รีวิวหนัง Doctor Strange (2016)


ภาพยนตร์: Doctor Strange
ผู้กำกับ: Scott Derrickson
นักแสดงนำ: Benedict Cumberbatch, Chiwetel Ejiofor, Rachel McAdams, Tilda Swinton

Dr. Strange (Benedict Cumberbatch) เป็นหมอศัลยกรรมฝีมือระดับพระกาฬ เขาสามารถผ่าตัดเคสยากๆ อย่างกับเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้มือทั้งสองข้างของเขาต้องกลายสภาพเป็นมือที่สั่นอยู่ตลอดเวลา เขาจึงต้องหาทางรักษามือเพื่อจะได้กลับไปเป็นศัลยแพทย์คนเก่งตามเดิม

แต่ไม่ว่าจะวิธีไหน มือเขาก็ไม่กลับมานิ่งเป็นปกติได้สักที จนกระทั่ง Christine (Rachel McAdams) เตือนสติว่าแม้มือจะใช้การไม่ได้เหมือนเดิมแต่เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ เขายังสามารถทำอย่างอื่นได้ แต่เขาทำใจไม่ได้จึงออกเดินทางไปเนปาลเพื่อพบกับ The Ancient One (Tilda Swinton) ผู้ซึ่งเขาได้ยินมาว่าสามารถรักษาเคสยากๆ ได้ แต่การรักษาของ Ancient One ไม่ใช่การเยียวยาทางร่างกาย แต่เป็นการรักษาในระดับจิตใต้สำนึก ต่อเมื่อ Dr. Strange เข้าใจวิธีการรักษานี้ เขาก็ได้ค้นพบเวทย์มนต์ลี้ลับที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เขาเคยรู้มาทั้งหมดไม่สามารถอธิบายได้ และเวทย์มนต์นี้แหละที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

ยอมรับเลยว่าอยากให้คะแนนเต็มกับหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะมันดีงามไปซะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแสดง ทิศทางการกำกับ เทคนิคตระการตา และข้อคิดสอนใจ แต่ติดอยู่นิดเดียวเรื่องบทหนังที่มีบางจุดไม่ลงรายละเอียดทั้งๆ ที่เป็นจุดสำคัญ ทำให้หนังขาดความต่อเนื่องไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตามด้วยองค์ประกอบที่เหลือก็สามารถกลบจุดบกพร่องของบทได้พอสมควร ทำให้พูดได้เต็มปากว่าหนังเรื่องนี้สนุกจริงๆ มันไม่ใช่หนังแอคชั่นที่บู๊หนักๆ ตลอดเรื่อง แต่ความแปลกใหม่ของสเปเชียลเอ็ฟเฟ็คก็ทำให้ตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อย มันไม่ใช่หนังแนวแอคชั่นตลกเหมือนหนังแอคชั่นฮีโร่ของค่ายมาร์เวลเรื่องอื่นๆ แต่การใส่มุกตลกเข้ามาในจังหวะที่เหมาะสมทำให้หนังแอคชั่นดราม่าเรื่องนี้ลงตัวมากๆ

ที่สำคัญคือการแสดง Benedict ทำให้เชื่อว่าเขาเป็นหมอที่เก่งมากๆ และมีอีโก้สูงจริงๆ (บางคนบอกว่าเขาเล่นได้บทเดียว คือบทคนฉลาดที่มีความแปลกแยกอย่างเช่นเรื่องนี้หรือเรื่อง The Imitation Game แต่อยากให้ลองเอาเรื่อง August:Osage County มาดู แล้วคุณจะรู้ว่าเขาเล่นบทคนป้ำๆ เป๋อๆ ซื่อๆ เซ่อๆ ได้น่าเชื่อไม่แพ้บทคนฉลาดเลย) Tilda เล่นน้อยแต่ได้มาก เธอเล่นได้นิ่งและดูน่านับถือมากในบทอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ นักแสดงคนอื่นๆ ก็เล่นได้ดีทุกคน

หนังเรื่องนี้นอกจากให้ความบันเทิงแล้ว ยังให้แง่คิดดีๆ ที่น่าประทับใจอีกด้วย

ให้คะแนน 4.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

หนังปูมาแต่ต้นเรื่องว่าพระเอกเป็นหมอที่อีโก้สูงมาก ต่อเมื่อมาพบกับ Ancient One เพื่อรักษามือ เธอก็บอกให้เขาละทิ้งอีโก้ตัวเองไปซะแล้วเขาจะใช้เวทย์มนต์ได้ มันน่าสนใจมากว่าอะไรที่ทำให้พระเอกสลัดอีโก้ที่ติดตัวมานานแสนนานทิ้งไปได้ แต่หนังดันเล่าข้ามไปเฉย จู่ๆ พระเอกก็ใช้เวทย์มนต์ได้ซะงั้น จุดนี้น่าเสียดายมากจึงต้องตัดคะแนน

แต่ก็มาได้คะแนนสูงจากจุดพีคของเรื่องเมื่อพระเอกเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่ได้เป็นหมอเพื่อรักษาคน แต่เขาเป็นเพื่อยกระดับตัวเอง เพราะถ้าเขาต้องการรักษาคนจริงๆ เขาจะต้องรักษาทุกคน ไม่ใช่ปฎิเสธที่จะรักษาบางคนเพราะกลัวว่าถ้ารักษาไม่หายแล้วตนเองจะเสียชื่อเสียง นี่คืออีโก้ที่ Ancient One พยายามบอกให้เขาละทิ้งให้ได้


จนตอนท้ายที่ Ancient One ให้เขาเลือกว่าจะกลับไปมือนิ่งและเป็นหมอศัลยฯ ที่เก่งที่สุดเหมือนเดิม หรือจะยอมละทิ้งความสุขส่วนตัวแล้วใช้ความฉลาดที่ตัวเองมีมาปกป้องโลกมนุษย์จากผู้ที่จะมาทำลายล้างให้ได้ มันเป็นจุดที่น่าคิดมากว่าถ้าเป็นเราล่ะ เราจะยอมละทิ้งชีวิตสวยหรูเพื่อไปเหนื่อยและเสี่ยงตายกับเหล่าร้ายไหม สิ่งที่ Ancient One พูดนอกจากทำให้เขาได้คิดแล้ว เราก็ได้คิดด้วย มุมมองของ Ancient One ที่มองว่า “ความตายไม่ได้น่ากลัว แต่มันคือของขวัญต่างหาก” จุดนี้แหละที่ทำให้พระเอกละทิ้งอีโก้ตัวเองได้และมาปกป้องโลก เพราะเมื่อคนเราตระหนักถึงความตาย เราก็จะรู้ว่าเหลือเวลาสั้นนัก ชีวิตมันมีค่า มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำก็อยากจะรีบทำ เมื่อเวลามีขีดจำกัดก็ทำให้คนเห็นคุณค่าของเวลาและใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุด ต่างจากคนที่คิดว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่อีกนานหรือไม่เคยคิดเรื่องความตายไว้เลย คนเหล่านี้มักไม่เห็นคุณค่าของชีวิตและเวลา พวกเขาจึงใช้ทั้งชีวิตและเวลาไปอย่างสิ้นเปลืองและน่าเสียดายที่สุด

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.