รีวิวหนัง The Big Short (2015)


ภาพยนตร์: The Big Short
กำกับ: Adam McKay
นักแสดงนำ: Christian Bale, Steve Carell, Ryan Gosling, Brad Pitt

The Big Short เป็นหนังที่เนื้อหาเข้าใจยากมากๆ สำหรับคนที่ไม่สนใจเรื่องหุ้นหรือเศรษฐกิจเท่าไหร่อย่างเรา ก่อนดูก็ไม่ได้ศึกษาอะไรไปเลย และคิดว่าคงดูไม่รู้เรื่อง ซึ่งก็ไม่รู้เรื่องจริงๆ 555+ แต่สิ่งที่ทึ่งคือ หนังสามารถทำให้รู้สึกอยากติดตามจนจบได้โดยที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องนี่แหละ

The Big Short เป็นเรื่องของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นวิกฤตที่ยังไม่เกิดแต่เชื่อว่าต้องเกิดขึ้นแน่นอน พวกเขาจึงหาโอกาสในการที่จะทำเงินจากวิกฤตนี้ โดยกระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่าตนเองแน่และมั่นใจว่าวิสัยทัศน์ของพวกเขาจะนำพาเงินทองอันมากมายมหาศาลมาให้ แต่แล้วพวกเขาก็ต้องพบว่าในระบบที่ดูเหมือนจะอ่านเกมง่ายถ้าอ่านให้ลึกจริงๆ แล้ว มันมีอะไรซับซ้อนกว่านั้นเยอะ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะระบบสร้างมาผิดแต่เป็นเพราะความโลภของคนต่างหากที่เห็นผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง สุดท้ายแล้วทุกคนก็ทำเพื่อตัวเองและเงินกันทั้งนั้น

เมื่อดูหนังจบเราเข้าใจประมาณ 40% แต่ทำไมหนังที่ดูแทบไม่ค่อยรู้เรื่องกลับทำให้รู้สึกน่าติดตามได้ ตรงนี้ขอปรบมือให้ผู้กำกับ Adam McKay ผู้มีชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง เขาใช้กลเม็ดเด็ดพรายมากมายในการอธิบายเรื่องยากๆ ให้น่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเข้าใจ 555+ 

อีกส่วนที่ทำให้ดูหนังรู้เรื่องขึ้นก็คือการแสดงของนักแสดงทุกคน บางครั้งเราไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรกัน (อ่านซับไทยก็ยังไม่เข้าใจ) แต่สีหน้าท่าทางและอารมณ์ที่สื่อมาตอนพูดทำให้รู้ว่านี่คือกำลังขาดทุนจนโกรธจัดอยู่นะ กำลังรู้ตัวว่าถูกหลอกนะ หรือกำลังหลอกถามใครบางคนอยู่เป็นต้น นอกจากนี้มุกตลกของหนังก็พาให้อารมณ์ดีแม้จะพูดถึงเรื่องการเงินที่น่าปวดหัวก็ตาม และการตัดต่อสลับไปมาก็ทำได้ดี ไม่ทำให้หนังน่าเบื่อ
It ain't what you don't know that gets you into trouble.  It's what you know for sure that just ain't so - Mark Twain

ตอนต้นเรื่องหนังขึ้นด้วยประโยคว่า 'มันไม่ใช่สิ่งที่คุณไม่รู้ที่ทำให้เกิดปัญหา แต่สิ่งที่คุณคิดว่ารู้แน่ซึ่งแท้จริงแล้วมันไม่ใช่ต่างหากที่สร้างปัญหา' ซึ่งอ่านทีแรกก็ไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร แต่เมื่อดูหนังจบประโยคนี้ก็ย้อนกลับมาให้หัวและเข้าใจทันที บางครั้งการที่เรามั่นใจว่าเราไม่รู้ยังสร้างปัญหาน้อยกว่าการที่เรามั่นใจว่ารู้แต่จริงๆ แล้วมันมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น นี่แหละคือปัญหาตัวจริง

ให้คะแนน 3/5

รีวิวหนัง Spotlight (2015)


ภาพยนตร์: Spotlight
กำกับ: Tom McCarthy
นักแสดงนำ: Mark Ruffalo, Michael Keaton, Rachel McAdams

Spotlight คือหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง ในปี 2001 ทีมนักข่าวที่ชื่อว่า สปอร์ตไลท์ทำการสืบเสาะข้อมูลเพื่อเปิดโปงบาทหลวงผู้กระทำการล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กๆ ที่มาเข้าโบสถ์ พวกเขาทำงานหนักเพื่อเจาะข่าวลงลึกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความจริงค่อยๆ ปรากฏซึ่งมันทำให้พวกเขาต้องตกใจ

พวกเขาพบว่ามีบาทหลวงถึง 6% ในเมืองที่พวกเขาอยู่ที่มีพฤติกรรมล่อลวงเด็กที่พ่อแม่ส่งไปโบสถ์ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจให้บาทหลวงเป็นที่พึ่งจนเด็กหลายคนเติบโตมาด้วยสภาพจิตใจที่บอบช้ำและบางคนก็ถึงกับฆ่าตัวตายไปเลย!

