รีวิวละคร โสมส่องแสง (2537)


ละคร: โสมส่องแสง
กำกับ: นพพล โกมารชุน
นักแสดงนำ: ฉัตรชัย เปล่งพานิช พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง มาช่า วัฒนพานิช ศิริลักษณ์ ผ่องโชค
บทประพันธ์: โรลลาเรน
บทโทรทัศน์: เอื้องอรุณ สมิตสุวรรณ
ผลิตโดย: ยูม่า 99
ออกอากาศ: ช่อง 3

โสมส่องแสงเป็นละครโทรทัศน์ที่สร้างมาจากนิยายเรื่องโสมส่องแสงและนิยายเรื่องรอยอินทร์ เป็นละครที่สร้างมาไม่ผิดเพี้ยนจากบทประพันธ์เลย ต่างกันแค่เรื่องของช่วงเวลา เนื่องจากนิยายเดินเรื่องเริ่มต้นจากเรื่องโสมส่องแสงแล้วไปต่อที่เรื่องรอยอินทร์ แต่ในละครผู้เขียนบทโทรทัศน์นำนิยายทั้ง 2 เรื่องมาวางไทม์ไลน์ใหม่ ทำให้เนื้อหาจากนิยายทั้ง 2 เรื่องเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นการเขียนบทที่ลงตัวมาก บทแบบนี้ทำให้นางเอกมาช่ามีซีนในเรื่องเร็วขึ้น เพราะถ้าเดินเรื่องตามนิยายเป๊ะ กว่ามาช่าจะมีบทบาทก็ต้องรอให้โสมส่องแสงจบก่อน (ไม่มีตัวละครของมาช่าในเรื่องโสมส่องแสง) ซึ่งก็ปาไปครึ่งเรื่องแล้ว

เนื่องจากเป็นรีวิวละครไม่ใช่รีวิวนิยาย ดังนั้นเราจะเล่าเรื่องย่อตามไทม์ไลน์ของละครไม่ใช่ตามนิยาย เวียงสรอง คือประเทศสมมติที่อยู่ติดกับประเทศไทยห่างกันแค่ฝั่งโขงกั้น เมื่อประเทศมหาอำนาจต้องการครอบครองเวียงสรองจึงให้ท้าวมหาวัน (สมจินต์ ธรรมทัต) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเวียงสรองก่อการกบฎ ท้าวมหาวันรอวันที่เจ้ารอยอินทร์ (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) พระโอรสองค์โตของเจ้าหลวงแห่งเวียงสรอง (กำธร สุวรรณปิยะศิริ) ไปซ้อมรบที่ประเทศไทย แล้วเขาก็ทำการยึดอำนาจทำให้เจ้าหลวงโดนจับตัวและเจ้านางรอยคำ (ศิริลักษณ์ ผ่องโชค) พระธิดาของเจ้าหลวงต้องหนีหัวซุกหัวซุน เมื่อรู้ข่าวการกบฎ เจ้ารอยอินทร์ก็ไม่สามารถกลับเวียงสรองได้ เขารู้ว่าพอท้าวมหาวันขึ้นเป็นใหญ่ก็ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า เขาจึงตั้งค่ายอพยพอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างชายแดนไทยกับเวียงสรองเพื่อรวบรวมกำลังพลไปกอบกู้ชาติ

ขณะที่เจ้านางรอยคำซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อความปลอดภัยก็กำลังคิดจะเดินทางไปสมทบกับเจ้ารอยอินทร์พระเชษฐาของเธอหลังรับรู้ว่าพ่อเจ้าของเธอถูกท้าวมหาวันประหารชีวิตไปเสียแล้ว เธอบังเอิญเจอกับภูริต (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ซึ่งเธอคิดว่าเป็นโจรในทีแรก แต่เมื่อรู้ว่าเขากำลังจะเดินทางไปชายแดน เธอจึงไปด้วย โดยให้เขาเข้าใจว่าเธอคือเด็กผู้ชายชื่อจ้อย

