รีวิวละคร ปัญญาชนก้นครัว (2542)


ละคร: ปัญญาชนก้นครัว
กำกับ: ยุทธนา ล.พันธ์ไพบูลย์
นักแสดงนำ: ธนากร โปษยานนท์ แอน ทองประสม
บทประพันธ์: ว. วินิจฉัยกุล
บทโทรทัศน์: ละลิตา ฉันทศาสตร์โกศล นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์
ผลิตโดย: พรินซ์ โปรดักชั่น
ออกอากาศ: ช่อง 3

คุณดา หทัยรัตน์ อมตะวณิชย์ คือผู้จัดมากฝีมือที่ทำละครป้อนให้กับช่อง 3 มาแล้วหลายต่อหลายเรื่องในนามบริษัท ละครไท แต่ก่อนที่จะใช้ชื่อนี้ค่ายละครของคุณดาเคยใช้ชื่อ พรินซ์ โปรดักชั่น มาก่อน และบริษัทนี้แหละที่สร้างละครสนุกๆ อย่าง ปัญญาชนก้นครัวเวอร์ชั่น แอน ทองประสม ให้เราได้ดูกัน

เอมิกา (แอน ทองประสม) เป็นนักศึกษาปีสุดท้ายของคณะการละคร โปรเจ็คใหญ่ก่อนเรียนจบของเธอคือต้องเขียนบทละครส่งอาจารย์เพียรทิพย์หรืออาจารย์เพี้ยน (เมทนี บุรณศิริ) โดยบทจะต้องสมจริงที่สุด ด้วยความที่เธอเป็นลูกสาวท่านผู้ว่า มีชีวิตแบบคุณหนูมาตั้งแต่เกิด ทำให้อาจารย์เพี้ยนดูถูกว่าเธอคงเขียนได้แต่บทคุณหนูหรือบทชีวิตคนรวยซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเธอ เอมิกาจึงมีแรงฮึดที่จะลบคำสบประมาทของอาจารย์เพี้ยนด้วยการจะเขียนเรื่องชีวิตคนใช้

เอมิกาเปลี่ยนชื่อเป็น ชะเอม แล้วปลอมตัวไปสมัครเป็นคนใช้ที่บ้านคุณหญิงชื่นฤทัย (ญาณี จงวิสุทธิ์) เมื่อเธอมาถึงบ้านนี้เธอก็เริ่มสำรวจบริเวณรอบๆ บ้านทันที เธอเก็บข้อมูลทั้งเจ้าของบ้านและคนใช้โดยพูดอัดเทปไว้ การทำตัวลับๆ ล่อๆ ของเธอไปเตะตาปลัดวเรศหรือปลัดตั้ม (ธนากร โปษยานนท์) เข้า เขาเป็นญาติดองห่างๆ ของคุณหญิงชื่นฤทัย และยังเป็นที่หมายปองของอรวิลาศ (ภัคจีรา วรรณสุทธิ์) ลูกสาวของคุณหญิงชื่นฤทัยอีกด้วย

ปลัดตั้มคอยตามดูพฤกรรมของเอมิกาอยู่ตลอดเพราะเขาไม่เชื่อว่าเธอคือคนใช้จริงๆ แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าเธอจะเป็นนักศึกษาปลอมตัวมาหาข้อมูลไปเขียนบทละคร และเมื่อเขาพยายามจะจับผิดเอมิกา เธอก็หาทางเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิดทุกครั้ง

การที่ปลัดตั้มคอยตามแอบดูความประพฤติของเอมิกาทำให้ทั้งคู่ต้องเจอกันตลอด ความรักของทั้งสองจึงก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามแม้เอมิกาจะรู้สึกดีกับปลัดตั้มแต่เธอก็ไม่เคยปริปากบอกความจริงกับเขาเลย กระทั่งเกิดเรื่องวุ่นวายเมื่อเอมิกาถูกผู้ร้ายจับตัวไปปลัดตั้มจึงต้องไปช่วย เหตุการณ์นี้เองทำให้ความจริงเปิดเผยว่าเอมิกาเป็นลูกสาวท่านผู้ว่าที่ปลอมตัวมาเป็นคนใช้


แอน ทองประสม รับบทเอมิกาหรือชะเอม แอนทำให้เราทึ่งมาแล้วในบทบาทฝาแฝดจากเรื่องสองนรี มาเรื่องนี้เธอรับบทที่แตกต่างออกไป ทำให้เห็นว่าไม่เฉพาะฝีมือการแสดงดราม่าเท่านั้นที่จัดจ้าน บทคอมเมดี้เธอก็แสดงได้เป็นธรรมชาติและมีจังหวะในการเล่นมุกที่พอดิบพอดี เรื่องนี้เธอเป็นตัวเดินเรื่องและแสดงได้โดดเด่นทีเดียว แม้จะมีนักแสดงตลกเก่งๆ มาร่วมฉากด้วยแต่เธอก็ไม่โดนกลบแต่อย่างใด


ธนากร โปษยานนท์ รับบทปลัดตั้ม พี่อู๋ ธนากรเป็นผู้ชายที่มีบุคลิคนิ่งๆ อยู่แล้ว เมื่อมารับบทปลัดตั้มจึงดูอินไปกับบทได้ไม่ยาก แถมพี่อู๋ยังทำให้ตัวละครตัวนี้มีเสน่ห์ อบอุ่น และฉลาด เราดูแล้วเชื่อเลยว่าปลัดตั้มในแบบของพี่อู๋นี่แหละที่จะปราบความแสบของเอมิกาในแบบของแอนได้

นอกจากพระเอกนางเอกแล้ว ปัญญาชนก้นครัวยังเต็มไปด้วยตัวละครที่สร้างสีสันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขบวนการคนใช้นำทีมโดย อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ ตามมาด้วยปวันรัตน์ นาคสุริยะ เบญจพล เชยอรุณ และ กนกวรรณ บุรานนท์ นอกจากนี้ยังมีเหล่าครอบครัวของคุณหญิงชื่นฤทัยที่แต่ละคนก็มีบุคลิกที่ฮาๆ แตกต่างกันไป ทำให้ละครเรื่องนี้ตลกโปกฮาแทบทุกตอน


และเป็นอีกเรื่องที่ผู้กำกับป้าแจ๋ว ยุทธนา แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถกำกับละครได้หลายแนวทั้งดราม่าเข้มข้นและตลกเบาสมอง ป้าแจ๋วทำให้บรรยากาศละครเรื่องนี้น่ารักและรื่นเริง ความอลหม่านจากบรรดาตัวละครต่างๆ ดูไม่โหวกเหวกจนเกินไป แม้จะดูวุ่นวายแต่ก็ครื้นเครงดี นี่แหละคือเสน่ห์จากละครฝีมือป้าแจ๋ว


รีวิวละคร ธรณีนี่นี้ใครครอง (2541)


ละคร: ธรณีนี่นี้ใครครอง
กำกับ: ยิ่งยศ ปัญญา
นักแสดงนำ: แอนดริว เกร็กสัน ปิยธิดา วรมุสิก จุรี โอศิริ
บทประพันธ์: กาญจนา นาคนันทน์
บทโทรทัศน์: วราการ
ผลิตโดย: โนพลอบเล็ม
ออกอากาศ: ช่อง 3

ธรณีนี่นี้ใครครองถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ครั้งแรกในปี 2541 มันเป็นละครฟอร์มเล็กแต่ความโด่งดังไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากการแสดงอันน่ารักของพระนางและการเข้าขากันดีของนักแสดงสมทบทุกคนประกอบกับวิวทิวทัศน์ในสวนคุณย่าที่เป็นธรรมชาติ ทำให้ละครเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง และเมื่อละครปิดฉากลงมันก็กลายเป็นละครในดวงใจของใครหลายๆ คนรวมถึงเราด้วย

อาทิจ (แอนดริว เกร็กสัน) เรียนจบอนุปริญญาด้านการเกษตร แต่เนื่องจากมีน้องๆ หลายคนเขาจึงไม่เรียนต่อเพื่อน้องๆ จะได้มีโอกาสเรียนบ้าง เขาใฝ่ฝันจะมีที่ดินเล็กๆ ของตัวเองสักแปลงเพื่อทำการเกษตรเป็นการเลี้ยงชีพ ประวิทย์ (อภิชาติ หาลำเจียก) พ่อของเขาจึงส่งเขาไปหาคุณย่าแดง (จุรี โอศิริ) ผู้เป็นเจ้าของสวนอันกว้างใหญ่ แต่หาลูกหลานมาสืบสานงานในสวนต่อไม่ได้