วิธีการเล่าเรื่องของหนังค่อนข้างราบเรียบ แต่ทุกครั้งที่ทีมสปอร์ตไลท์ได้รับการเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจในแต่ละข้อมูลเราจะรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วยอย่างกับว่าเป็นส่วนหนึ่งในทีมอย่างไงอย่างงั้น ข้อมูลหลายอย่างซับซ้อนแต่บทหนังก็นำเสนอได้เป็นขั้นเป็นตอนทำให้ดูไม่ยาก หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากแอคชั่น ไม่มีฉากโรแมนติก ไม่มีฉากฟูมฟาย ไม่มีอะไรที่หนังทำเงินมี แต่มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า เสน่ห์ในการเล่าเรื่อง คือการทำให้อารมณ์เราค่อยๆ พีคขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นไปจนจบ การเฝ้าติดตามดูทีมสปอร์ตไลท์ขุดคุ้ยข่าวมันซึมเข้าไปในหัวใจจนตอนท้ายเรื่องเราถึงกับน้ำตาคลอออกมาได้โดยไม่รู้ตัว

เนื่องจากบทหนังออกแนว พูดๆๆ ทำให้บทบาทสำคัญตกไปอยู่ที่นักแสดง และไม่ใช่แค่นักแสดงคนเดียวแต่ต้องเป็นทั้งทีมเพราะถ้าจะให้ใครคนใดคนหนึ่งโดดเด่นกว่าอีกคนมันก็จะดูไม่กลมกล่อม นักแสดงทุกคนจึงต้องปล่อยของออกมาแบบพอเหมาะพอดีเพราะนี่ไม่ใช่หนัง one man show แต่เป็นหนังที่ต้องทำงานกันเป็นทีมเหมือนกับที่สปอร์ตไลท์ทำงานชิ้นนี้กันเป็นทีมนั่นเอง ผู้กำกับชิงรางวัลออสการ์ Tom McCarthy ควบคุมโทนหนังได้ดีมากและสร้างความกลมกลืนให้กับตัวละครทุกตัวแบบไร้ที่ติ Mark Ruffalo เหมาะสมแล้วที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาสมทบชาย Rachel McAdams ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เข้าชิงในสาขาสมทบหญิงซึ่งเธอก็ทำได้ดีทีเดียว แต่คนที่คิดว่าควรจะได้เข้าชิงรางวัลที่สุดแต่กลับไม่ได้ก็คือ Michael Keaton ซึ่งรับบทหัวหน้าทีมสปอร์ตไลท์ Keaton ทำให้ตัวละครของเขามีอำนาจแต่ก็นอบน้อม ตรงประเด็นแต่ก็แอบเจ้าเล่ห์ เล่นดีจริงๆ ทั้งนี้นักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มี เสน่ห์

หนังเรื่องนี้บทดีควรค่าแก่รางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม บทดีในที่นี้ไม่ใช่บทที่พูดถึงประเด็นที่ดี แต่เป็นบทที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนดูคิดหรือรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงหรือลงมือทำอะไรสักอย่างในประเด็นที่หนังพูดถึง และสปอร์ตไลท์ก็สร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ในหลายๆ ประเด็น
  • ประเด็นของศาสนากับความศรัทธา ดูแล้วทำให้คิดต่อได้ว่า ศาสนาคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีทางเสื่อม คนบางคนต่างหากที่เสื่อมแล้วใช้ศาสนาบังหน้า แต่เราจะให้คนพวกนี้มาทำให้เราเสื่อมศรัทธากับศาสนาอย่างงั้นหรือ?
  • ประเด็นเรื่องการเพิกเฉยกับสิ่งผิดโดยคิดว่ามันก็แค่ปลาเน่าไม่กี่ตัวอย่าเอาตัวเข้าไปยุ่งเลยดีกว่า อยู่เฉยๆ ดีกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา จนบางทีก็ลืมไปว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่ตรงไหน?”
  • และประเด็นที่ถูกใจเราที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเสนอข่าวของสื่อ ทุกวันนี้มีข่าวใหม่ๆ ออกมาแทบจะทุกชั่วโมงแต่มีกี่ข่าวที่รู้ลึกรู้จริงก่อนปล่อยออกมาอย่างที่ทีมสปอร์ตไลท์ทำ บางข่าวอ่านไปแล้วแต่อีกสองชั่วโมงถัดมาก็มีข่าวมาบอกว่าไอ้ที่อ่านไปน่ะมันข่าวมั่ว จนตอนนี้ไม่รู้จะเชื่อข่าวไหนแล้ว จรรยาบรรณของนักข่าวแบบทีมสปอร์ตไลท์ยังมีอยู่ในนักข่าวสมัยนี้ไหม ยังเป็นเรื่องที่ต้องคลางแคลงกันต่อไป
แม้ Spotlight จะได้คะแนนความชื่นชมจากทั้งนักวิจารณ์และคนดูอย่างท่วมท้น แต่แน่นอนว่าต้องมีคนที่คิดต่าง คนดูบางคนบอกว่าหนังน่าเบื่อและถามว่า สนุกตรงไหน?” ก็ขอตอบในฐานะที่เราคิดว่ามันสนุกก็แล้วกัน หนังเรื่องนี้สนุกสำหรับเราตรงที่เราอยากเป็นนักเขียน ซึ่งคนที่เป็นนักเขียนจะรู้ดีว่าการที่จะเขียนอะไรออกมาได้นั้นมันต้องผ่านการหาข้อมูลมาอย่างโชคโชนเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ตรงหรือจากการค้นคว้าหาจากแหล่งข่าวต่างๆ ข้อมูลต้องแน่นจึงลงมือเขียนได้ ความสนุกของการเขียนจึงเริ่มตั้งแต่การหาข้อมูลแล้ว และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สนุก เพราะมันคือเรื่องราวของการหาข้อมูล การพบข้อมูล และการพิจารณาว่าจะนำเสนอข้อมูลนั้นอย่างไร

