รีวิวหนัง ทวิภพ (1990)


ภาพยนตร์: ทวิภพ
กำกับ: เชิด ทรงศรี
นักแสดงนำ: ฉัตรชัย เปล่งพานิช จันทร์จิรา จูแจ้ง

นิยายทวิภพถูกนำมาดัดแปลงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2533 ในรูปแบบภาพยนตร์ ตอนนั้นเรายังเด็กมากแต่ก็จำได้ว่าคนฮือฮากันมากกับเวอร์ชั่นนี้ เพราะนอกจากจะนำบทประพันธ์ที่โด่งดังมาสร้างแล้ว ยังใช้เอฟเฟคที่ถือว่าใหม่มากในสมัยนั้นอีกด้วย

หนังเปิดเรื่องด้วยมณีจันทร์ (จันจิรา จูแจ้ง) หญิงสาวในยุคปัจจุบันที่มักฝันว่าชายหนุ่มจากอดีตมาเรียกหา เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นใครกระทั่งได้เจอรูปเขาที่บ้านของกุลวรางค์เพื่อนสนิทเธอ เขาคือเจ้าคุณอัครเทพวรากร (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) ผู้มีชีวิตอยู่ในรัตนโกสินทรศก (ร.ศ.) 112 ทีแรกเธอก็เพ้อถึงเขาตามประสาวัยสาว ต่อเมื่อเธอพบว่ากระจกโบราณที่เธอซื้อมาตั้งไว้ในห้องนอนเป็นประตูพาเธอย้อนไปสู่อดีตได้ ความฝันจึงกลายเป็นความจริงขึ้นมา

มณีจันทร์ได้พบเจ้าคุณอัครเทพวรากรซึ่งในตอนนั้นดำรงตำแหน่งเป็นหลวงอัครเทพวรากร เธอรับรู้ว่าเขากำลังทำงานหนักเพื่อช่วยให้ประเทศพ้นวิกฤตกรณีพิพาทย์กับฝรั่งเศสเรื่องการแย่งดินแดน จากนั้นเธอก็มีโอกาสเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ไทยจัดรับรองชาวต่างชาติเพื่อแสดงให้เห็นว่าสยามมิใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างที่พวกเขาคิด เรามีศิลปวัฒนธรรมอันงดงามที่หาใครเสมอเหมือนได้ โดยหวังว่าสิ่งนี้จะทำให้ชาวต่างชาติเลิกเอาคำว่า “บ้านป่าเมืองเถื่อน” มาเป็นข้ออ้างเพื่อยึดประเทศเราไป

เมื่องานเลี้ยงจบลงไปด้วยดี ก็ถึงเวลาที่มณีจันทร์ต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ในอดีตต่อไปหรือจะกลับมาที่โลกปัจจุบัน เธอต้องเลือกเพราะกระจกโบราณกำลังจะแตก และเมื่อกระจกแตกก็หมายถึงประตูที่พาเธอกลับไปกลับมาระหว่างอดีตและปัจจุบันจะปิดลงตลอดกาล

หนังทำได้ดีในส่วนของความรัก การพบกันระหว่างมณีจันทร์กับคุณหลวงฟินมาก นก ฉัตรชัย และ ตุ๊ก จันจิรา เล่นได้น่ารักและเหมาะสมกับบท ฝ่ายชายมีความสุขุมลุ่มลึก ฝ่ายหญิงมีความเปรี้ยวซ่า เป็นตัวละครที่มีความต่างแต่ก็เล่นออกมาได้เข้าคู่กันลงตัว ที่สำคัญคือฉัตรชัยหล่อมากกกกกก หล่อแบบมองจนลืมหายใจ (เว่อไป อิอิ) สำหรับเราฉัตรชัยคือคุณหลวงที่ใช่ที่สุดแล้ว รองลงมาก็ ศรัญญู วงศ์กระจ่าง จากทวิภพเวอร์ชั่นละครปี 2537 

