รีวิวนิยาย รอยอินทร์ (โรสลาเรน)


นิยาย: รอยอินทร์ (ภาคต่อจากนิยายโสมส่องแสง)
ผู้แต่ง: โรสลาเรน
สำนักพิมพ์: ณ บ้านวรรณกรรม

มิรา หญิงสาวผู้ได้ชื่อว่าแม่กุหลาบหิน เธอไม่เคยมอบหัวใจให้ใครเพราะอุทิศตนให้กับงานที่เธอรัก เธอเป็นเจ้าหน้าที่องค์การกาชาดสากลทำงานช่วยคนยากไร้มาแล้วทั่วโลก ที่ไหนที่ว่าแร้นแค้นนั่นแหละคือที่ทำงานของเธอ มิราเป็นคนไทยแต่กลับไปตลอนๆ อยู่ต่างแดน จนกระทั่งภูริตผู้ชายที่เธอนับถือเป็นพี่ชายชวนเธอมาทำงานสงเคราะห์เด็ก สตรี และคนชราในค่ายอพยพของเวียงสรองซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทย โดยเขาให้เหตุผลว่าเวียงสรองเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่กำลังถูกประเทศมหาอำนาจรุกล้ำอธิปไตย ค่ายอพยพของเวียงสรองเป็นกำลังสำคัญที่จะกู้ชาติ แต่ถ้าค่ายนี้ล่มสลายก็แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปของประเทศมหาอำนาจย่อมต้องเป็นประเทศไทย มิราเข้าใจเรื่องนี้ดีจึงยอมมา

อาวุธทำให้ เด็กกำพร้า พลัดพรากมากที่สุด! มิรา

มิราเกลียดสงคราม เธอจึงไม่ค่อยชอบเจ้ารอยอินทร์เจ้าหลวงแห่งเวียงสรองนัก เพราะเธอคิดว่าเขากระหายสงคราม แต่เมื่อได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงของเขา เธอก็เรียนรู้ว่าภาระหน้าที่ของเจ้าหลวงที่เขาแบกไว้ช่างใหญ่หลวงนัก เขามิได้ต้องการสงคราม แต่เขาต้องสู้เพื่อคนของเขาจะได้มีแผ่นดินให้ยืนหยัด เขามิได้บ้าอำนาจแต่เขาต้องใช้อำนาจเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่แผ่นดิน ลมหายใจของเขาคือประชาชนและประเทศชาติ เมื่อเธอเข้าใจความไม่ชอบหน้าก็ถูกแทนที่ด้วยความเคารพนับถือและเห็นอกเห็นใจ

ถ้าผมตาย สั่งจ้อยไว้แล้ว ให้เผาอย่างนี้ตรงนี้เหมือนทหารของผมทุกคนที่เดินทางล่วงหน้าไปก่อน เราร่วมรบมาด้วยกัน ควรเผาเตาเดียวกัน ถ้ากระดูกให้โปรยกลับไปสู่แผ่นดินเวียงสรอง ผมเกิดบนแผ่นดินนี้ เมื่อตายก็ขอให้มีส่วนยังพืชบนแผ่นดินให้เจริญงอกงาม รอยอินทร์

เมื่อเจ้ารอยอินทร์เปลี่ยนการสู้รบทางทหารกับประเทศมหาอำนาจที่หนุนหลังกบฏเวียงสรองอยู่มาเป็นการเจรจากันบนโต๊ะแทน มิราก็สามารถนำทีมงานกาชาดสากลของเธอลงพื้นที่ไปช่วยค่ายอพยพของเวียงสรองได้ แต่เมื่อการเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ การรบทางทหารต้องกลับมาใหม่ ทีมงานของมิราจึงโดนเรียกตัวกลับเพราะกาชาดสากลมิอาจปล่อยให้เจ้าหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตรายได้ แต่มิราไม่ยอมกลับ เธอยอมลาออกจากงานที่เธอรักเพื่อมาอยู่ช่วยกองกำลังกู้ชาติของเวียงสรอง มาช่วยเจ้ารอยอินทร์ที่เธอรัก ความคิดของเธอเปลี่ยนไปแล้ว เธอรู้แล้วว่าบางครั้งสงครามก็จำเป็นต้องเกิด ถ้าประเทศชาติถูกรุกราน จะให้เราไม่สู้แล้วยอมเป็นเมืองขึ้นของใครได้อย่างไรกัน!

ด้วยร้ก ด้วยเกียรติยศ ด้วยหน้าที่ชีวิต รับผิดชอบ คือคำตอบที่รบอยู่มิรู้สิ้น โรสลาเรน

นิยายเรื่องรอยอินทร์ใช้แก่นของเรื่องว่าด้วยความรักที่ก่อตัวขึ้นระหว่างรบเช่นเดียวกับเรื่องโสมส่องแสงซึ่งเป็นภาคแรกของเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เน้นหนักไปที่การสู้กันบนโต๊ะเจรจามากกว่าในสนามรบ เพราะทั้งเวียงสรองและประเทศมหาอำนาจต่างก็ต้องการให้ประเทศเป็นกลางทั้งหลายเห็นใจเพื่อจะได้มีอำนาจต่อรองในการขอแบ่งหรือยึดคืนดินแดนมากขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้ทำให้เราได้รู้ชั้นเชิงการเจรจาทางการเมืองมากกว่าเรื่องโสมส่องแสงที่หนักไปทางการวางแผนรบทางการทหาร แต่ไม่ว่าจะการเมืองหรือการทหารก็ทำให้เห็นความสามารถของโรสลาเรน (อีกนามปากกาหนึ่งของทมยันตี) ว่าเธอมีความรู้รอบด้านจริงๆ