วันแรกที่อาทิจเดินทางมาถึงสวนคุณย่า เขาก็ต้องปวดหัวเมื่อเจอตัวป่วนอย่างดรุณี (ปิยธิดา วรมุสิก) เธอเป็นเด็กกำพร้าที่คุณย่าเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ด้วยวัยเพียง 15 ปี ทำให้เธอยังมีความคิดแบบเด็กๆ ว่าถ้าหลานแท้ๆ อย่างอาทิจมาอยู่ด้วยเขาก็จะมาแย่งความรักจากคุณย่าไป เธอจึงหาเรื่องแกล้งเขาไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งทีแรกเขาก็รำคาญแต่พอนานว้นเข้าก็ดูเหมือนว่าเขาจะสนุกที่มีเธอมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เพราะถึงอย่างไรเธอก็แกล้งเขาไม่ค่อยจะสำเร็จอยู่ดี

วันหนึ่งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาทิจเกิดพลาดทำให้สวนกล้วยที่เขาตั้งใจบุกเบิกเสียหายหมด เขาเสียใจหนักจนไปดื่มเหล้าเมามายและเสียท่าให้กับทองประศรี (กนกวรรณ บุรานนท์) โดยเธอกล่าวหาว่าโดนเขาข่มขืน จากนั้นไม่นานเธอก็ตั้งท้อง เขาจำต้องรับผิดชอบทั้งๆ ที่มั่นใจว่าเด็กในท้องไม่ใช่ลูกเขา

เหตุการณ์นี้ทำให้เขาตรอมใจจนล้มป่วย คุณย่าจึงสั่งให้ดรุณีไปดูแลเพราะเธอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่อง เนื่องจากเธอรู้อยู่แล้วว่าเขาปลูกกล้วยผิดวิธีแต่ไม่ยอมเตือน เธอเองก็รู้สึกผิดจึงทำตามคำสั่งคุณย่าแต่เธอก็ดูแลเขาดีบ้างแกล้งบ้างตามประสา ซึ่งการได้ต่อกรกับเธอทำให้เขาลืมความทุกข์จากเรื่องที่เกิดขึ้นไปได้

ในเวลาต่อมาหลังจากที่ดรุณีไปเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพได้ไม่นานคุณย่าก็เสียชีวิต ทำให้เธอต้องมาอยู่ในความดูแลของอาทิจ ด้วยความที่เธอโตขึ้นและเห็นว่าเขาสามารถดูแลสวนของคุณย่าได้อย่างดี เธอจึงยอมรับนับถือเขาอย่างเต็มใจ เธอปลื้มเขาจนจัดการเป็นแม่สื่อให้เขากับตุลยานี (พาเมล่า เบาว์เด้น) เพื่อนสนิทของเธอ ต่อเมื่อทั้งคู่คบหากันจริงๆ เธอกลับรู้สึกแสลงใจอย่างบอกไม่ถูก ทางด้านอาทิจเมื่อถูกเวทางค์ (จาตุรงค์ โกลิมาศ) ลูกพี่ลูกน้องของเขาขอให้ช่วยเปิดทางให้ตนเองกับดรุณี เขาก็ทำตามคำขอแบบเสียไม่ได้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับดรุณีห่างกันออกไปเรื่อยๆ

แต่เมื่อตุลยานีรู้ว่าอาทิจมีลูกแล้วกับทองประศรีเธอก็รับไม่ได้แล้วหันไปคบหากับเวทางค์ผู้ซึ่งทำอย่างไรก็ไม่สามารถเอาชนะใจดรุณีได้แทน หลังตุลยานีไปไม่นานอาทิจก็โดนงูกัด ดรุณีดูแลเขาอย่างดี แล้วทั้งคู่ก็เริ่มรู้ใจตัวเองว่าความรักที่มีให้แก่กันได้ก่อตัวขึ้นในหัวใจของพวกเขานานแล้ว พวกเขาสารภาพรักต่อกันแล้วทำสัญญาว่าจะช่วยกันสานต่อสวนของคุณย่าที่พวกเขารักให้ดำรงอยู่ตลอดไป


แอนดริว เกร็กสัน รับบทที่ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่เกินตัวเพราะอาทิจต้องดูแลรับผิดชอบสวนอันกว้างใหญ่ไพศาลของคุณย่าตั้งแต่อายุยังน้อย แอนดริวแสดงให้เห็นว่าหน้าตาลูกครึ่งของเขาไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรับบทชาวไร่หัวใจสมถะแต่อย่างใดเลย


ปิยธิดา วรมุสิก รับบทที่มีมิติเพราะต้องเล่นเป็นเด็กเฮี้ยวๆ ซนๆ ตอนต้นเรื่อง พอกลางเรื่องก็เรียบร้อยขึ้น และตอนจบก็ต้องเป็นผู้ใหญ่ ซึ่ง ป๊อก ปิยธิดา ทำได้ดีในทุกๆ ช่วงอายุของตัวละคร ต้นเรื่องเราจะฮากับความก๋ากั่นของเธอมาก แต่เมื่อบทเธอโตขึ้นเธอก็สามารถสลัดคราบเด็กกะโปโลออกไปได้อย่างแนบเนียน


ป้าจุ๊ จุรี โอศิริ เหมาะสมมากกับบทคุณย่า เพราะบทนี้ตัองมีทั้งอำนาจและความเมตตาในคนๆ เดียวกัน ป้าจุ๊แสดงเป็นคุณย่าที่ใจดีแต่ก็ดุ ใจเย็นแต่ก็เด็ดขาด และความแกร่งของคุณย่าก็ฉายมาในแววตาของป้าจุ๊ได้ตลอดทั้งเรื่อง ถือเป็นหนึ่งตัวละครหลักที่ทำให้ละครเรื่องนี้เป็นที่รักของเรา เพราะไม่ใช่แค่พระนางแต่เราก็ทั้งรักทั้งเคารพคุณย่าอย่างกับว่าคุณย่าแดงมีตัวตนอยู่จริงๆ

นักแสดงสมทบคนอื่นๆ สร้างสีสันให้ละครสนุกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้าแก้ว (อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) ตัวช่วยให้ความรักของพระนางลงเอยด้วยดี แก๊งคนงานที่สร้างเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา หรือแม้แต่ตัวร้ายอย่างทองประศรีที่แม้จะร้ายแต่ก็ตลก ทำให้เรารักตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้ได้ไม่ยาก


จุดเด่นของละครที่เราประทับใจคือเคมีที่ลงตัวระหว่าง 3 นักแสดงหลัก แอนดริว ป๊อก และป้าจุ๊ ที่เมื่อทั้ง 3 อยู่ด้วยกันมันทำให้เรารู้สึกถึงความรักความเอื้ออาทรที่พวกเขามีให้แก่กันโดยไม่ต้องพูดอะไรกันมาก ดังนั้นเมื่อคุณย่าเสียชีวิตจึงไม่ใช่เพียงแต่อาทิจและดรุณีเท่านั้นที่เสียใจ เราเองก็เสียน้ำตาให้คุณย่าไปเป็นปี๊บๆ เช่นกัน นั่นเป็นเพราะความผูกพันที่เรามีต่อตัวละครทั้ง 3 นั่นเอง ต้องยกความดีให้กับนักแสดงทั้ง 3 รวมถึงผู้กำกับ คุณยุ่น ยิ่งยศ ที่ทำให้ทุกฉากทุกตอนในเรื่องนี้มีความสมจริงจนเราอิน


สิ่งที่ประทับใจอีกอย่างคือโลเคชั่นของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสวนอันกว้างใหญ่ของคุณย่า บ้านของคุณย่า เรือนหลังเล็กของอาทิจ น้ำตกที่ดรุณีชอบไปเล่นน้ำ และ ฯลฯ ช่างเป็นฉากหลังที่ดูแล้วสบายตาสบายใจ รู้สึกได้เลยว่าผู้จัด คุณแหม่ม ธิติมา พิถีพิถันในการหาสถานที่ถ่ายทำเป็นอย่างมาก