'ฮีโร่' ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติ หรือมีความสามารถพิเศษกว่ามนุษย์ธรรมดา เพียงแต่ขอให้เขามีจิตใจที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น และพยายามช่วยอย่างสุดความสามารถ เขาก็คือฮีโร่แล้ว และทีมสปอร์ตไลท์นี่แหละที่เหมาะสมกับคำว่า 'ฮีโร่ตัวจริง'

ให้คะแนน 5/5

รีวิวหนัง Room (2015)


ภาพยนตร์: Room
กำกับ: Lenny Abrahamson
นักแสดงนำ: Brie Larson, Jacob Tremblay

แม่ก็คือแม่!

ไม่ว่าคุณจะเป็นแม่ (หรือพ่อ) คนด้วยสาเหตุอะไร ไม่ว่าคุณจะคิดว่าตัวเองเป็นแม่ (พ่อ) ที่แย่สักแค่ไหน แต่ในสายตาของลูกน้อย คุณคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา คุณเปลี่ยนความจริงที่ว่าคุณเป็นแม่ (พ่อ) คนแล้วไม่ได้ แต่คุณเลือกได้ที่จะเป็นแม่ (พ่อ) ที่เข้มแข็งหรืออ่อนแอ

Room เล่าเรื่องราวของ Joy (Brie Larson) หญิงสาวที่ถูกล่อลวงเอาไปกักขังเพื่อใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ทางเพศตั้งแต่อายุ 17 ปี จนเธอตั้งท้องและคลอดลูกออกมาชื่อว่า Jack (Jacob Tremblay) เธอและลูกชายถูกขังอยู่ในห้องแคบๆ ที่เรียกว่า Room จน Jack อายุครบ 5 ขวบ เธอก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่ทั้งลูกและเธอต้องได้รับอิสรภาพสักที!

หนังแบ่งเป็นสองช่วง ครึ่งแรกคือชีวิตของสองแม่ลูกที่อยู่ใน Room ส่วนครึ่งหลังคือชีวิตข้างนอก Room ทิศทางของหนังที่ทำให้เราเห็น Room ผ่านสายตาของ Jack และ Room ผ่านสายตาของ Joy มันทำให้เห็นว่าโลกแห่งจินตนาการกับโลกแห่งความจริงบางครั้งมันก็อยู่ในโลกใบเดียวกัน เพียงแต่ว่าประสบการณ์ทำให้แต่ละคนมองโลกต่างกัน ในสายตาของเด็กอย่าง Jack แม้ Room จะเป็นโลกแคบๆ แทบไม่มีอะไรเลย แต่เขาก็มีความสุขกับการได้อยู่กับแม่ แต่สำหรับ Joy Room คือโลกแห่งความจริงอันโหดร้าย ในเมื่อคนเราจะอยู่แค่ในโลกแห่งจินตนาการไม่ได้ การเผชิญกับโลกแห่งความจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเรียนรู้

Room เป็นหนังเงียบที่ทรงพลัง ไม่มีฉากแอคชั่นแรงๆ ฉากรุนแรงก็ไม่มีให้เห็นแต่ก็ทำให้เราเข้าใจว่ามันแรงได้ด้วยการเล่าเรื่องผ่านสายตาของเด็ก ต้องชมผู้กำกับซึ่งสมควรแล้วที่ได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เพราะทำหนังที่ดูหนักมากๆ จนแทบจะรับไม่ได้ให้กลายเป็นหนังที่ดูได้แบบ ยิ้มทั้งน้ำตามีนักแสดงไม่กี่คนในหนังเรื่องนี้แต่การเล่นน้อยแต่ได้มากของนักแสดงทุกคนทำให้อินตามได้ทันที Brie Larson สมศักดิ์ศรีรางวัลออสการ์สาขานำหญิงจริงๆ แต่ที่น่าเสียดายคือ Jacob Tremblay เด็กชายตัวน้อยที่เป็นตัวเดินเรื่องแต่ไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งๆ ที่การแสดงดีเทียบผู้ใหญ่ได้แบบไม่อายเลย จุดระทึกที่สุดของหนังซึ่งอยู่กลางเรื่องทำได้ดีมาก เราตื่นเต้นตามทั้งๆ ที่ไม่ได้มีดนตรีหนักๆ มาช่วยบิ้วอารมณ์เลย การดำเนินเรื่องแบบเงียบๆ แล้วให้คนดูลุ้นอยู่ในสมองของตัวเองนี่แหละมันเจ๋งสุดๆ แล้ว หนังเล่นอารมณ์กับคนดูได้มีมิติมาก ครึ่งแรกเราจะยิ้มและอบอุ่นทั้งๆ ที่มันอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าจะยิ้มออก ในขณะที่ครึ่งหลังมันควรจะเป็นสถานการณ์ที่สดใส แต่มันกลับทำให้เราหมองหม่นและเขื่อนแตก (ร้องไห้หนักมาก) ในที่สุด