การเดินทางของทั้งคู่ต้องเจอเรื่องราวมากมาย พวกเขาต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เจ้าจ้อยช่วยรักษาบาดแผลที่โดนยิงให้ภูริต ภูริตช่วยให้เจ้าจ้อยพ้นอันตรายทั้งปวงในป่า พวกเขาเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคจนมาถึงค่ายอพยพของเจ้ารอยอินทร์ทำให้เกิดเป็นความผูกพันกันแบบ เพื่อนตาย

เพื่อนต้องไม่ทิ้งเพื่อน เจ้าจ้อย

เมื่อเจ้าจ้อยได้พบกับเจ้ารอยอินทร์จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วภูริตคือทหารไทยและเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายเธอที่อาสาไปช่วยเจ้าหลวงแต่ไปไม่ทัน เจ้าจ้อยซาบซึ้งในน้ำใจของเขามากที่เสี่ยงชีวิตไปช่วย ขณะที่ภูริตกลับตะขิดตะขวงใจเมื่อรู้ว่าเจ้าจ้อยเป็นถึงเจ้านางน้อยแห่งเวียงสรอง แต่ความอึดอัดของเขาเกิดขึ้นเพียงไม่นานเพราะความน่ารักและความจริงใจที่เธอมีให้ทำให้เขาอดเอ็นดูไม่ได้

ละครดำเนินเรื่องไปประมาณ 20% ก็ถึงเวลาเปิดตัวนางเอกจากเรื่องรอยอินทร์ (นางเอกจากเรื่องโสมส่องแสงคือเจ้าจ้อย) มิรา (มาช่า วัฒนพานิช) ทำงานสงเคราะห์คนยากไร้ให้กับองค์การกาชาดสากล เมื่อภูริตชวนเธอมาทำงานที่ค่ายของเจ้ารอยอินทร์โดยบอกว่าถ้าค่ายนี้ไปไม่รอด ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศต่อไปที่ประเทศมหาอำนาจจ้องจะทำลาย เธอเข้าใจปัญหานี้จึงตกลงมาช่วย แต่มิราเกลียดสงคราม เธอจึงไม่ชอบเจ้ารอยอินทร์นักเพราะเขานำทหารไปออกรบอยู่ตลอดเวลา ต่างกับเจ้ารอยอินทร์ที่ถูกชะตามิราทันทีที่รู้ว่าเธออุทิศตนทำงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่น

ภูริตมีคนรักอยู่แล้วคือศุภิกา (ปริษา ปานะนนท์) เธอเป็นหญิงสาวที่รักความหรูหราฟู่ฟ่า ต่อเมื่อเธอได้เจอกับเจ้ารอยอินทร์เธอก็ไม่ใยดีภูริตอีกต่อไป เพราะเป้าหมายของเธอยิ่งใหญ่กว่าการเป็นคุณนายของผู้พันภูริต แต่เธอต้องการเป็นพระชายาของเจ้าหลวงรอยอินทร์! ความรักของภูริตและเจ้าจ้อยจึงก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีอุปสรรคนัก ความผูกพันที่เคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน ความห่วงหาอาทรที่มีให้แก่กัน ก่อเกิดเป็นสายใยเหนี่ยวแน่นที่ผูกเกี่ยวพวกเขาไว้ มันจึงเป็นความรักที่ไม่ใช่แค่รัก แต่เป็นรักที่จะร่วมทุกร่วมสุขกันไปทุกที่ รักที่จะรับภาระของกันและกันมาแบกไว้ และจะไม่ทิ้งกันจนวันตาย


เมื่อศุภิกาเปลี่ยนเป้าหมาย ความซวยก็มาตกอยู่ที่คู่ของเจ้ารอยอินทร์และมิรา เธอคอยตามติดเจ้ารอยอินทร์ไม่ลดละ แต่ก็ไม่ทำให้เขาใจอ่อนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับคิดว่าเธอช่างเป็นผู้หญิงโลเลที่ไม่น่าคบหาเอาซะเลย เจ้ารอยอินทร์พยายามสานสัมพันธ์กับมิราโดยหาวิธีต่างๆ ที่จะได้ใกล้ชิดเธอ จนนานวันเข้ามิราก็ใจอ่อน เพราะเธอได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้ารอยอินทร์ ได้เห็นความน่ารักของเจ้าจ้อย ได้รับรู้ปัญหาของคนที่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เธอจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้ารอยอินทร์ถึงต้องทำสงคราม เมื่อเข้าใจเธอจึงเห็นใจและยอมรับนับถือเพราะภาระหน้าที่ที่เขาแบกไว้มันช่างใหญ่หลวงยิ่งกว่าตำแหน่ง เจ้าหลวง ที่เขาเป็นเสียอีก