บทโทรทัศน์ทำได้กลมกล่อมเพราะแม้จะเป็นละครแนวโรแมนติกคอมเมดี้ แต่ก็ไม่ทิ้งแก่นของเรื่องๆ การสืบทอดการดูแลผืนแผ่นดิน และการกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ทำให้ละครเรื่องนี้เป็นละครน้ำดีที่ทรงคุณค่า และแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เมื่อหยิบเรื่องนี้มาดูอีกครั้ง ทั้งเนื้อหา การแสดง และฉากหลัง มันไม่เคยล้าสมัยเลย เป็นละครร่วมสมัยที่ดูเมื่อไหร่ก็สุขใจเมื่อนั้นจริงๆ


รีวิวละคร สองนรี (2540)


ละคร: สองนรี
กำกับ: ยุทธนา ล.พันธ์ไพบูลย์
นักแสดงนำ: แอน ทองประสม จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์ รวิชญ์ เทิดวงส์
บทประพันธ์: พัดชา
บทโทรทัศน์: ยิ่งยศ ปัญญา
ผลิตโดย: โนพรอบเล็ม
ออกอากาศ: ช่อง 3

พ่อแม่ของฝาแฝด หนี่ง ปณิธิ (แอน ทองประสม) และ สอง ปณิธี (แอน ทองประสม) แยกทางกันตั้งแต่ทั้งคู่ยังแบเบาะ หนึ่งถูกพาไปอยู่กับแม่ (อุทุมพร ศิลาพันธ์) ซึ่งเธอแต่งงานใหม่กับเสี่ย (เมทนี บุรณศิริ) ขณะที่สองถูกแยกไปอยู่กับพ่อที่อเมริกา ซึ่งเขาก็แต่งงานใหม่เช่นกัน

หนึ่งเติบโตมากับแม่และพ่อเลี้ยงที่เลี้ยงดูแบบผิดๆ ทำให้เธอขาดความอบอุ่น เธอเป็นโรคจิตอ่อนๆ เพราะขาดความรัก และเธอก็เรียกร้องความรักด้วยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายมากหน้าหลายตา สองเติบโตมากับครอบครัวที่ให้ความอบอุ่นเต็มที่ นอกจากพ่อและแม่เลี้ยงที่เธอคิดว่าเป็นแม่จริงๆ แล้ว ยังมีครอบครัวของอาดาว (กาญจนา จินดาวัฒน์) น้องสาวของพ่อที่ให้ความรักเธออย่างมากอีกด้วย ซึ่งการเลี้ยงดูแบบประคบประหงมมากเกินไปก็ทำให้สองเป็นคนค่อนข้างอ่อนแอ

เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาจ (จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์) นายตำรวจหนุ่มต้องตามดูพฤติกรรมของหนึ่ง แต่ตามไปตามมาดันไปเจอกับสองที่เพิ่งมาจากอเมริกาเข้า เขาเข้าใจว่าเธอคือหนึ่งแต่สองคิดว่าเขาเป็นคนโรคจิตจึงรีบหนี แต่ก็หนีไม่พ้นเพราะเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับศาล (รวิชญ์ เทิดวงส์) แฟนของเธอ ด้วยความเข้าใจผิดอาจจึงคิดว่าสองเป็นผู้หญิงตีสองหน้า ต่อหน้าคนอื่นก็ทำตัวเรียบร้อยแต่พอลับหลังก็เป็นอีกอย่าง ส่วนสองก็ไม่ชอบหน้าอาจเพราะเขาคอยตามจับผิดเธอตลอดโดยที่เธอไม่ได้ทำผิดอะไร

ความต้องการทางเพศของหนึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเธอเกือบจะได้เสียกับพ่อเลี้ยง ทำให้แม่เธอเสียใจมากจนต้องเข้าโรงพยาบาล หนึ่งมาเยี่ยมแม่ขณะที่สองก็มาเช่นกันโดยสองเข้าใจว่าแม่แท้ๆ ของเธอคือลูกค้าที่ชอบไปซื้อรูปที่ร้านเธอ หนึ่งกับสองจีงได้เจอกันเป็นครั้งแรกและอาจก็ตามมาเจอด้วย แต่ไม่ทันได้พูดอะไรกันเพราะเกิดเรื่องชุลมุนซะก่อน

อาจรู้สึกผิดที่เคยเข้าใจสองผิดจึงหาทางสืบจนรู้ว่าหนึ่งกับสองเป็นฝาแฝดกัน สองถามความจริงจากแม่เลี้ยงจนรู้ว่าแม่แท้ๆ ของเธอเคยเป็นผู้หญิงอย่างว่าและขายเธอให้กับพ่อ เธอรับไม่ได้กับกำพืดตัวเองซึ่งอาดาวก็คอยให้กำลังใจและกันไม่ให้เธอไปเกี่ยวข้องกับแม่แท้ๆ หนึ่งอาสาไปตามสองมาเยี่ยมแม่ที่ป่วยหนักขึ้น แต่จริงๆ แล้วเธออิจฉาสองที่เติบโตมามีชีวิตที่ดีกว่า เธอต้องการทำลายชีวิตน้องสาวฝาแฝดตัวเอง

ด้วยความไม่มั่นคงของศาล เมื่อโดนหนึ่งโปรยเสน่ห์เข้าหน่อยเขาก็หลงเธอหัวปักหัวปำถึงขนาดทิ้งสองเพื่อจะแต่งงานกับหนึ่ง แต่เมื่อพ่อแม่ของศาลไปสู่ขอหนึ่งกับแม่เธอ แม่ก็เสียใจมากที่หนึ่งแย่งแฟนน้อง แม่ล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล สองมาเยี่ยมแม่และพูดให้แม่สบายใจว่าเธอไม่โกรธและดีใจที่มีผู้ชายดีๆ มารักหนึ่ง อาจเห็นว่าสองเป็นทุกข์ในหลายๆ เรื่อง เขาจึงปลอบใจและคอยมาอยู่เป็นเพื่อน ทำให้เธอรู้สึกดีกับเขาขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเขาสารภาพรักกับเธอ เธอจึงยอมรับรักเขา

หนึ่งต้องการมีชีวิตใหม่กับศาลแต่เมื่อเขารู้ว่าเธอเคยผ่านผู้ชายมาหลายคนเขาก็รับไม่ได้ เขากลับมาหาสองแต่โดนเธอปฎิเสธอย่างไม่ใยดี หนึ่งโกรธมากที่ศาลกลับไปหาสองจึงหลอกให้สองมาพบแล้วพยายามจะทำร้าย แต่เมื่อเธอเห็นหน้าแม่ที่ตามมาทัน เธอก็ตกใจที่ทำให้แม่เสียใจอีกแล้ว เธอเตลิดจนพลัดตกตึกไป หนึ่งกลายเป็นอัมพาต ศาลรู้สึกผิดจึงรับผิดชอบด้วยการดูแลหนึ่งอย่างดี และความรักของอาจกับสองก็ลงเอยด้วยดีเช่นกัน


แอน ทองประสม ในวัยเพียง 21 ปีรับบทที่ยากเกินอายุมากๆ แต่เธอก็ทำให้เห็นว่าเธอมีพรสวรรค์และเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดงอย่างแท้จริงกับบทบาทหนึ่งและสองที่ต่างกันสุดขั้ว แอนตีโจทย์แตกละเอียด เธอแสดงเป็นหนึ่งที่มีปัญหาทางจิต เกรี้ยวกราด ยั่วยวน แข็งกระด้าง และหื่นกระหายได้อย่างถึงอารมณ์ ขณะเดียวกันเธอก็แสดงบทเรียบร้อย อ่อนหวาน และอ่อนแอได้อย่างแตกต่างในบทของสอง เมื่อละครตัดสลับฉากไปมาระหว่างหนึ่งกับสองหรือเมื่อตัวละครหนึ่งกับสองมาอยู่ในฉากเดียวกัน เรารู้สึกเลยว่าสองคนนี้คือคนละคนทั้งๆ ที่เป็นคนๆ เดียวกันแสดง เหมาะสมแล้วที่แอนได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้


จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์ กับบทบาทอาจ บทนี้ไม่น่ายากสำหรับนักแสดงที่เล่นละครมาแล้วหลายเรื่องอย่างเขา จริงๆ เราชอบเขามากจากเรื่อง เขาวานให้หนูเป็นสายลับ ละครเมื่อปี 2534 แต่เรื่องนี้ตอนต้นๆ เรื่องเราเฉยๆ กับเขานะ จนมาท้ายๆ เรื่องที่เขาแสดงความอ่อนโยนกับนางเอกออกมานั่นแหละ เราถึงรู้สึกว่าเขาเล่นบทนี้ได้น่ารักดี ยิ่งฉากสารภาพรัก เขาดูจริงใจและจริงจังในสิ่งที่พูดมากๆ เอาเป็นว่าถึงไม่ใช่สเป็กแต่ถ้าเจอสารภาพรักซื่อๆ แบบนี้ก็ต้องมีใจอ่อนกันมั่งล่ะ ^^