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้คือข้อคิดที่แฝงไว้มากมาย ทำให้เมื่อหนังจบแล้วแต่เราไม่จบเพราะมีหลายอย่างให้ได้คิดต่อ ซึ่งข้อคิดที่จับใจเราที่สุดก็คือ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ไม่ว่าโชคชะตาจะนำพาให้เรามาเจอกับโลกที่ต่างจากจินตนาการสักเท่าไร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการถ่ายทอดความ เข้มแข็งให้แก่กันและกัน เพราะมันคงจะยากน่าดูถ้าต้องเผชิญปัญหาแต่เพียงลำพังโดยปราศจากกำลังใจและพลังจากคนรอบข้าง

ให้คะแนน  4.5/5

รีวิวหนัง Brooklyn (2015)


ภาพยนตร์: Brooklyn
กำกับ: John Crowley
นักแสดงนำ: Saoirse Ronan, Emory Cohen, Domhnall Gleeson

Brooklyn ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นำหญิงยอดเยี่ยม และบทยอดเยี่ยม Eilis Lacey (Saoirse Ronan) สาวชาวไอรีชผู้ย้ายถิ่นฐานจากไอร์แลนด์ไปอยู่เมืองบลุ๊คลินประเทศอเมริกา และทางเดินชีวิตก็ทำให้เธอ "ต้องเลือก" ระหว่างผู้ชายสองคนและประเทศสองประเทศ

Ellis ต้องปรับตัวอย่างหนักในช่วงแรกที่ย้ายมาอยู่บลุ๊คลินและเกิดอาการคิดถึงบ้านอย่างรุนแรง จนกระทั่งเธอได้มาพบกับ Tony Fiorello (Emory Cohen) ซึ่งความจริงใจและความน่ารักของเขาก็ทำให้เธอลืมเรื่องคิดถึงบ้านไปเลย เธอปรับตัวเข้ากับเมืองบลุ๊คลินได้ในที่สุด แต่แล้วโชคชะตาก็ลิขิตให้เธอต้องกลับไปเยี่ยบ้านเกิดที่ไอแลนด์ และในการกลับมาครั้งนี่้เองเธอได้พบบางสิ่งที่เธอไม่เคยพบมาก่อนในบ้านเกิดของเธอแห่งนี้ โดยเฉพาะการได้พบกับ Jim Farrell (Domhnall Gleeson) ผู้ที่ทำให้เธอลืมหรือเกือบลืม Tony ไปเลย ซึ่งนี่เองคือจุดสำคัญที่เธอ "ต้องเลือก" 

หนังเรื่องนี้มีดีที่นักแสดงนำ Saoirse Ronan เธอลื่นไหลไปกับบทได้แบบไม่มีที่ติ ตั้งแต่ฉากแรกกับการเป็นสาวน้อยขี้อายและขาดความมั่นใจกลายมาเป็นสาวสังคมผู้ฉลาดและเป็นตัวของตัวเอง สมควรแล้วที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม นักแสดงคนอื่นๆ เล่นได้ดีไม่มีติดขัด ซึ่งการแสดงของนักแสดงนี่แหละที่ทำให้หนังช้าๆ เนิบๆ แบบนี้ยังคงน่าสนใจ

หนังมีดีอีกนิดตรงภาพสวยและดนตรีไพเราะ มันทำให้ดูแล้วสบายตาสบายหูดี ส่วนการกำกับทำได้ราบรื่นและราบเรียบ ไม่มีอะไรสะดุดแต่ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น

ปัญหาหลักของหนังเรื่องนี้คือบท เนื้อเรื่องมีช่องโหว่อย่างหาข้อแก้ตัวไม่ได้ สิ่งที่ Eilis ทำในครึ่งหลังของหนังทำให้เราไม่อยากดูต่อเพราะไม่อยากเอาใจช่วยตัวนางเอกอีกต่อไป ทั้งๆ ที่หนังปูมาตลอดตั้งแต่แรกให้รักนางเอก แต่ในครึ่งหลังไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ยังค้างคาใจกับสิ่งที่เธอเลือกหรือทำ และในเมื่อทำให้เรารักตัวละครที่ควรจะถูกรักไม่ได้ มันก็คือความหายนะของหนังนั่นเอง เพราะมันไม่สัมผัสหัวใจเรา

ปัญหาอีกอย่างของหนังคือความสมจริง การปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่ สถานที่ใหม่ คนใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ มันไม่ง่ายดั่งปอกกล้วยเข้าปากเหมือนในหนัง คนที่ไม่เคยเดินทางไปไหนเลยแล้ววันหนึ่งต้องย้ายไปอยู่บ้านเมืองที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนจะรู้ดีว่าการปรับตัวมันไม่ง่าย ไม่ใช่แค่ได้เจอผู้ชายคนหนึ่งก็ปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่ได้เลยอย่างในหนัง

ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้ได้รับคำชมทั้งจากนักวิจารณ์และนักดูหนังมากมาย ซึ่งประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละคนทำให้การมองหนังเรื่องหนึ่งแตกต่างกันไป สำหรับเราหนังเรื่องนี้ไม่ควรค่าแก่การได้เข้าชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยม แต่ให้คะแนนนักแสดงนำ ภาพสวย และเพลงเพราะก็แล้วกัน

ให้คะแนน 2/5

รีวิวหนัง Bridge of Spies (2015)


