รีวิวหนัง Spotlight (2015)


ภาพยนตร์: Spotlight
กำกับ: Tom McCarthy
นักแสดงนำ: Mark Ruffalo, Michael Keaton, Rachel McAdams

Spotlight คือหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง ในปี 2001 ทีมนักข่าวที่ชื่อว่า สปอร์ตไลท์ทำการสืบเสาะข้อมูลเพื่อเปิดโปงบาทหลวงผู้กระทำการล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กๆ ที่มาเข้าโบสถ์ พวกเขาทำงานหนักเพื่อเจาะข่าวลงลึกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความจริงค่อยๆ ปรากฏซึ่งมันทำให้พวกเขาต้องตกใจ

พวกเขาพบว่ามีบาทหลวงถึง 6% ในเมืองที่พวกเขาอยู่ที่มีพฤติกรรมล่อลวงเด็กที่พ่อแม่ส่งไปโบสถ์ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจให้บาทหลวงเป็นที่พึ่งจนเด็กหลายคนเติบโตมาด้วยสภาพจิตใจที่บอบช้ำและบางคนก็ถึงกับฆ่าตัวตายไปเลย!

วิธีการเล่าเรื่องของหนังค่อนข้างราบเรียบ แต่ทุกครั้งที่ทีมสปอร์ตไลท์ได้รับการเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจในแต่ละข้อมูลเราจะรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วยอย่างกับว่าเป็นส่วนหนึ่งในทีมอย่างไงอย่างงั้น ข้อมูลหลายอย่างซับซ้อนแต่บทหนังก็นำเสนอได้เป็นขั้นเป็นตอนทำให้ดูไม่ยาก หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากแอคชั่น ไม่มีฉากโรแมนติก ไม่มีฉากฟูมฟาย ไม่มีอะไรที่หนังทำเงินมี แต่มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า เสน่ห์ในการเล่าเรื่อง คือการทำให้อารมณ์เราค่อยๆ พีคขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นไปจนจบ การเฝ้าติดตามดูทีมสปอร์ตไลท์ขุดคุ้ยข่าวมันซึมเข้าไปในหัวใจจนตอนท้ายเรื่องเราถึงกับน้ำตาคลอออกมาได้โดยไม่รู้ตัว

เนื่องจากบทหนังออกแนว พูดๆๆ ทำให้บทบาทสำคัญตกไปอยู่ที่นักแสดง และไม่ใช่แค่นักแสดงคนเดียวแต่ต้องเป็นทั้งทีมเพราะถ้าจะให้ใครคนใดคนหนึ่งโดดเด่นกว่าอีกคนมันก็จะดูไม่กลมกล่อม นักแสดงทุกคนจึงต้องปล่อยของออกมาแบบพอเหมาะพอดีเพราะนี่ไม่ใช่หนัง one man show แต่เป็นหนังที่ต้องทำงานกันเป็นทีมเหมือนกับที่สปอร์ตไลท์ทำงานชิ้นนี้กันเป็นทีมนั่นเอง ผู้กำกับชิงรางวัลออสการ์ Tom McCarthy ควบคุมโทนหนังได้ดีมากและสร้างความกลมกลืนให้กับตัวละครทุกตัวแบบไร้ที่ติ Mark Ruffalo เหมาะสมแล้วที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาสมทบชาย Rachel McAdams ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เข้าชิงในสาขาสมทบหญิงซึ่งเธอก็ทำได้ดีทีเดียว แต่คนที่คิดว่าควรจะได้เข้าชิงรางวัลที่สุดแต่กลับไม่ได้ก็คือ Michael Keaton ซึ่งรับบทหัวหน้าทีมสปอร์ตไลท์ Keaton ทำให้ตัวละครของเขามีอำนาจแต่ก็นอบน้อม ตรงประเด็นแต่ก็แอบเจ้าเล่ห์ เล่นดีจริงๆ ทั้งนี้นักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มี เสน่ห์

หนังเรื่องนี้บทดีควรค่าแก่รางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม บทดีในที่นี้ไม่ใช่บทที่พูดถึงประเด็นที่ดี แต่เป็นบทที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนดูคิดหรือรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงหรือลงมือทำอะไรสักอย่างในประเด็นที่หนังพูดถึง และสปอร์ตไลท์ก็สร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ในหลายๆ ประเด็น
  • ประเด็นของศาสนากับความศรัทธา ดูแล้วทำให้คิดต่อได้ว่า ศาสนาคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีทางเสื่อม คนบางคนต่างหากที่เสื่อมแล้วใช้ศาสนาบังหน้า แต่เราจะให้คนพวกนี้มาทำให้เราเสื่อมศรัทธากับศาสนาอย่างงั้นหรือ?
  • ประเด็นเรื่องการเพิกเฉยกับสิ่งผิดโดยคิดว่ามันก็แค่ปลาเน่าไม่กี่ตัวอย่าเอาตัวเข้าไปยุ่งเลยดีกว่า อยู่เฉยๆ ดีกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา จนบางทีก็ลืมไปว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่ตรงไหน?”
  • และประเด็นที่ถูกใจเราที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเสนอข่าวของสื่อ ทุกวันนี้มีข่าวใหม่ๆ ออกมาแทบจะทุกชั่วโมงแต่มีกี่ข่าวที่รู้ลึกรู้จริงก่อนปล่อยออกมาอย่างที่ทีมสปอร์ตไลท์ทำ บางข่าวอ่านไปแล้วแต่อีกสองชั่วโมงถัดมาก็มีข่าวมาบอกว่าไอ้ที่อ่านไปน่ะมันข่าวมั่ว จนตอนนี้ไม่รู้จะเชื่อข่าวไหนแล้ว จรรยาบรรณของนักข่าวแบบทีมสปอร์ตไลท์ยังมีอยู่ในนักข่าวสมัยนี้ไหม ยังเป็นเรื่องที่ต้องคลางแคลงกันต่อไป
แม้ Spotlight จะได้คะแนนความชื่นชมจากทั้งนักวิจารณ์และคนดูอย่างท่วมท้น แต่แน่นอนว่าต้องมีคนที่คิดต่าง คนดูบางคนบอกว่าหนังน่าเบื่อและถามว่า สนุกตรงไหน?” ก็ขอตอบในฐานะที่เราคิดว่ามันสนุกก็แล้วกัน หนังเรื่องนี้สนุกสำหรับเราตรงที่เราอยากเป็นนักเขียน ซึ่งคนที่เป็นนักเขียนจะรู้ดีว่าการที่จะเขียนอะไรออกมาได้นั้นมันต้องผ่านการหาข้อมูลมาอย่างโชคโชนเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ตรงหรือจากการค้นคว้าหาจากแหล่งข่าวต่างๆ ข้อมูลต้องแน่นจึงลงมือเขียนได้ ความสนุกของการเขียนจึงเริ่มตั้งแต่การหาข้อมูลแล้ว และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สนุก เพราะมันคือเรื่องราวของการหาข้อมูล การพบข้อมูล และการพิจารณาว่าจะนำเสนอข้อมูลนั้นอย่างไร

'ฮีโร่' ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติ หรือมีความสามารถพิเศษกว่ามนุษย์ธรรมดา เพียงแต่ขอให้เขามีจิตใจที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น และพยายามช่วยอย่างสุดความสามารถ เขาก็คือฮีโร่แล้ว และทีมสปอร์ตไลท์นี่แหละที่เหมาะสมกับคำว่า 'ฮีโร่ตัวจริง'

ให้คะแนน 5/5

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.