รวิชญ์ เทิดวงส์ รับบทเป็นศาล นี่คือละครเรื่องแรกของเขา ซึ่งสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ทำได้เท่านี้ก็ถือว่าใช้ได้ เพราะแม้บางฉากเขาจะแสดงไม่ค่อยลื่นไหลเท่าไหร่ แต่หลายๆ ฉากเขาทำได้ดีมาก ทำให้เชื่อว่าเขาคือศาลผู้ชายโลเลและเอาแต่ใจตัวเองจริงๆ


อุทุมพร ศิลาพันธ์ คนนี้ไม่พูดถึงไม่ได้เพราะรับบทหนักรองจาก แอน ทองประสมเลยทีเดียว กับบทแม่ที่รักลูกมากแต่เลี้ยงลูกไม่เป็น คุณจุ๋ม อุทุมพร ต้องแสดงฉากอารมณ์เยอะมากไม่ว่าจะเป็นฉากเสียใจที่รู้ว่าหนึ่งกระทำผิด หรือฉากเศร้าที่ไม่อยากดึงสองลูกสาวอีกคนมาตกต่ำ ยิ่งฉากอาละวาดตอนทะเลาะกับหนึ่งก็ยิ่งทำให้เห็นว่าเธออินเนอร์แรงจริงๆ ฝีมือการแสดงของเธอทำให้ละครเรื่องนี้เข้มข้นเต็มอารมณ์

นักแสดงเล่นเก่งขนาดนี้จะไม่ชมผู้กำกับเลยคงไม่ได้ ป้าแจ๋ว ยุทธนา ทำให้ตัวละครทุกตัวมีชีวิต ทำให้นักแสดงทุกคนเล่นได้สมบทบาท และทำให้ละครมีจังหวะจะโคนที่กลมกล่อม แม้ละครจะเนื้อหาเครียดแต่ป้าแจ๋วก็ดำเนินเรื่องและตัดสลับฉากได้น่าติดตาม ไม่ทำให้รู้สึกว่าเครียดจนเกินไป ที่สำคัญการนำเพลงประกอบละครมาใส่ในจังหวะที่เหมาะเจาะก็ยิ่งทำให้ละครดูลื่นไหล ซึ่งก็ต้องชมทั้งผู้กำกับป้าแจ๋ว ผู้จัดละคร คุณ แหม่ม ธิติมา และคุณไก่ วรายุทธ ที่หาเพลงมาประกอบละครมาได้ไพเราะมากๆ ส่วนบทละครก็สนุกใช้ได้แต่ติดนิดเดียวตรงมีฉากหวานของพระนางน้อยไปหน่อย




สองนรีอาจไม่ใช่ละครที่ให้ความบันเทิงเริงรมย์มากนัก เพราะมีฉากดราม่าแทบทั้งเรื่อง แต่มันเป็นละครที่ให้แง่คิดดีๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกว่าการเลี้ยงแบบปล่อยปละละเลยเกินไปหรือประคบประหงมเกินไปอาจทำให้เด็กเติบโตมาเป็นคนมีปัญหาได้ มันเป็นละครน้ำดีเรื่องนึงเลย และใครก็ตามที่ชอบละครแนวดราม่าจัดเต็มพร้อมการแสดงจัดหนักก็ควรหาเรื่องนี้มาดู เพราะนอกจากจะได้ฟินกับความเข้มข้นของเนื้อหาแล้ว ยังได้ดูการแสดงระดับมาสเตอร์พีสจากนางเอกยอดฝีมือ แอน ทองประสม อีกด้วย

รีวิวละคร ทอฝันกับมาวิน (2539)


ละคร: ทอฝันกับมาวิน
กำกับ: ถกลเกียรติ วีรวรรณ
นักแสดงนำ: เกริกพล มัสยวานิช พิยดา อัครเศรณี นพพล โกมารชุน
เค้าโครงเรื่อง: ถกลเกียรติ วีรวรรณ
บทโทรทัศน์: จิระวิทย์ สมบัติศิริ (เอกลิขิต)
ผลิตโดย: เอ็กแซ็กท์
ออกอากาศ: ช่อง 5

มาวิน (เกริกพล มัสยวานิช) เป็นลูกชายคนเดียวของ ชนะ (นพพล โกมารชุน) นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แม่ของมาวินเสียไปตั้งแต่เขายังเด็กโดยที่พ่อของเขาไม่ได้แต่งงานใหม่ ชนะฟูมฟักมาวินให้เติบโตมาแบบที่เขาต้องการ คือให้เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแบบเขา ซึ่งมาวินก็ทำทุกอย่างได้ดั่งใจพ่อ

กระทั่งมาวินเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและได้เจอกับทอฝัน (พิยดา อัครเศรณี) ผู้หญิงที่เขาชอบตั้งแต่แรกพบ เธอกำลังออดิชั่นเพื่อแสดงละครเวทีของมหาวิทยาลัยอยู่ มาวินอยากสานสัมพันธ์กับเธอจึงสมัครเข้าประกวดแต่งเพลงละครเวทีเรื่องนี้ด้วย ต่อเมื่อได้ลองแต่งเพลงมาวินจึงค้นพบว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่เขาทำแล้วมีความสุข ไม่ใช่การเรียนบริหารตามที่พ่อเขาต้องการ

มาวินทุ่มเทเวลาให้กับการแต่งเพลงแถมเขายังได้แสดงเป็นพระเอกละครเวทีคู่กับทอฝันด้วย ทีแรกทอฝันไม่ชอบมาวินนักเพราะเห็นเขาเป็นพวกคุณหนูที่ชอบมาตามจีบเธอตามประสาคนรวยที่ไม่มีอะไรทำ แต่พอได้รู้จักเขามากขึ้นเธอก็รู้สึกดีกับเขา และเอาใจช่วยให้เขาแต่งเพลงและแสดงละครเวทีกับเธอได้สำเร็จ

มาวินมีความสุขที่ได้ทำสิ่งที่รักและได้ใกล้ชิดกับทอฝัน แต่ความสุขก็อยู่กับเขาไม่นานเมื่อพ่อเขารู้ว่าที่การเรียนเขาตกต่ำลงก็เพราะมัวแต่เอาเวลาไปแต่งเพลงและซ้อมละครเวทีแทนที่จะท่องหนังสือ พ่อเขาสั่งห้ามไม่ให้เขายุ่งเกี่ยวกับละครเวทีอีกเด็ดขาดและห้ามข้องแวะกับทอฝันด้วย มาวินรับไม่ได้จึงทะเลาะกับพ่อใหญ่โต

มาวินและพ่อยังปรับความเข้าใจกันไม่ได้ก็มาเกิดเรื่องอีกเมื่อมาวินมีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัด เมื่อชีวิตลูกชายแขวนอยู่บนเส้นด้ายทำให้ชนะคิดได้ว่าชีวิตมันสั้นนัก ขอแค่ให้ลูกมีชีวิตอยู่และอยู่อย่างมีความสุขโดยได้ทำสิ่งที่รักแค่นี้เขาก็พอใจแล้ว เขาจึงไม่ขัดขวางความสุขของลูกอีกต่อไป


เกริกพล มัสยวานิช รับบทมาวิน ชายหนุ่มที่เพิ่งค้นพบตัวเองเมื่อได้ลองทำสิ่งที่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำมาก่อน ฟลุ๊ค เกริกพล เข้าถึงบทมาวินได้น่าเชื่อสุดๆ เขาดูเป็นลูกคุณหนูจริงๆ และเมื่อเขาได้ลองทำสิ่งที่รักเขาก็ดูว่ารักมันจริงๆ ที่สำคัญไปกว่านั้น เขาสามารถเข้าฉากปะทะอารมณ์กับนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง อาตู่ นพพล ได้อย่างเป็นมืออาชีพไม่เหมือนมือใหม่เลยสักนิดทั้งๆ ที่เป็นการแสดงเรื่องที่สองของเขาเท่านั้น