ภาพยนตร์: Bridge of Spies
กำกับ: Steven Spielberg
นักแสดงนำ: Tom Hanks, Mark Rylance

หนังได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริง ทนายอเมริกัน James B. Donovan ต้องว่าความให้กับสายลับรัสเซีย Rudolf Abel ซึ่งถูกจับได้ในสหรัฐ ในขณะที่ James โดนเพื่อนร่วมชาติต่อต้านหาว่าช่วยเหลือศัตรูของชาติให้พ้นโทษประหาร ทางรัสเซียก็เกิดจับนักบินสอดแนมของอเมริกันได้ การเจรจาขอแลกตัวประกันจึงเริ่มขึ้น

ใครไม่ชอบหนัง "พูด" อาจจะเบื่อและหลับได้ในช่วงครึ่งแรก เพราะแม้จะเป็นหนังที่เกิดในช่วงสงครามแต่ก็ไม่ได้มีฉากตู้มต้ามให้ได้เห็นเท่าไหร่ แต่สำหรับเราแล้ว เราไม่ได้เข้าไปดูหนังเพราะอยากดูสเปเชียลเอฟเฟค ไม่ได้อยากเห็นระเบิดภูเขาเผากระท่อมซึ่งสามารถหาดูได้ง่ายๆ จากละครของอาหลอง (ฉลอง ภักดีวิจิตร) 555+ เราสนใจที่เนื้อเรื่อง และถ้าสิ่งที่หนัง พูด พูด พูด มันมีชั้นเชิง มีตรรกะให้ได้คิด เราก็ว่ามันน่าตื่นเต้นพอๆ กับฉากแอคชั่นเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเช่นนั้น การพูดของตัวละครโดยเฉพาะ James ซึ่งเป็นทนายช่างชาญฉลาด ฉะฉาน มีไหวพริบ ทำให้น่าเอาใจช่วยจริงๆ

สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งในหนังของ Spielberg คือ แม้จะเป็นหนังสงครามหรือหนังที่พูดถึงความขัดแย้งรุนแรงแต่ก็ยังแฝงความสวยงามในความเป็นมนุษย์เอาไว้เสมอ เช่นเรื่อง War Horse, Saving Private Ryan และ Schindler's List เรื่อง Bridge of Spies ก็เช่นนั้น มนุษยธรรมที่จะช่วยเหลือทุกคนของ James ทำให้เห็นว่ามิตรภาพระหว่างคนต่างเชื้อชาตินี่แหละ คือทางแก้ไขความขัดแย้ง แต่จะมีกี่คนกันเล่าที่จะคิดถึงมิตรภาพและมนุษยธรรมมากไปกว่าผลประโยชน์ของตัวเอง...

ทางด้านการแสดงก็ต้องชม Tom Hanks ผู้ซึ่งหลอมตัวเองเข้ากับตัวละครได้แนบเนียนเช่นเคย แต่ที่โดดเด่นแม้จะเป็นแค่บทสมทบก็ต้องยกให้กับนักแสดงรางวัลออสการ์สาขาสมทบชายยอดเยี่ยม Mark Rylance ผู้ซึ่งทำให้เราเห็นใจได้เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำ สีหน้า สายตา น้ำเสียง ของเขาคือ เยี่ยม เยี่ยม เยี่ยม

ทิศทางการกำกับของ Spielberg ทำให้เรื่องที่เหมือนจะดูยากซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย สำหรับเรา Spielberg ไม่เคยทำให้ผิดหวัง!

สรุปคือหนังเรื่อง Bridge of Spies เป็นหนังที่ดูสนุกในระดับหนึ่งและเมื่อดูจบแล้วก็ยังมีอะไรให้ไปคิดต่อได้อีกหลายประเด็น 

ในเรื่องของการให้คะแนน ขอหักคะแนนตรงจุดที่ว่าหนังเดาได้ง่ายไปหน่อย 

ให้คะแนน 4/5

รีวิวหนัง The Martian (2015)


ภาพยนตร์: The Martian
กำกับ: Ridley Scott
นักแสดงนำ: Matt Damon, Jessica Chastain, Jeff Daniels

The Martian เป็นหนังไซไฟอวกาศฝีมือการกำกับของ Ridley Scott ผู้กำกับสุดเก๋า Mark Watney (Matt Damon) เป็นนักพฤกษศาสตร์ของทีมนาซ่า ระหว่างภารกิจบนดาวอังคารเกิดพายุทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเขาตายเลยทิ้งเขาไว้ที่นั่น แต่ปัญหาคือเขายังไม่ตาย ความน่าติดตามจึงเริ่มต้นขึ้น


