รีวิวหนัง Cloverfield (2008)


ภาพยนตร์: Cloverfield
กำกับ: Matt Reeves
นักแสดงนำ: Mike Vogel, Jessica Lucas, Lizzy Caplan

หนังส่วนใหญ่ผู้กำกับมักเป็นผู้กำหนดมุมกล้องว่าจะให้ภาพไปในทิศทางใด จะเล่าเรื่องแบบไหน เน้นอะไร ตรงไหนต้องการให้เด่นผู้กำกับก็จะโฟกัสจุดนั้นแล้วเบลอจุดอื่น แต่ก็มีเทคนิกมุมกล้องอีกแบบที่ผู้กำกับไม่ค่อยใช้กัน นั่นคือการให้เนื้อหาของเรื่องเป็นตัวกำหนดมุมกล้อง

Cloverfield ใช้เทคนิกนี้ทั้งเรื่องเพราะหนังเรื่องนี้ใช้กล้องแฮนดี้แคมในการถ่ายทำ โดยให้ตัวละครในเรื่องเป็นผู้ถ่าย ผู้ถือกล้องอาจถูกเปลี่ยนมือตามแต่เนื้อเรื่องจะพาไปแต่คนดูจะไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าภาพและเสียงที่ได้ดูผ่านกล้องแฮนดี้แคมตัวนี้เลย การเล่าเรื่องแบบนี้จึงน่าสนใจมากสำหรับคนที่ต้องการมุมมองและมุมกล้องที่สมจริง

หนังเรื่องนี้เนื้อเรื่องไม่มีอะไรซับซ้อน เริ่มจากงานปาร์ตี้ที่เพื่อนๆ จัดให้กับ Jason Hawkins (Mike Vogel) โดยที่ Rob Hawkins (Michael Stahl-David) น้องชายของเขานำกล้องแฮนดี้แคมมาให้กับ Hud (T.J. Miller) เพื่อนสนิทของเขาให้ช่วยถ่ายวีดีโอเพื่อนๆ ที่มาร่วมงานให้ จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อมีสัตว์ประหลาดหรือเอเลี่ยนเข้าบุก เมืองนิวยอร์คถูกโจมตีอย่างหนัก ทุกคนในเมืองรวมถึงกลุ่มคนที่มางานปาร์ตี้นี้ก็วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ทุกคนต่างมุ่งหน้าออกนอกเมือง มีเพียง Jason ที่วิ่งสวนทางเข้าเมืองเพราะเขาต้องไปช่วยคนรักที่ติดอยู่ลึกเข้าไปในตัวเมือง Hud เพื่อนรักที่ถ่ายวีดีโอต่อเนื่องมาตั้งแต่เริ่มงานปาร์ตี้จนถึงตอนหนีตายก็ยังไม่ได้หยุดถ่าย เขาวิ่งตาม Jason มาด้วย จากนั้นก็มีเพื่อนอีกสองคนติดสอยห้อยตามกันมาทำให้เราได้ลุ้นว่าสี่คนนี้จะไปช่วยคนรักของ Jason ได้ไหม และจะมีเหลือรอดกลับมากี่คน

ความสนุกของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่บทเพราะเนื้อเรื่องไม่มีอะไรเลย มันสนุกตรงที่เรารู้สึกเหมือนได้อยู่ในเหตุการณ์จริงๆ เพราะจากกล้องแฮนดี้แคมที่ Hud ถือไปมาเกือบตลอดทั้งเรื่องทำให้เราลุ้นว่าเขาจะไปไหนไปเจออะไร และท้ายที่สุดเขาจะได้รู้ไหมว่าสัตว์ประหลาดที่มาบุกเมืองมันคือตัวอะไรมาจากไหนอย่างไร การใช้มุมกล้องแบบนี้ในการเล่าหนังเราอาจไม่ได้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรือไม่ได้เห็นแบบที่ตัวละครเห็นเพราะมันขึ้นอยู่กับว่าตัวละครที่ถือกล้องอยู่เขาถืออย่างไร เช่นถ้าเขาหันหน้ากล้องไปที่พื้นแน่นอนว่าเราก็จะเห็นแต่พื้นและฟังจากเสียงเอาว่าตอนนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มันจึงทำให้การดูหนัง 90 นาทีเรื่องนี้เต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้และตื่นเต้น

หนังไม่ได้ให้ข้อคิดอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้และประทับใจการช่วยเหลือกันและกันของกลุ่มเพื่อนกลุ่มนี้ แม้จะเห็นอันตรายอยู่ตรงหน้าแต่พวกเขาก็ไม่ทิ้งกัน และแน่นอนว่าข้อเสียของการใช้มุมกล้องแบบนี้ในการเล่าเรื่องคือคนดูอาจเวียนหัวได้ เพราะเพื่อความสมจริงคนถือกล้องจะถือนิ่งๆ ทั้งเรื่องไม่ได้ ยิ่งหนังตื่นเต้นแบบนี้มันต้องมีกล้องหล่นภาพสั่นกันบ้าง และการใช้นักแสดงโนเนมมาเล่นก็ยิ่งทำให้อินว่ามันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เราคอยเอาใจช่วยตัวละครไปโดยไม่รู้ตัว ถือเป็นหนังตื่นเต้นที่ตอบโจทย์คนชอบหนังระทึกใจได้เป็นอย่างดี


ให้คะแนน 4.5/5

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.