พิยดา อัครเศรณี รับบททอฝัน บทนี้จริงๆ ไม่ได้ยากอะไรนักแต่เนื่องจากเป็นการแสดงละครเรื่องแรกของ อ้อม พิยดา ทำให้เห็นว่าเธอมีฝีมือจริงๆ เรื่องแรกก็เล่นได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด และเธอก็ทำให้ตัวละครทอฝันมีเสน่ห์มากๆ


นพพล โกมารชุน คนนี้รับบทหนักเลยทีเดียวเพราะแสดงเป็นชนะ คุณพ่อผู้เคร่งเครียดของมาวิน มีฉากที่ อาตู่ นพพล ต้องแสดงอารมณ์อยู่หลายฉาก โดยเฉพาะฉากที่โกรธจัดตอนรู้ว่ามาวินไปแสดงละครเวที อาตู่อินเนอร์แรงมาก เราดูแล้วยังรู้สึกถึงความโกรธที่ทะลุผ่านจอทีวีออกมาเลย

ทอฝันกับมาวินเป็นละครที่ดังมากในหมู่วัยรุ่นตอนที่ฉายเมื่อปี 2539 ยิ่งไปกว่านั้นเพลงละครเรื่องนี้ก็ดังทุกเพลงด้วย โดย ฟลุ๊ค เกริกพล เป็นคนร้องไม่ว่าจะเพลงรักเธอเหลือเกิน หรือเพลงของเธอ (ลา..ลา) ที่ช่วงนั้นไปไหนก็ต้องได้ยินคนเปิดเพลงเหล่านี้

ละครเรื่องนี้ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นละครสำหรับวัยรุ่น แต่จริงๆ แล้วแง่คิดที่ละครนำเสนอมันเหมาะมากกับคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เพราะละครต้องการสื่อว่าพ่อแม่ควรให้อิสระแก่ลูกให้ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาอยากทำ ให้ได้เป็นในสิ่งที่พวกเขาอยากเป็น พ่อแม่ควรเป็นผู้เลี้ยงดูและชี้แนะให้ลูกๆ ไปสู่ทางที่ถูกที่ควร ไม่ใช้ไปบงการชีวิตลูกให้เป็นในแบบที่พ่อแม่ต้องการ ซึ่งข้อคิดนี้มันไม่เคยเก่าเลยจริงๆ ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร มันก็มักจะมีพ่อแม่ที่พยายามจะบงการชีวิตลูกให้เป็นอย่างที่พวกเขาอยากให้เป็นอยู่เสมอ!


ทอฝันกับมาวินคือละครน้ำดีที่สนุกตลอดทั้งเรื่อง เนื้อเรื่องช่วงต้นดึงดูดให้วัยรุ่นติดตามเพราะเป็นเรื่องในรั้วมหาวิทยาลัย แต่พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ เราจะเห็นถึงชีวิตครอบครัวของพระเอกนางเอกที่ต่างกันสิ้นเชิง การเลี้ยงดูลูกของพ่อพระเอกและพ่อแม่นางเอกทำให้เด็กเติบโตมามีความสุขต่างกัน แม้มาวินจะรวยมากแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขามีความสุขเท่ากับการได้ทำสิ่งที่รัก ขณะเดียวกันแม้ทอฝันจะฐานะปานกลางแต่ก็มีความสุขกับความรักความอบอุ่นและอิสระที่พ่อแม่มอบให้ ดังนั้นความรักความเข้าใจในครอบครัวต่างหากที่นำพาความสุขมาให้ ไม่ใช่เงินทอง และเพราะละครเรื่องนี้ทั้งสนุกทั้งมีคติสอนใจจึงเป็นละครในดวงใจเรามาจนถึงทุกวันนี้


รีวิวหนัง Doctor Strange (2016)


ภาพยนตร์: Doctor Strange
ผู้กำกับ: Scott Derrickson
นักแสดงนำ: Benedict Cumberbatch, Chiwetel Ejiofor, Rachel McAdams, Tilda Swinton

Dr. Strange (Benedict Cumberbatch) เป็นหมอศัลยกรรมฝีมือระดับพระกาฬ เขาสามารถผ่าตัดเคสยากๆ อย่างกับเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้มือทั้งสองข้างของเขาต้องกลายสภาพเป็นมือที่สั่นอยู่ตลอดเวลา เขาจึงต้องหาทางรักษามือเพื่อจะได้กลับไปเป็นศัลยแพทย์คนเก่งตามเดิม

แต่ไม่ว่าจะวิธีไหน มือเขาก็ไม่กลับมานิ่งเป็นปกติได้สักที จนกระทั่ง Christine (Rachel McAdams) เตือนสติว่าแม้มือจะใช้การไม่ได้เหมือนเดิมแต่เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ เขายังสามารถทำอย่างอื่นได้ แต่เขาทำใจไม่ได้จึงออกเดินทางไปเนปาลเพื่อพบกับ The Ancient One (Tilda Swinton) ผู้ซึ่งเขาได้ยินมาว่าสามารถรักษาเคสยากๆ ได้ แต่การรักษาของ Ancient One ไม่ใช่การเยียวยาทางร่างกาย แต่เป็นการรักษาในระดับจิตใต้สำนึก ต่อเมื่อ Dr. Strange เข้าใจวิธีการรักษานี้ เขาก็ได้ค้นพบเวทย์มนต์ลี้ลับที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เขาเคยรู้มาทั้งหมดไม่สามารถอธิบายได้ และเวทย์มนต์นี้แหละที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

ยอมรับเลยว่าอยากให้คะแนนเต็มกับหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะมันดีงามไปซะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแสดง ทิศทางการกำกับ เทคนิคตระการตา และข้อคิดสอนใจ แต่ติดอยู่นิดเดียวเรื่องบทหนังที่มีบางจุดไม่ลงรายละเอียดทั้งๆ ที่เป็นจุดสำคัญ ทำให้หนังขาดความต่อเนื่องไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตามด้วยองค์ประกอบที่เหลือก็สามารถกลบจุดบกพร่องของบทได้พอสมควร ทำให้พูดได้เต็มปากว่าหนังเรื่องนี้สนุกจริงๆ มันไม่ใช่หนังแอคชั่นที่บู๊หนักๆ ตลอดเรื่อง แต่ความแปลกใหม่ของสเปเชียลเอ็ฟเฟ็คก็ทำให้ตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อย มันไม่ใช่หนังแนวแอคชั่นตลกเหมือนหนังแอคชั่นฮีโร่ของค่ายมาร์เวลเรื่องอื่นๆ แต่การใส่มุกตลกเข้ามาในจังหวะที่เหมาะสมทำให้หนังแอคชั่นดราม่าเรื่องนี้ลงตัวมากๆ

ที่สำคัญคือการแสดง Benedict ทำให้เชื่อว่าเขาเป็นหมอที่เก่งมากๆ และมีอีโก้สูงจริงๆ (บางคนบอกว่าเขาเล่นได้บทเดียว คือบทคนฉลาดที่มีความแปลกแยกอย่างเช่นเรื่องนี้หรือเรื่อง The Imitation Game แต่อยากให้ลองเอาเรื่อง August:Osage County มาดู แล้วคุณจะรู้ว่าเขาเล่นบทคนป้ำๆ เป๋อๆ ซื่อๆ เซ่อๆ ได้น่าเชื่อไม่แพ้บทคนฉลาดเลย) Tilda เล่นน้อยแต่ได้มาก เธอเล่นได้นิ่งและดูน่านับถือมากในบทอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ นักแสดงคนอื่นๆ ก็เล่นได้ดีทุกคน

หนังเรื่องนี้นอกจากให้ความบันเทิงแล้ว ยังให้แง่คิดดีๆ ที่น่าประทับใจอีกด้วย

ให้คะแนน 4.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

หนังปูมาแต่ต้นเรื่องว่าพระเอกเป็นหมอที่อีโก้สูงมาก ต่อเมื่อมาพบกับ Ancient One เพื่อรักษามือ เธอก็บอกให้เขาละทิ้งอีโก้ตัวเองไปซะแล้วเขาจะใช้เวทย์มนต์ได้ มันน่าสนใจมากว่าอะไรที่ทำให้พระเอกสลัดอีโก้ที่ติดตัวมานานแสนนานทิ้งไปได้ แต่หนังดันเล่าข้ามไปเฉย จู่ๆ พระเอกก็ใช้เวทย์มนต์ได้ซะงั้น จุดนี้น่าเสียดายมากจึงต้องตัดคะแนน

