รีวิวนิยาย โสมส่องแสง (โรสลาเรน)


นิยาย: โสมส่องแสง
ผู้แต่ง: โรสลาเรน
สำนักพิมพ์: ณ บ้านวรรณกรรม

ชีวิตนี้อ่านนิยายมาเป็นร้อยๆ เรื่อง มีหลายเรื่องที่เป็นนิยายโปรด แต่มีเพียงไม่กี่เรื่องที่เป็นนิยายในดวงใจนิยายเรื่อง โสมส่องแสงคือหนึ่งในนั้น เรื่องนี้มีภาคต่อชื่อว่า รอยอินทร์ซึ่งเราจัดให้อยู่ในหมวดนิยายโปรด แต่รีวิวนี้จะขอพูดถึงนิยายในดวงใจก่อนค่ะ

เจ้าจ้อยคือเจ้านางน้อยแห่งเวียงสรอง (เมืองสมมติ) ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านกับประเทศไทย เมื่อเกิดการก่อกบฏในเวียงสรองเจ้าจ้อยจึงต้องหนีหัวซุกหัวซุน เธอปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อความปลอดภัย กระทั่งมาพบกับผู้พันภูริตซึ่งเธอคิดว่าเป็นโจร ทั้งคู่เดินทางฝ่าฟันอันตรายในป่าด้วยกันเพื่อไปสมทับกับเจ้ารอยอินทร์เจ้าหลวงองค์ใหม่แห่งเวียงสรองที่ตั้งค่ายอพยพอยู่ที่ชายแดน

เมื่อได้พบกับเจ้ารอยอินทร์ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเจ้าจ้อย เธอจึงรู้ว่าจริงๆ แล้วภูริตคือทหารไทยซึ่งเป็นเพื่อนรักของพี่ชายเธอ เรื่องราวความรักระหว่างรบจึงได้ก่อเกิดขึ้น เจ้ารอยอินทร์ต้องการให้น้องสาวคนเดียวไปหลบภัยอยู่ที่บ้านแม่ของภูริตที่กรุงเทพและจะได้เรียนหนังสือจะได้มีชีวิตที่ไม่ลำบาก แต่เจ้าจ้อยไม่ยอม เธอเลือกที่จะอยู่ในค่ายอพยพที่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ แต่มันคือความภูมิใจที่อย่างน้อยเธอก็ได้ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินของตัวเอง

ตราบใดที่ตีนยังเหยียบแผ่นดินของเรา เราไม่พูดถึงคำว่า แพ้! เจ้าจ้อย

ในขณะที่ภูริตก็ไม่ยอมกลับเมืองไทยเช่นกัน เขาอาสาอยู่ช่วยเจ้ารอยอินทร์ต่อสู้กับกบฏที่ชายแดนเวียงสรอง ส่วนหนึ่งเพราะเขาต้องการช่วยเพื่อนรัก อีกส่วนเพราะเขารู้ว่าหากเวียงสรองตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจ ประเทศไทยก็จะโดนเป็นรายต่อไป แต่ในเวลาต่อมาเขาก็มีเหตุผลในการช่วยเวียงสรองที่หนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเวียงสรองคือแผ่นดินของเจ้าจ้อยผู้หญิงที่เขารัก ดังนั้นเขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินนี้ไว้ให้จงได้

เมื่อจ้อยมา จ้อยคิดว่าจะมาตายกับพี่ พี่ก็จะตายกับจ้อย จะไม่ไปไหนหรอก ต้องกลับเวียงสรองไปหาจ้อยเสมอ เวียงสรองคือภาระของจ้อยเท่ากับของพี่ ภูริต

โสมส่องแสงเป็นนิยายที่เนื้อหาค่อนข้างหนัก แต่ด้วยวิธีการเขียนอันชาญฉลาดของโรสลาเรนจึงทำให้เราอ่านได้แบบยิ้มๆ ผู้แต่งสามารถทำให้เราอินกับตัวละครได้ด้วยบทบรรยายที่ละเอียดลออ การแทรกมุกตลกไว้เป็นระยะๆ ทำให้คลายความตึงเครียดของสถานการณ์เสียบ้านเสียเมืองได้อย่างลงตัว เราแทบจะหลงรักเจ้าจ้อยในทันทีที่ได้รู้จักเพราะแม้เธอจะตัวเล็กแถมอายุน้อยแต่หัวใจเธอกลับยิ่งใหญ่รักชาติบ้านเมืองยิ่งชีพ สมเป็นขัตติยะนารีอย่างแท้จริง ในขณะที่คงไม่มีใครไม่ใจอ่อนให้กับความมาดแมนแต่อบอุ่นของผู้พันภูริต ชายหนุ่มที่มีความรักยิ่งใหญ่ไม่แพ้เจ้าจ้อย ความรักของเขาแม้ไม่ได้แสดงออกมาทางคำพูดมากนัก แต่ทุกการกระทำของเขาคือคำตอบว่าเจ้าจ้อยมิจำเป็นต้องหวาดกลัวภยันตรายใดๆ เลยตราบใดที่ยังมีเขาอยู่


อกอุ่นนี้กว้าง แข็งนัก ปกปักรักษา เจ้าได้ ยามทุกข์ยามมี โพยภัย อุ่นในอกนี้ อย่ามีเกรง  โรสลาเรน

โรสลาเรนเล่าเรื่องความรักกับการสู้รบขนานกันไปทำให้นิยายมีความเข้มข้มปนหวานซึ้ง ตัวละครทุกตัวในเรื่องถูกสร้างมาอย่างมีเหตุมีผล ต่อเมื่ออ่านจบเราก็พบว่าได้หลงรักทุกตัวละครในเรื่องไปแบบหมดหัวใจแล้ว ไม่เว้นแม้แต่หมาน้อยตาดำๆ ที่ชื่อว่า ไอ้ดำของเจ้าจ้อย ก็ทำให้เราเอ็นดูได้ไม่น้อย นี่คือฝีมือการเขียนของนักเขียนชั้นครูจริงๆ

สิ่งที่ซาบซึ้งที่สุดจากนิยายเรื่องนี้คือความรักอันลึกซึ้ง รักที่ไม่ใช่รักแค่ตัวเขา แต่ต้องรักในทุกสิ่งทุกอย่างของเขารวมไปถึงรักประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขาด้วย มันเป็นความรักที่เริ่มจากความผูกพันและจะไม่มีวันทิ้งกันเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น


พี่สัญญา จะไม่มีวันทิ้งจ้อยทิ้งเจ้าหลวง – ภูริต ประโยคนี้ยิ่งเสียกว่าคำรัก เพราะมิใช่หมายแค่รักเดียว หากเขารักแผ่นดิน รักคนทั้งแผ่นดินของจ้อยด้วย โรสลาเรน

นอกจากความซาบซึ้งแล้วนิยายเรื่องนี้ยังให้แง่คิดและคติเตือนใจอีกด้วย เมื่ออ่านจบสิ่งที่ติดอยู่ในหัวใจคือ โชคดีเหลือเกินที่ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร

นิยายเรื่องนี้ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปี 2537 โดยผู้สร้างนำนิยายเรื่องโสมส่องแสงและนิยายภาคต่อเรื่องรอยอินทร์มารวมกันเป็นเรื่องเดียว แต่ใช้ชื่อละครว่าโสมส่องแสง โดยไม่มีคำว่ารอยอินทร์มาเป็นชื่อเรื่องด้วย ซึ่งผู้สร้างทำได้ดีจนมันเป็นสุดยอดละครในดวงใจของเราเลย

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.