การมองโลกในแง่ดีคือหัวใจสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตบนดาวอังคารของ Mark อุปสรรคมากมายที่เขาต้องเผชิญไม่ทำให้เขาหมดหวังที่จะกลับโลกอีกครั้งให้ได้ และด้วยความที่เขาเป็นคนอารมณ์ดี ก็เลยทำให้หนังมีมู้ดไปในทางนั้น Mark ทำให้เห็นว่าแม้สถานการณ์จะเลวร้าย แต่ถ้ามัวแต่มานั่งสิ้นหวังก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร สู้เอาเวลาหมดอาลัยตายอยากมาหาทางแก้ปัญหาดีกว่า ซึ่งจะว่าไปแล้วจุดนี้ของหนังสำหรับเรามันเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน จุดแข็งคือมันบอกตัวตนของ Mark ว่าเป็นคนสู้จริงๆ แต่จุดอ่อนคือมันทำให้เราเข้าไม่ถึงตัวตนของ Mark พูดง่ายๆ คือคนปกติไม่ได้มีความเป็นนักสู้สุดใจเหมือนที่เขาเป็น ถ้ามันมีซีนที่เขาถอดใจบ้างเหมือนที่คนปกติเขาเป็นกันคือสู้บ้างท้อบ้าง ฉากที่เขาฮึดสู้หลังจากความท้อแท้จะเป็นจุดพีคของหนังทันที แต่ไม่มี เลยทำให้หนังไม่มีจุดพีค (จะว่าไปแล้วก็อาจจะดีที่เป็นแบบนี้ไม่งั้นม้นจะไปคล้ายเรื่อง Gravity เกินไป ซึ่งเราชอบ Gravity มากกว่าเรื่องนี้)

เรื่องของการแสดง ทุกคนทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะ Matt Damon ซึ่งแบกหนังไว้เกือบทั้งเรื่อง เขาทำได้ไม่มีที่ติเท่าที่บทหนังจะเอื้ออำนวย ส่วนผู้กำกับ Ridley Scott มีชื่อเสียงเรื่องการสร้างหนังไซไฟอยู่แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ทิศทางการกำกับและวิสัยทัศน์ยังบรรเจิดเช่นเดิม

ความสนุกของหนังขึ้นอยู่กับรสนิยมคนดู แต่เมื่อมันเป็นรีวิวของเราๆ ก็ต้องเอาตัวเองเป็นตัววัด สำหรับเราหนังเรื่องนี้ได้อรรถรสพอสมควรแต่เมื่อจบแล้วก็ไม่มีอะไรให้ประทับใจ


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวคอนเสิร์ต ขนนกกับดอกไม้ The Original Returns (2558)


วันที่ 1 มีนาคม 2558 เวลา 15.00

มันคือความทรงจำดีๆ กับคอนเสิร์ตระลึกชาติในครั้งนี้ Feather and Flowers The Original Returns Concert
นักร้อง: เบิร์ด ธงไชย ใหม่ เจริญปุระ คริสติน่า มาช่า แอม เสาวลักษณ์ และ ก้อย ศรัญญ่า
แขกรับเชิญ: หนึ่งเดียวคนนี้

ในที่สุดก็ได้ดูคอนเสิร์ตที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกมา 1 ปีเต็มจาก กุมภา 2557 เลื่อนมา สิงหา 2557 จนมาได้ดูตอน มีนา 2558 อัดอั้นกันเต็มที่ ปล่อยเต็มจัดหนักกันเลยทีเดียว 

องค์ที่ 1

คอนเสิร์ตพี่เบิร์ด แน่นอนว่าต้องเปิดตัวด้วยพี่เบิร์ด และเดาไม่ยากว่าต้องมาในเพลงช้า จากนั้นก็ค่อยๆ เผยดอกไม้ทั้ง 5 ของพี่เบิร์ดทีละคน ไม่แปลกใจที่พี่ิติ๊นา พี่ใหม่ และพี่มาช่า เอาเพลงตัวเองมาร้อง โดยรีอะเรจน์ใหม่ให้มีพี่เบิร์ดมาร่วมร้องด้วย แต่แปลกใจที่พี่ก้อย และพี่แอม กลับเอาเพลงคนอื่นมาร้อง ด้านพี่ก้อยนั้นเลือกเพลง ฉันรักเธอ ของทาทามา ก็ร้องดีร้องเพราะตามท้องเรื่อง แต่ที่ประทับใจต้องยกให้พี่แอมที่ร้องเพลง อย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง ได้ไพเราะและลุ่มลึกมาก ร้องได้ฟิลต่างจากต้นฉบับดี

หลังจากเปิดตัวครบทุกคนแล้วก็ถึงเวลาพูดคุย ซึ่งก็ลื่นไหลไม่มี dead air แต่อย่างใด มีแต่แย่งกันพูดล่ะไม่ว่า 555+ งานนี้พี่เบิร์ดและทั้ง 5 สาว ต่อมุกกันสนุก แต่ที่ฮาที่สุดคงจะเป็นตอนที่พี่เบิร์ดแซวไซด์หน้าอกของพี่ติ๊นาและพี่ใหม่ แซวได้น่ารักน่าหยิกมากๆ


ยืนระหว่างใหม่และติ๊นา พี่เบิร์ดต้องหาทางแหวกอากาศหายใจ - พี่เบิร์ด

ส่วนพี่แอมก็มุกเยอะเหมือนเดิม เนื่องจากพี่แกไปทำสีผมเป็นสีบลอนด์ขาวมา พี่แกก็เลยแซวผมตัวเองซะเลย ตลกมาก


คอนเสิร์ตนี้รอมานานมาก รอจนผมขาวเลย - พี่แอม

ถัดมาเป็นการเปลี่ยนเวทีคอนเสิร์ตให้เป็นแคทวอร์ค ซึ่งแต่ละนางก็จัดเต็มตามคาด แต่ที่เริ่ดจนต้องพูดถึงคงต้องยกให้พี่ใหม่ เพราะจังหวะการเดินของนางไม่ธรรมดาจริงๆ มีการยั่วยวน หยอกเย้า โยกย้าย คือต้องยอมรับว่าเรื่องสร้างเสียงฮือฮานี่ต้องยกให้พี่ใหม่เค้าเลย