จริงๆ ความรักของเจ้าจ้อยและผู้พันภูริตลงเอยกันไปแล้วในตอนจบของนิยายโสมส่องแสง แต่เมื่อคนเขียนบทละครนำนิยายเรื่องรอยอินทร์มารวมด้วย ทำให้ความรักของเจ้าจ้อยและภูริตดำเนินไปเป็นคู่ขนานกับความรักของเจ้ารอยและมิรา สร้างสีสันให้คนที่รักนิยายเรื่องนี้อย่างเรารู้สึกตื่นเต้นว่าเขาจะเอาส่วนไหนมารวมกันอย่างไร ซึ่งน่าทึ่งมากที่คนเขียนบทสามารถผสมผสานเนื้อหาของนิยายทั้ง 2 เรื่องรวมร่างเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร้ที่ติ ถือเป็นบทละครที่ดีที่สุดปราดเปรื่องที่สุดเท่าที่เราเคยดูละครที่สร้างมาจากนิยาย

ฉ้ตรชัย เปล่งพานิช รับบทเจ้ารอยอินทร์ผู้มีความงามสง่าแบบเจ้าหลวง มีความแข็งแกร่งแบบทหาร และมีแววตาชาญฉลาดแบบนักการทูต เจ้ารอยอินทร์เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่น่าสงสารที่สุด การเป็นเจ้าหลวงมิได้ทำให้เขาสุขสบายแต่อย่างใด กลับกันเขาต้องแบกรับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงที่มิอาจละทิ้งได้จนตลอดชีวิตของเขา ซึ่ง นก ฉัตรชัย สวมบทบาทเจ้ารอยอินทร์ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องได้แบบหาที่ติไม่ได้

พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง คือนักแสดงเจ้าบทบาทที่เล่นได้ทุกบท แต่การรับบทผู้พันภูริตถือเป็นงานยากเพราะตัวละครตัวนี้มีความดุดันแบบทหารแท้ แต่ก็มีความอ่อนโยนเวลาอยู่กับเจ้าจ้อย และมีความกวนบาทาเวลาอยู่กับเพื่อนฝูง ซึ่ง อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ แสดงได้สมบทบาทจนเราเชื่อว่าภูริตมีตัวตนอยู่จริงๆ การแสดงเรื่องนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำเป็นครั้งแรกในสาขานักแสดงสมทบชายดีเด่น (แต่เราว่าบทนี้ไม่ใช่บทสมทบนะ มันคือบทนำควบคู่กับบทเจ้ารอยอินทร์เลยล่ะ)

มาช่า วัฒนพานิช รับบทมิราผู้หญิงที่ไม่อ่อนไหวกับอะไรง่ายๆ เธอเข้มแข็งและอดทนดั่งเหล็กเพชร เธอไม่ใช่ผู้หญิงชอบแต่งตัวแต่งหน้า เพราะเธอเอาเวลาทั้งหมดทุ่มเทให้กับการทำงานช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งมาช่าทำให้เรารู้สึกว่าเธอเกิดมาเพื่อเป็นมิราหรือไม่มิราก็ถูกเขียนมาเพื่อเธอเพราะทั้งรูปร่างหน้าตาทั้งฝีมือการแสดง เธอคือมิราจริงๆ