แต่ฝ่ายหญิงเราชอบที่สิเรียมเล่นในละครมากกว่าจันจิราเล่นในหนังอยู่หน่อยนึง คงเพราะเป็นละครสิเรียมเลยมีเวลาได้ปล่อยเสน่ห์ออกมาเยอะกว่าจันจิราซึ่งมีเวลาในหนังแค่ไม่ถึง 2 ชั่วโมง ส่วนอีกคนที่ชอบมากคือ นัท มีเรีย ที่รับบทมณีจันทร์เวอรชั่นละครเวที แม้เสียงร้องของนัทจะมีปลิ้นไปบ้างแต่เธอก็เข้าถึงบทบาทได้อย่างดี

สิ่งสำคัญสำหรับหนังเรื่องนี้คือฉากเอฟเฟกการเดินทางผ่านกระจกของมณีจันทร์ ซึ่งถ้าดูในสมัยนั้นเราว่ามันอลังการงานสร้างมาก แต่พอมาดูสมัยนี้ก็ต้องยอมรับว่าวิวัฒนาการด้านเทคนิคหนังมันไปไกลเหลือเกิน

บทหนังทำได้ไม่ผิดเพี้ยนจากในนิยายเลย ถือว่าเคารพบทประพันธ์สุดๆ แต่ตอนท้ายรู้สึกจะเน้นด้านความรักจนลืมเรื่องการเสียดินแดนซึ่งเป็นแก่นของเรื่องไปหน่อย แต่ก็น่าเห็นใจเพราะหนังมีเวลาจำกัดคงใส่รายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว

ให้คะแนน 4.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

จริงๆ ไม่ต้องใส่สปอยก็ได้นะเนี่ย คาดว่าคนไทยแทบทุกคนคงรู้จักเนื้อเรื่องทวิภพกันอยู่แล้ว แต่เผื่อมีเด็กรุ่นใหม่หลงเข้ามาอ่านก็ต้องใส่สปอยไว้ซะหน่อย ^^

ที่หักคะแนนไป 0.5 เพราะหนังยังสื่อได้ไม่ครบถ้วนนักว่าทำไมมณีจันทร์ถึงเลือกที่จะอยู่ภพอดีตมากกว่ากลับมาอยู่กับพ่อแม่และโลกที่เธอคุ้นเคยในภพปัจจุบัน มันไม่ใช่แค่เพราะเธอต้องการอยู่กับคนที่เธอรัก แต่เพราะว่าในภพอดีตเธอสามารถทำประโยชน์ได้มากกว่า ความรู้ความสามารถของเธอช่วยคุณหลวงทำงานได้เยอะทีเดียว

จริงๆ หนังปูไว้แต่ต้นเรื่องแล้วว่ามณีจันทร์แอบรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่าเพราะไม่มีการมีงานทำเป็นเรื่องเป็นราว การที่เธอไปอดีตแล้วช่วยงานคุณหลวงได้ทำให้เธอรู้สึกมีคุณค่าขึ้น เธอจึงชอบที่จะไปภพอดีต (จริงๆ ก็อยากไปเจอผู้ชายเป็นหลักน่ะแหละ แต่ไปแล้วเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติมันก็รู้สึกดีขึ้นไปอีกอ่ะนะ 555+) แต่ตอนจบหนังไม่ได้เน้นให้เห็นตรงนี้ทำให้หลุดประเด็นเรื่องการรู้สึกมีคุณค่าไป แล้วไปเน้นเรื่องความรักคือขอแค่ได้อยู่กับคนรักอยู่ที่ไหนก็ไม่สำคัญแทน

อย่างไรก็ตามถ้ามองเป็นหนังรักอย่างเดียวก็ถือว่าเป็นหนังรักที่ลงตัวที่สุด โดยเฉพาะประโยคที่มณีจันทร์พูดกับคุณหลวงมันก็กินใจและซาบซึ้งดีแท้เชียว


เวลาที่เราอยู่กับคนที่เรารักนั้น แม้จะสั้นแสนสั้น ก็มีค่ามากกว่าเวลาทั้งหมดของชีวิตที่จะอยู่โดยไม่มีคนที่เรารัก - มณีจันทร์ (หนังทวิภพ) 

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.