แต่ก็มาได้คะแนนสูงจากจุดพีคของเรื่องเมื่อพระเอกเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่ได้เป็นหมอเพื่อรักษาคน แต่เขาเป็นเพื่อยกระดับตัวเอง เพราะถ้าเขาต้องการรักษาคนจริงๆ เขาจะต้องรักษาทุกคน ไม่ใช่ปฎิเสธที่จะรักษาบางคนเพราะกลัวว่าถ้ารักษาไม่หายแล้วตนเองจะเสียชื่อเสียง นี่คืออีโก้ที่ Ancient One พยายามบอกให้เขาละทิ้งให้ได้


จนตอนท้ายที่ Ancient One ให้เขาเลือกว่าจะกลับไปมือนิ่งและเป็นหมอศัลยฯ ที่เก่งที่สุดเหมือนเดิม หรือจะยอมละทิ้งความสุขส่วนตัวแล้วใช้ความฉลาดที่ตัวเองมีมาปกป้องโลกมนุษย์จากผู้ที่จะมาทำลายล้างให้ได้ มันเป็นจุดที่น่าคิดมากว่าถ้าเป็นเราล่ะ เราจะยอมละทิ้งชีวิตสวยหรูเพื่อไปเหนื่อยและเสี่ยงตายกับเหล่าร้ายไหม สิ่งที่ Ancient One พูดนอกจากทำให้เขาได้คิดแล้ว เราก็ได้คิดด้วย มุมมองของ Ancient One ที่มองว่า “ความตายไม่ได้น่ากลัว แต่มันคือของขวัญต่างหาก” จุดนี้แหละที่ทำให้พระเอกละทิ้งอีโก้ตัวเองได้และมาปกป้องโลก เพราะเมื่อคนเราตระหนักถึงความตาย เราก็จะรู้ว่าเหลือเวลาสั้นนัก ชีวิตมันมีค่า มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำก็อยากจะรีบทำ เมื่อเวลามีขีดจำกัดก็ทำให้คนเห็นคุณค่าของเวลาและใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุด ต่างจากคนที่คิดว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่อีกนานหรือไม่เคยคิดเรื่องความตายไว้เลย คนเหล่านี้มักไม่เห็นคุณค่าของชีวิตและเวลา พวกเขาจึงใช้ทั้งชีวิตและเวลาไปอย่างสิ้นเปลืองและน่าเสียดายที่สุด

รีวิวหนัง The Imitation Game (2014)


ภาพยนตร์: The Imitation Game
กำกับ: Morten Tyldum
นักแสดงนำ: Benedict Cumberbatch, Keira Knightley, Matthew Goode

หนังเรื่องนี้มีชื่อไทยว่า ถอดรหัสลับ อัจฉริยะพลิกโลกดังนั้นแน่นอนว่ามันต้องเป็นหนังที่มีความลับให้ไขอยู่เต็มไปหมด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง Alan Turing (Benedict Cumberbatch) ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้เข้าร่วมกับหน่วยงานลับแห่งรัฐบาลอังกฤษเพื่อช่วยถอดรหัสลับของนาซีจากเครื่องอีนิกมา เขาใช้ความรู้ความสามารถที่มีทั้งหมดถอดรหัสจนได้ ต่อเมื่อความลับของฝั่งคู่สงครามถูกเปิดเผย ก็ทำให้เราเข้าใจถึงประโยคที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งเพราะเมื่อเรารู้ว่าศัตรูจะเดินหมากไปทางไหนก็คงไม่ยากนักที่เราจะเข้าไปสกัดกั้นหมากตัวนั้น

ซึ่งถ้านี่คือเรื่องแต่ง หนังก็คงจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งตรงที่ถอดรหัสได้ อังกฤษชนะสงคราม แต่ในเมื่อมันคือเรื่องจริง และเป็นเรื่องราวชีวิตจริงของ Alan หนังจึงไม่จบแค่นั้น เพราะความลับที่แท้จริงที่เขาไม่ยอมไขให้ใครรู้ มันได้ถูกเปิดเผยในที่สุด ต่อเมื่อความลับเกี่ยวกับตัวเขาที่เขาเก็บงำไว้เนิ่นนานถูกเปิดเผย มันก็ทำให้เห็นว่า คนเราตัดสินคนจากสิ่งที่เขาเป็นมากกว่าจากสิ่งที่เขาทำ!

นี่คือหนังดีที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี 2014 หนังทำได้ลงตัวในแง่ของหนังชีวประวัติ  การดำเนินเรื่องแม้จะเนิบนาบแต่ก็น่าติดตาม บทภาพยนตร์เฉียบคมจนไม่แปลกใจเลยที่ได้รับรางวัลบทหนังยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ แต่ที่ต้องชมที่สุดก็คือการแสดงของนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะ Benedict ที่ถ่ายทอดบทนักคณิตศาสตร์สุดเนิร์ดที่เข้ากับใครได้ยากแต่ฉลาดเหลือเชื่อได้อย่างไร้ที่ติ อารมณ์เราถูกเหวี่ยงไปตามอารมณ์ที่เขาถ่ายทอดออกมา ไม่ว่าจะเป็นความหยิ่งทระนง ความเปิ่นในการเข้าสังคม และความน่าสงสาร Benedict เอาอยู่ทุกฉากจริงๆ

การกำกับและการตัดต่อก็ทำให้เรื่องราวสนุกขึ้นได้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หนังแนวตื่นเต้นผจญภัยแต่ก็ทำให้ดูไปลุ้นไปได้ในหลายๆ ฉาก ใครที่ชอบหนังแนวชีวประวัติน่าจะชอบหนังเรื่องนี้


ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016)


ภาพยนตร์: Fantastic Beasts and Where to Find Them
ผู้กำกับ: David Yates
นักแสดงนำ: Eddie Redmayne, Katherine Waterson, Colin Farrell

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากนิยายเรื่อง Harry Potter นักเขียนคนดัง J.K. Rolling ก็แต่งนิยายเรื่องใหม่คือ Fantastic Beasts and Where to Find Them ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อน Harry Potter ประมาณ 70 ปี

หนุ่มอังกฤษนามว่า Newt Scamander (Eddie Redmayne) เป็นนักเขียนและนักสัตววิทยา แถมเขายังเป็นพ่อมดอีกด้วย เขาเดินทางมาอเมริกาพร้อมกับกระเป๋าใบย่อมที่มีสิ่งมีชีวิตพิลึกพิลั่นอยู่ในนั้นเต็มไปหมด แต่เมื่อกระเป๋าของเขาเกิดไปสลับกับกระเป๋าของ Jacob Kowalski (Dan Fogler) มนุษย์ไร้เวทมนตร์คนธรรมดาเข้า เขาจึงต้องตามหา Jacob เพื่อเอากระเป๋าคืน แต่เรื่องมันดันยุ่งขี้นเมื่อสัตว์พิสดารบางตัวในกระเป๋าหลุดออกมาเดินเพ่นพานในกรุงนิวยอร์ค เขาจึงต้องตามจับพวกมันกลับคืนสู่กระเป๋า แต่เขาก็ต้องเจอกับความยุ่งยากเมื่อ Tina (Katherine Waterston) อดีตมือปราบมารก็ตามจับเขาเช่นกัน

หนังเรื่องนี้จินตนาการล้ำเลิศตามสไตล์ของ J.K. Rolling แล้วยิ่งเธอมารับหน้าที่เขียนบทหนังเองด้วยแล้ว รายละเอียดยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่ จริงๆ เรายังไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ของเธอนะ แต่เมื่อดูหนังแล้วเห็นตัวละครเยอะก็เดาว่าเธอคงใส่ตัวละครทุกตัวในหนังสือลงไปในหนังเลยมั้ง ปกติแล้วหนังแค่ 2 ชั่วโมงไม่จำเป็นต้องมีตัวละครเยอะขนาดนี้ก็ได้ เพราะมันทำให้เรื่องเยิ่นเยิ้อและแอบน่าเบื่อไปนิด

หนังจินตนาการก็ต้องเน้นฉาก CG เป็นพิเศษซึ่งทำได้น่าตื่นตาตื่นใจดี บทหนังยืดยาวไปหน่อย แต่แก่นของเรื่องสนุกดี เราว่าคนที่ชอบนิยายเรื่องนี้น่าจะชอบเวอร์ชั่นหนังด้วยเพราะผู้แต่งมาเขียนบทเอง แกนหลักของเรื่องไม่เบี่ยงเบนแน่นอน แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านนิยายอย่างเรา เราว่าถ้าตัดฉากบางฉาก ตัวละครบางตัว และบทบางบทออกไปบ้าง ก็น่าจะสนุกกว่านี้