ศิริลักษณ์ ผ่องโชค กับบทบาทการแสดงละครยาวเรื่องแรกของเธอในบทเจ้าจ้อย จอย ศิริลักษณ์ แจ้งเกิดได้อย่างงดงามในบทบาทนี้ เจ้าจ้อยเป็นบทยากไม่แพ้บทอื่นๆ ในเรื่อง เพราะเธอเป็นเจ้านางที่มีความงามสง่าแต่ก็มีความเป็นเด็กอยู่ในที มีความสดใสตามประสาวัยรุ่นแต่ก็มีความอมทุกข์กับการสูญเสียบ้านเมือง เป็นบทที่มีมิติมาก ไม่น่าเชื่อว่านักแสดงหน้าใหม่อย่างเธอจะสามารถตีบทแตกได้ขนาดนี้ เยี่ยมยอดจริงๆ จอยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโทรทัศน์ทองคำสาขานักแสดงสมทบหญิงดีเด่นจากเรื่องนี้ด้วย แต่ว่าพลาดรางวัลให้กับ รัญญา ศิยานนท์ จากละครเรื่องเกมเกียรติยศ

นอกจากนักแสดงหลักทั้ง 4 แล้ว ที่ต้องชื่นชมอีกคนนึงคือ โน้ต เชิญยิ้ม ในบทพงษ์ เขาสร้างสีสันให้ละครมีความสนุกและตลกในแบบพอดีๆ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป นักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็สวมบทบาทได้ยอดเยี่ยม มันน่าทึ่งมากที่ผู้จัด คุณยุวดี ไทยหิรัญ และผู้กำกับ คุณนพพล โกมารชุน สามารถหานักแสดงได้เหมือนเดินออกมาจากนิยายได้ทุกตัว ไม่เว้นแม้แต่บทเล็กๆ อย่าง ไอ้ดำ หมาน้อยของเจ้าจ้อย ก็ยังหามาได้ดำและซนสมบทบาทจริงๆ

ดนตรีประกอบละครก็เป็นอีกส่วนที่ช่วยให้ละครกลมกล่อมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงไตเติ้ลที่ผู้กำกับเลือกใช้เพลงบรรเลงแล้วนำบทกลอนจากนิยายมาแปลงนิดหน่อยก่อนใส่ลงมาในเพลง หรือเพลงตอนจบที่ขับร้องโดย คุณพัชรา ดีล่า มันช่วยเสริมอารมณ์ให้เราอินกับละครได้แบบแค่ได้ยินดนตรีก็น้ำตาไหลได้แล้ว

องค์ประกอบอื่นๆ ก็ละเอียดลออ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผมที่เหมาะกับคาแร็กเตอร์ตัวละครทุกตัว เรื่องนี้นางเอกมาช่าและจอยแต่งหน้าอ่อนมากๆ สมบทบาทที่ต้องวิ่งวุ่นอยู่ในค่ายอพยพ ส่วนฉากและสถานที่ก็สมจริง เช่นฉากค่ายอพยพที่เริ่มจากการกางเต้นตอนต้นเรื่อง พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ จากเต้นก็เปลี่ยนเป็นบ้านสร้างแบบง่ายๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าค่ายขยายใหญ่ขึ้น รายละเอียดเหล่านี้มีบรรยายอยู่ในนิยายซึ่งผู้สร้างก็ไม่ลืมนำมาใส่ในละครด้วย

สำหรับเราโสมส่องแสงคือละครที่ดีที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุดในทุกองค์ประกอบ  มันเป็นละครเศร้าเพราะแก่นของเรื่องคือการสูญเสียบ้านเมืองและการสู้รบที่มิมีวันสิ้นสุด แต่ก็เหมือนกับในนิยายคือตัวละครหลายๆ ตัวและเรื่องราวความรักที่ก่อตัวขึ้นระหว่างรบของพระนางทั้ง 2 คู่ทำให้ละครเรื่องนี้ดูได้แบบบันเทิงเริงรมย์ มีฉากให้ได้หัวเราะแทรกอยู่เป็นระยะๆ ตลอดทั้งเรื่อง จนกระทั่งใกล้จบนั่นแหละที่เราหัวเราะไม่ออกเพราะมันเศร้าจนน่าใจหายเหลือเกิน


หากจะรัก รักนั้นต้องทั้งหมด เกียรติยศ หรือชีวิต ปลิดให้ได้ ถึงแผ่นดิน มหาศาล ค่าปานใด จะรับไว้ในอุ้งหัตถ์ รักนิรันดร์ มิรา

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.