้อมของเขาเกิดไปเตะตา Fletcher (J.K. Simmons) อาจารย์มหาวิทยาลัยเข้า Andrew จึงถูกชวนมาร่วมวงของ Fletcher แต่หนทางสู่ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถ้า Andrew ต้องการเป็นนักตีกลองมือหนึ่งของวงมันต้องแลกมาด้วยน้ำตาและเลือด!

นี่ไม่ใช่หนังที่เหมาะกับทุกคน ถ้าต้องการดูหนังเพื่อความบันเทิงแนะนำให้ข้ามเรื่องนี้ไปเลย แต่ถ้าชอบหนังเครียดสุดโต่ง สะใจ และให้ข้อคิด ไม่ควรพลาด Whiplash ด้วยประการทั้งปวง บทหนังไม่ซับซ้อนแต่มีความน่าติดตามตลอดตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีวินาทีไหนฟุ่มเฟือยเลย ทุกฉากที่นำเสนอมีเหตุมีผลสอดคล้องกันหมด

ด้านการแสดงก็สุดยอด J.K. Simmons รับบทครูจอมโหดได้น่ากลัวกว่าเหล่าร้ายในหนังแอคชั่นฮีโร่หลายๆ เรื่องรวมกันซะอีก สมควรแล้วที่เขาได้รางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ ส่วน Miles Teller ก็ถ่ายทอดตัวละครออกมาได้ถึงพริกถึงขิง ถ้า Fletcher เป็นครูจอมโหด Andrew ก็คือลูกศิษย์ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นที่หนึ่ง ถือเป็นคู่นักแสดงที่สมน้ำสมเนื้อกันมาก

และเนื่องจากเป็นหนังดนตรีทำให้ดนตรีประกอบเด่นไม่แพ้การแสดงและเนื้อเรื่องเลย การผสมผสานดนตรีที่ลงตัวทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้ดีมาก สมแล้วที่ได้รางวัลออสการ์สาขา Best Sound Mixing ผู้กำกับมัดใจเราไว้ด้วยโทนหนังที่ตึงเครียด กดดัน และระเบิดอารมณ์ในที่สุด เขาสามารถทำให้หนังดนตรีกลายเป็นหนังลุ้นระทึกอย่างกับหนังแอคชั่นได้อย่างแนบเนียน 

เมื่อหนังจบเราถึงกับอ้าปากค้างกับสิ่งที่มากระทบสมองและความรู้สึก หนังไม่ได้บอกว่าคนเราควรทำทุกอย่างเพื่อก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองหรือไม่ และคำว่า ได้แค่นี้ก็ดีแล้วมันเป็นคำพูดปลอบใจสำหรับคนที่พยายามไม่มากพอจริงหรือ หนังเพียงแสดงให้เห็นว่ามันต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่างรวมถึงจิตวิญญาณของตัวเองเพื่อไปถึงจุดที่เรียกว่า สมบูรณ์แบบให้ได้ ซึ่งมันทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า จะยอมทำขนาดไหนเพื่อความสมบูรณ์แบบ


ให้คะแนน 5/5

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.