หนังให้ข้อคิดเรื่องของการอยู่ร่วมกันกับคนที่แตกต่างจากเรา เราอาจเคยอคติกับคนที่ไม่เหมือนเรา แต่ถ้าเราเปิดใจที่จะเรียนรู้ เราก็อาจจะได้มิตรภาพดีๆ จากความแตกต่างก็ได้


ให้คะแนน 3/5

รีวิวละคร โสมส่องแสง (2537)


ละคร: โสมส่องแสง
กำกับ: นพพล โกมารชุน
นักแสดงนำ: ฉัตรชัย เปล่งพานิช พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง มาช่า วัฒนพานิช ศิริลักษณ์ ผ่องโชค
บทประพันธ์: โรลลาเรน
บทโทรทัศน์: เอื้องอรุณ สมิตสุวรรณ
ผลิตโดย: ยูม่า 99
ออกอากาศ: ช่อง 3

โสมส่องแสงเป็นละครโทรทัศน์ที่สร้างมาจากนิยายเรื่องโสมส่องแสงและนิยายเรื่องรอยอินทร์ เป็นละครที่สร้างมาไม่ผิดเพี้ยนจากบทประพันธ์เลย ต่างกันแค่เรื่องของช่วงเวลา เนื่องจากนิยายเดินเรื่องเริ่มต้นจากเรื่องโสมส่องแสงแล้วไปต่อที่เรื่องรอยอินทร์ แต่ในละครผู้เขียนบทโทรทัศน์นำนิยายทั้ง 2 เรื่องมาวางไทม์ไลน์ใหม่ ทำให้เนื้อหาจากนิยายทั้ง 2 เรื่องเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นการเขียนบทที่ลงตัวมาก บทแบบนี้ทำให้นางเอกมาช่ามีซีนในเรื่องเร็วขึ้น เพราะถ้าเดินเรื่องตามนิยายเป๊ะ กว่ามาช่าจะมีบทบาทก็ต้องรอให้โสมส่องแสงจบก่อน (ไม่มีตัวละครของมาช่าในเรื่องโสมส่องแสง) ซึ่งก็ปาไปครึ่งเรื่องแล้ว

เนื่องจากเป็นรีวิวละครไม่ใช่รีวิวนิยาย ดังนั้นเราจะเล่าเรื่องย่อตามไทม์ไลน์ของละครไม่ใช่ตามนิยาย เวียงสรอง คือประเทศสมมติที่อยู่ติดกับประเทศไทยห่างกันแค่ฝั่งโขงกั้น เมื่อประเทศมหาอำนาจต้องการครอบครองเวียงสรองจึงให้ท้าวมหาวัน (สมจินต์ ธรรมทัต) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเวียงสรองก่อการกบฎ ท้าวมหาวันรอวันที่เจ้ารอยอินทร์ (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) พระโอรสองค์โตของเจ้าหลวงแห่งเวียงสรอง (กำธร สุวรรณปิยะศิริ) ไปซ้อมรบที่ประเทศไทย แล้วเขาก็ทำการยึดอำนาจทำให้เจ้าหลวงโดนจับตัวและเจ้านางรอยคำ (ศิริลักษณ์ ผ่องโชค) พระธิดาของเจ้าหลวงต้องหนีหัวซุกหัวซุน เมื่อรู้ข่าวการกบฎ เจ้ารอยอินทร์ก็ไม่สามารถกลับเวียงสรองได้ เขารู้ว่าพอท้าวมหาวันขึ้นเป็นใหญ่ก็ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า เขาจึงตั้งค่ายอพยพอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างชายแดนไทยกับเวียงสรองเพื่อรวบรวมกำลังพลไปกอบกู้ชาติ

ขณะที่เจ้านางรอยคำซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อความปลอดภัยก็กำลังคิดจะเดินทางไปสมทบกับเจ้ารอยอินทร์พระเชษฐาของเธอหลังรับรู้ว่าพ่อเจ้าของเธอถูกท้าวมหาวันประหารชีวิตไปเสียแล้ว เธอบังเอิญเจอกับภูริต (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ซึ่งเธอคิดว่าเป็นโจรในทีแรก แต่เมื่อรู้ว่าเขากำลังจะเดินทางไปชายแดน เธอจึงไปด้วย โดยให้เขาเข้าใจว่าเธอคือเด็กผู้ชายชื่อจ้อย

การเดินทางของทั้งคู่ต้องเจอเรื่องราวมากมาย พวกเขาต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เจ้าจ้อยช่วยรักษาบาดแผลที่โดนยิงให้ภูริต ภูริตช่วยให้เจ้าจ้อยพ้นอันตรายทั้งปวงในป่า พวกเขาเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคจนมาถึงค่ายอพยพของเจ้ารอยอินทร์ทำให้เกิดเป็นความผูกพันกันแบบ เพื่อนตาย

เพื่อนต้องไม่ทิ้งเพื่อน เจ้าจ้อย

เมื่อเจ้าจ้อยได้พบกับเจ้ารอยอินทร์จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วภูริตคือทหารไทยและเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายเธอที่อาสาไปช่วยเจ้าหลวงแต่ไปไม่ทัน เจ้าจ้อยซาบซึ้งในน้ำใจของเขามากที่เสี่ยงชีวิตไปช่วย ขณะที่ภูริตกลับตะขิดตะขวงใจเมื่อรู้ว่าเจ้าจ้อยเป็นถึงเจ้านางน้อยแห่งเวียงสรอง แต่ความอึดอัดของเขาเกิดขึ้นเพียงไม่นานเพราะความน่ารักและความจริงใจที่เธอมีให้ทำให้เขาอดเอ็นดูไม่ได้

ละครดำเนินเรื่องไปประมาณ 20% ก็ถึงเวลาเปิดตัวนางเอกจากเรื่องรอยอินทร์ (นางเอกจากเรื่องโสมส่องแสงคือเจ้าจ้อย) มิรา (มาช่า วัฒนพานิช) ทำงานสงเคราะห์คนยากไร้ให้กับองค์การกาชาดสากล เมื่อภูริตชวนเธอมาทำงานที่ค่ายของเจ้ารอยอินทร์โดยบอกว่าถ้าค่ายนี้ไปไม่รอด ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศต่อไปที่ประเทศมหาอำนาจจ้องจะทำลาย เธอเข้าใจปัญหานี้จึงตกลงมาช่วย แต่มิราเกลียดสงคราม เธอจึงไม่ชอบเจ้ารอยอินทร์นักเพราะเขานำทหารไปออกรบอยู่ตลอดเวลา ต่างกับเจ้ารอยอินทร์ที่ถูกชะตามิราทันทีที่รู้ว่าเธออุทิศตนทำงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่น

ภูริตมีคนรักอยู่แล้วคือศุภิกา (ปริษา ปานะนนท์) เธอเป็นหญิงสาวที่รักความหรูหราฟู่ฟ่า ต่อเมื่อเธอได้เจอกับเจ้ารอยอินทร์เธอก็ไม่ใยดีภูริตอีกต่อไป เพราะเป้าหมายของเธอยิ่งใหญ่กว่าการเป็นคุณนายของผู้พันภูริต แต่เธอต้องการเป็นพระชายาของเจ้าหลวงรอยอินทร์! ความรักของภูริตและเจ้าจ้อยจึงก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีอุปสรรคนัก ความผูกพันที่เคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน ความห่วงหาอาทรที่มีให้แก่กัน ก่อเกิดเป็นสายใยเหนี่ยวแน่นที่ผูกเกี่ยวพวกเขาไว้ มันจึงเป็นความรักที่ไม่ใช่แค่รัก แต่เป็นรักที่จะร่วมทุกร่วมสุขกันไปทุกที่ รักที่จะรับภาระของกันและกันมาแบกไว้ และจะไม่ทิ้งกันจนวันตาย