องค์หนึ่งนี้ ขอยกนิ้วให้กับเสียงของ พี่ก้อย และ พี่แอม คนนึงเสียงหวานไปถึงหัวใจ อีกคนพลังเสียงทะลุทะลวงไปถึงไขกระดูก สมแล้วที่ได้เป็นดอกไม้ของพี่เบิร์ด

องค์ที่

หลังจากปล่อยพลังเสียงกันแบบ non stop ไปในช่วงแรก ช่วงกลางคอนเสิร์ตก็เริ่มมีจังหวะคึกคักมากขึ้น นำทีมโดยสาวเปรี้ยวสุดสวย พี่มาช่า เป็นที่รู้กันว่า พี่ช่าไม่ใช่แนวจะมาแข่งร้องเพลงกับใคร พลังเสียงอาจไม่สู้ แต่ความแซ่บ นางไม่เคยเป็นรอง พี่ช่ามาด้วยเพลงเร็ว ไม่ใช่ร้องอย่างเดียว แต่เต้นด้วย โดยมีพี่เบิร์ดมาแจม การร้องดีพอใช้ แต่ที่แซ่บคือการนำท่าเต้นฮาๆ (โดยมากเอามาจากเพลงชักกะตุก จากหนังไอฟายฯ) มาจัดเต็มจัดหนัก เรียกเสียงฮา และความคึกคักได้พอสมควร 

เมื่อพี่ช่าเรียกน้ำย่อยให้แล้วก็มาจัดเต็มกันต่อเลยกับเพลงสุดมัน เพลงที่ทำให้คนทั้งฮอลล์ถ้าไม่ลุกขึ้นเต้นก็ต้องโยกตัวไปมาตามกันล่ะ นำทีมความมันโดยพี่ใหม่ เซ็ทเพลงของพี่ใหม่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า 'สามเพลงประจำชาติพี่ใหม่' คือ ควักหัวใจ กลับดึก และ สุดฤทธิ์สุดเดช นั้น สร้างความมันให้กับคนดูได้ทุกครั้ง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ขยับตัวไปพร้อมกับพี่ใหม่ตามจังหวะเพลง จากนั้นก็ต้องปิดท้ายด้วยราชินีเพลงแดนซ์อย่างพี่ติ๊นา ซึ่งแน่นอนว่าเซ็ทเพลงของเจ๊ติ๊ก็คือการ 'เมดเลย์เพลงจากอัลบัมยอดขายล้านตลับ' ของพี่แกนั่นเอง มีเพลง ไปด้วยกันนะ พลิกล๊อค พูดอีกที และ ประวัตศาสตร์ ซึ่งพี่ติ๊ก็ไม่แพ้พี่ใหม่ คือไม่ว่าจะร้องเพลงเซ็ทนี้สักกี่ครั้งก็ยังขายได้ 

องค์สองจบลงด้วยความมันส์ องค์นี้ขอยกนิ้วให้กับ พี่ใหม่ พี่ติ๊นา และ พี่มาช่า ที่ทำให้ฮอลล์อิมแพคร้อนเป็นไฟ

องค์ที่ 3

เมื่อพี่เบิร์ดรำลึกความหลัง (เรียกว่าระลึกชาติดีกว่า) แค่อินโทรเพลงขึ้นก็เรียกเสียงปรบมือได้ดังสนั่น และเพียงประโยคแรกที่พี่เบิร์ดเปล่งเสียงร้อง เสียงกรี๊ดก็ตามมาอย่างไม่หยุดยั้ง "หากเราต้องจากกัน จะเป็นด้วยเหตุใด......" โอ้ย ชอบจังเพลงนี้ ด้วยรักและผูกพัน นี่เอง พี่เบิร์ดร้องได้สักพักก็หยุด แล้วมีเสียงผู้หญิงห้าวๆ มาร้องแทน คนที่นั่งข้างๆ เราถึงกับรำพึงออกมาว่า "เสียงใครอ่ะๆ" แหม่ พี่นี่อยากจะหันไปบอกเหลือเกินว่าจำไม่ได้เหรอ เสียงของ 'หนึ่งเดียวคนนี้' ไง และแล้วเจ้าของเสียงก็ปรากฎตัว ใช่แล้ว พี่ปุ๊ อัญชลี จงคดีกิจ นั่นเอง เสียงกรี๊ดดังสนั่นหวั่นไหวมีความรู้สึกเหมือนฮอลล์สะเทือนกันเลยทีเดียว

ใครจะว่าไงไม่รู้แต่พี่เบิร์ด-พี่ปุ๊คือคู่จิ้นในตำนานของเมืองไทย - พี่เบิร์ด

นี่เป็นครั้งแรกจากการที่ดูคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดมาหลายครั้ง (ดูสดบ้าง จากดีวีดีบ้าง) ที่ได้ยินพี่เบิร์ดเรียกแขกรับเชิญว่า 'พี่' แถมยกมือไหว้นอบน้อมด้วย คือเคยชินแต่กับแขกรับเชิญที่เรียกพี่เบิร์ดว่า 'พี่เบิร์ด' แต่งานนี้พี่ปุ๊เรียกพี่เบิร์ดว่า 'เบิร์ด' เฉยๆ ฟังแล้วก็แปลกหูดี