นอกจากจะเน้นเรื่องการเจรจาทางการเมืองแล้ว นิยายก็ไม่ละทิ้งเรื่องความรัก ซึ่งความรักระหว่างเจ้ารอยอินทร์กับมิรานั้นเป็นความรักที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผล เจ้ารอยอินทร์มิได้รักผู้หญิงที่หน้าตาสวยสดงดงาม แต่ผู้หญิงทำงานโดยเฉพาะทำงานเพื่อคนอื่นทำต้วเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นต่างหากที่ทำให้เขาหลงรักได้ และเพราะมิราเป็นผู้หญิงแบบนั้นเขาจึงทั้งรักทั้งให้เกียรติเธอ

เธอมีคุณสมบัติโดดเด่นที่ไม่มีสตรีใดเสมอเหมือน ไม่ว่าการทำงาน เอาจริงเอาจัง ความเข้มแข็ง อดทน เธอมิใช่เป็นเพชร หากเธอไซร้คือเหล็กเพชร รอยอินทร์

ขณะที่มิราซึ่งไม่เคยรักใครก็ต้องมาจำนนให้กับเจ้ารอยอินทร์ ความรักของเธอมาพร้อมกับความยอมรับนับถือในความเสียสละและการรักษาหน้าที่ไว้ยิ่งชีพของเขา และเมื่อเธอรักเขา มันจึงมิใช่แค่รักตัวเขาเท่านั้น แต่เธอรักที่จะแบกภาระของเขามาไว้บนบ่าของเธอด้วยความยินดียิ่ง

หากจะรัก รักนั้นต้องทั้งหมด เกียรติยศฤาชีวิต ปลิดให้ได้ ถึงโลกจะมหาศาล ค่าปานใด จะวางไว้ในอุ้งหัตถ์ รักนิรันดร์ โรสลาเรน

แม้รอยอินทร์จะเป็นนิยายที่เนื้อหาหนัก แต่โรสลาเรนก็สอดแทรกมุกตลก และฉากน่ารักๆ ไว้ในเรื่องได้ดีเยี่ยมไม่แพ้เรื่องโสมส่องแสงเลย ช่วงกลางเรื่องที่ทีมกาชาดสากลของมิรามาช่วยงานที่ค่ายอพยพเป็นช่วงที่สนุกและสร้างสีสันให้กับเรื่องเป็นอย่างมาก ทำให้นิยายคลายความตึงเครียดลงได้เยอะ ก่อนที่ผู้แต่งจะค่อยๆ นำเราเข้าสู่ความหม่นหมองแห่งเงาสงครามในตอนท้ายเรื่อง และในที่สุดก็พาเราดำดิ่งสู่ความโศกเศร้าในฉากจบ

สิ่งที่เป็นสีสันอีกอย่างของเรื่องนี้คือการสานต่อเรื่องราวความรักของเจ้าจ้อยและผู้พันภูริตจากโสมส่องแสงให้เราได้ฟินเพิ่ม เพราะแม้ความรักของทั้งคู่จะลงเอยด้วยดีในนิยายของตัวเองไปแล้ว แต่ก็ยังมีจุดที่ให้พวกเขาได้เรียนรู้กันมากขึ้น ได้ผูกพันกันมากขึ้น จนเราซึมซับคำว่า เพื่อนต้องไม่ทิ้งเพื่อนของพวกเขาได้อย่างเต็มอิ่มหัวใจ

เหนือความรักคือ ความเป็นเพื่อนตาย! - โรสลาเรน

นอกจากเรื่องความรักต่อแผ่นดินและความรักแบบคู่รักแล้ว ยังมีความรักแบบพี่น้องที่มีความเอื้ออาทรให้แก่กัน และความรักแบบเพื่อนแท้ที่ยอมตายแทนกันได้ เรื่องนี้จึงทำให้เราซาบซึ้งกับความรักในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งเมื่ออ่านจบก็ทำให้ประทับใจ

รอยอินทร์เป็นนิยายอ่านสนุกระหว่างทางแต่ก็เศร้ามากในตอนจบ เราเคยคิดว่าผู้แต่งน่าจะแต่งให้จบดีได้ แต่คิดอีกที การจบแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้เราอินไปกับความสูญเสีย และเมื่ออินเราก็จะตระหนักได้ว่า แม้สงครามมันจำเป็นต้องเกิดเพราะเรามิอาจยอมเสียแผ่นดินให้กับใครได้ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงในสงคราม มีแต่ใครสูญเสียมากกว่าและใครสูญเสียน้อยเท่านั้นเอง

นิยายเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์เรื่องโสมส่องแสงในปี 2537 ซึ่งถือเป็นละครที่ดีที่สุดเรื่องนึงเลยทีเดียว

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.