เมื่อศุภิกาเปลี่ยนเป้าหมาย ความซวยก็มาตกอยู่ที่คู่ของเจ้ารอยอินทร์และมิรา เธอคอยตามติดเจ้ารอยอินทร์ไม่ลดละ แต่ก็ไม่ทำให้เขาใจอ่อนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับคิดว่าเธอช่างเป็นผู้หญิงโลเลที่ไม่น่าคบหาเอาซะเลย เจ้ารอยอินทร์พยายามสานสัมพันธ์กับมิราโดยหาวิธีต่างๆ ที่จะได้ใกล้ชิดเธอ จนนานวันเข้ามิราก็ใจอ่อน เพราะเธอได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้ารอยอินทร์ ได้เห็นความน่ารักของเจ้าจ้อย ได้รับรู้ปัญหาของคนที่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เธอจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้ารอยอินทร์ถึงต้องทำสงคราม เมื่อเข้าใจเธอจึงเห็นใจและยอมรับนับถือเพราะภาระหน้าที่ที่เขาแบกไว้มันช่างใหญ่หลวงยิ่งกว่าตำแหน่ง เจ้าหลวง ที่เขาเป็นเสียอีก


จริงๆ ความรักของเจ้าจ้อยและผู้พันภูริตลงเอยกันไปแล้วในตอนจบของนิยายโสมส่องแสง แต่เมื่อคนเขียนบทละครนำนิยายเรื่องรอยอินทร์มารวมด้วย ทำให้ความรักของเจ้าจ้อยและภูริตดำเนินไปเป็นคู่ขนานกับความรักของเจ้ารอยและมิรา สร้างสีสันให้คนที่รักนิยายเรื่องนี้อย่างเรารู้สึกตื่นเต้นว่าเขาจะเอาส่วนไหนมารวมกันอย่างไร ซึ่งน่าทึ่งมากที่คนเขียนบทสามารถผสมผสานเนื้อหาของนิยายทั้ง 2 เรื่องรวมร่างเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร้ที่ติ ถือเป็นบทละครที่ดีที่สุดปราดเปรื่องที่สุดเท่าที่เราเคยดูละครที่สร้างมาจากนิยาย

ฉ้ตรชัย เปล่งพานิช รับบทเจ้ารอยอินทร์ผู้มีความงามสง่าแบบเจ้าหลวง มีความแข็งแกร่งแบบทหาร และมีแววตาชาญฉลาดแบบนักการทูต เจ้ารอยอินทร์เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่น่าสงสารที่สุด การเป็นเจ้าหลวงมิได้ทำให้เขาสุขสบายแต่อย่างใด กลับกันเขาต้องแบกรับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงที่มิอาจละทิ้งได้จนตลอดชีวิตของเขา ซึ่ง นก ฉัตรชัย สวมบทบาทเจ้ารอยอินทร์ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องได้แบบหาที่ติไม่ได้

พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง คือนักแสดงเจ้าบทบาทที่เล่นได้ทุกบท แต่การรับบทผู้พันภูริตถือเป็นงานยากเพราะตัวละครตัวนี้มีความดุดันแบบทหารแท้ แต่ก็มีความอ่อนโยนเวลาอยู่กับเจ้าจ้อย และมีความกวนบาทาเวลาอยู่กับเพื่อนฝูง ซึ่ง อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ แสดงได้สมบทบาทจนเราเชื่อว่าภูริตมีตัวตนอยู่จริงๆ การแสดงเรื่องนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำเป็นครั้งแรกในสาขานักแสดงสมทบชายดีเด่น (แต่เราว่าบทนี้ไม่ใช่บทสมทบนะ มันคือบทนำควบคู่กับบทเจ้ารอยอินทร์เลยล่ะ)

มาช่า วัฒนพานิช รับบทมิราผู้หญิงที่ไม่อ่อนไหวกับอะไรง่ายๆ เธอเข้มแข็งและอดทนดั่งเหล็กเพชร เธอไม่ใช่ผู้หญิงชอบแต่งตัวแต่งหน้า เพราะเธอเอาเวลาทั้งหมดทุ่มเทให้กับการทำงานช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งมาช่าทำให้เรารู้สึกว่าเธอเกิดมาเพื่อเป็นมิราหรือไม่มิราก็ถูกเขียนมาเพื่อเธอเพราะทั้งรูปร่างหน้าตาทั้งฝีมือการแสดง เธอคือมิราจริงๆ

ศิริลักษณ์ ผ่องโชค กับบทบาทการแสดงละครยาวเรื่องแรกของเธอในบทเจ้าจ้อย จอย ศิริลักษณ์ แจ้งเกิดได้อย่างงดงามในบทบาทนี้ เจ้าจ้อยเป็นบทยากไม่แพ้บทอื่นๆ ในเรื่อง เพราะเธอเป็นเจ้านางที่มีความงามสง่าแต่ก็มีความเป็นเด็กอยู่ในที มีความสดใสตามประสาวัยรุ่นแต่ก็มีความอมทุกข์กับการสูญเสียบ้านเมือง เป็นบทที่มีมิติมาก ไม่น่าเชื่อว่านักแสดงหน้าใหม่อย่างเธอจะสามารถตีบทแตกได้ขนาดนี้ เยี่ยมยอดจริงๆ จอยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโทรทัศน์ทองคำสาขานักแสดงสมทบหญิงดีเด่นจากเรื่องนี้ด้วย แต่ว่าพลาดรางวัลให้กับ รัญญา ศิยานนท์ จากละครเรื่องเกมเกียรติยศ

นอกจากนักแสดงหลักทั้ง 4 แล้ว ที่ต้องชื่นชมอีกคนนึงคือ โน้ต เชิญยิ้ม ในบทพงษ์ เขาสร้างสีสันให้ละครมีความสนุกและตลกในแบบพอดีๆ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป นักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็สวมบทบาทได้ยอดเยี่ยม มันน่าทึ่งมากที่ผู้จัด คุณยุวดี ไทยหิรัญ และผู้กำกับ คุณนพพล โกมารชุน สามารถหานักแสดงได้เหมือนเดินออกมาจากนิยายได้ทุกตัว ไม่เว้นแม้แต่บทเล็กๆ อย่าง ไอ้ดำ หมาน้อยของเจ้าจ้อย ก็ยังหามาได้ดำและซนสมบทบาทจริงๆ

ดนตรีประกอบละครก็เป็นอีกส่วนที่ช่วยให้ละครกลมกล่อมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงไตเติ้ลที่ผู้กำกับเลือกใช้เพลงบรรเลงแล้วนำบทกลอนจากนิยายมาแปลงนิดหน่อยก่อนใส่ลงมาในเพลง หรือเพลงตอนจบที่ขับร้องโดย คุณพัชรา ดีล่า มันช่วยเสริมอารมณ์ให้เราอินกับละครได้แบบแค่ได้ยินดนตรีก็น้ำตาไหลได้แล้ว

องค์ประกอบอื่นๆ ก็ละเอียดลออ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผมที่เหมาะกับคาแร็กเตอร์ตัวละครทุกตัว เรื่องนี้นางเอกมาช่าและจอยแต่งหน้าอ่อนมากๆ สมบทบาทที่ต้องวิ่งวุ่นอยู่ในค่ายอพยพ ส่วนฉากและสถานที่ก็สมจริง เช่นฉากค่ายอพยพที่เริ่มจากการกางเต้นตอนต้นเรื่อง พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ จากเต้นก็เปลี่ยนเป็นบ้านสร้างแบบง่ายๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าค่ายขยายใหญ่ขึ้น รายละเอียดเหล่านี้มีบรรยายอยู่ในนิยายซึ่งผู้สร้างก็ไม่ลืมนำมาใส่ในละครด้วย

สำหรับเราโสมส่องแสงคือละครที่ดีที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุดในทุกองค์ประกอบ  มันเป็นละครเศร้าเพราะแก่นของเรื่องคือการสูญเสียบ้านเมืองและการสู้รบที่มิมีวันสิ้นสุด แต่ก็เหมือนกับในนิยายคือตัวละครหลายๆ ตัวและเรื่องราวความรักที่ก่อตัวขึ้นระหว่างรบของพระนางทั้ง 2 คู่ทำให้ละครเรื่องนี้ดูได้แบบบันเทิงเริงรมย์ มีฉากให้ได้หัวเราะแทรกอยู่เป็นระยะๆ ตลอดทั้งเรื่อง จนกระทั่งใกล้จบนั่นแหละที่เราหัวเราะไม่ออกเพราะมันเศร้าจนน่าใจหายเหลือเกิน


หากจะรัก รักนั้นต้องทั้งหมด เกียรติยศ หรือชีวิต ปลิดให้ได้ ถึงแผ่นดิน มหาศาล ค่าปานใด จะรับไว้ในอุ้งหัตถ์ รักนิรันดร์ มิรา

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.