องค์นี้บอกเลยว่าต้องยกนิ้วให้กับตำนานตัวจริงเสียงจริงอย่าง พี่ปุ๊ อัญชลี จริงๆ ทั้งพลังเสียง ทั้งความฮา พี่ปุ๊แกจัดเต็ม พี่แกบอกครั้งหน้าขอแต่ง Dress บ้างนะ ซึ่งมุกของพี่ปุ๊กก็เรียกเสียงฮาได้สนั่นฮอลจริงๆ ขนาดพี่เบิร์ดยังต้องลงไปนั่งขำ


ถ้าจะให้พี่ปุ๊เรียบร้อยแบบก้อย พี่ปุ๊ก็ทำได้ ให้เซ็กซี่แบบใหม่ พี่ปุ๊ก็ได้อยู่ ให้สง่าแบบติ๊นา พี่ปุ๊ก็สง่าได้ ให้เปรี้ยวอย่างมาช่า พี่ปุ๊ก็เปรี้ยวได้ ให้... เล็กอย่างแอม พี่ปุ๊ก็เล็กกว่า - พี่ปุ๊ 

และแล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราฉันใด คอนเสิร์ตก็ย่อมมีวันจบฉันนั้น พี่เบิร์ดบอกว่าจะคู่จิ้นคู่ขวัญคู่อะไรก็ไม่สู้ 'คู่แท้' และคนทั้งฮอลล์ก็พร้อมใจร้องเพลงร่วมกัน 'ฉันเป็นของๆ เธอ ถูกสร้างเอาไว้เพื่อเธอ ให้เธอรักฉัน ให้เธอคู่ฉันตลอดไป'



จบลงไปด้วยความประทับใจ พี่เบิร์ดเป็นศิลปินเพียงไม่กี่คนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขารักคนดู รักเวที รักการเอ็นเตอร์เทน อย่างจริงจังและจริงใจ เพราะไม่ว่าจะดูรอบไหนบ่ายหรือค่ำ พี่เบิร์ดจัดเต็มเสมอ เคยดูรอบค่ำพี่เบิร์ดก็เล่นไปซะเกือบ 4 ชั่วโมง แถมแล้วแถมอีกไม่ยอมเลิก เล่นรอบบ่ายมันมีเวลาจำกัด แต่พี่เบิร์ดก็ยืนบ๊ายบายคนดูอยู่นาน จะเข้าไปข้างหลังก็ไม่เข้า เข้าๆ ออกๆ อยู่นั่น ส่วนพวกเราก็ถ้าพี่ิเบิร์ดไม่เข้าไป พวกเราก็ไม่ลุกเหมือนกัน เอาซี่ 555+

สรุปว่าทุกคนในคอนเสิร์ตนี้มีโมเม้นให้จัดเต็มกันไปตามสไตล์ แต่ที่ต้องยกให้เป็นที่สุดของที่สุดก็คงต้องเป็นพี่เบิร์ดของเรานี่แหล่ะ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบ พี่เบิร์ดสร้างความสนุก ความซึ่ง เสียงหัวเราะ และ เสียงกรี๊ด ได้ตลอดเวลา สมแล้วที่เป็นสุดยอดซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทย!

มีแต่เขียนชมถามว่ามีข้อติมั้ย ตอบว่ามี ถามว่าแคร์มั้ย ตอบว่าไม่แคร์ nobody's perfect อะไรที่พลาดๆ ก็มองข้ามไปบ้าง เก็บไว้แต่ความประทับใจและความอิ่มเอมค่ะ

ขอยกความเป็นที่สุดจากคอนเสิร์ตนี้ให้ตามนี้

  • ที่สุดแห่งเสียงหวาน - พี่ก้อย ศรัญญ่า
  • ที่สุดแห่งพลังเสียง - พี่แอม เสาวลักษณ์
  • ที่สุดแห่งความแซ่บ - พี่มาช่า วัฒนพานิช
  • ที่สุดแห่งแฟนคลับเยอะ - พี่ติ๊นา อากีร่า
  • ที่สุดแห่งความมัน - พี่ใหม่ เจริญปุระ
  • ที่สุดแห่งตำนาน - พี่ปุ๊ อัญชลี
  • และที่สุดแห่งที่สุด - พี่เบิร์ด ธงไชย


ปลายฤทัย (กอใจ)


นิยาย: ปลายฤทัย
ผู้แต่ง: กอใจ
สำนักพิมพ์: Love by Jamsai

ปลายฤทัย เป็นผลงานลำดับที่ 3 ของกอใจ (เราเอง ^^) แต่เป็นเรื่องแรกที่ได้ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แจ่มใส วางแผงครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม 2560 เป็นเรื่องราวความรักความทรงจำระหว่าง พี่คราม กับ ยัยรุ้งตัวแสบ ที่สอดแทรกเรื่องการทำงานในสายการบินไว้เป็นระยะๆ

เราหวังว่านิยายโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องนี้จะทำให้คนอ่านอบอุ่นหัวใจค่ะ


คำโปรย

เมื่อ ปลายฤทัย สาวไฮโซขี้วีนเกิดตกอับจนต้องมาอยู่ในความดูแลของ ขอบฟ้า ชีวิตการทำงานในสายการบินแบบจริงจังของเธอจึงเริ่มขึ้น พร้อมๆ กับความรักที่ยังจำฝังใจ

และเมื่อ ขอบฟ้า อาสาจะดัดนิสัย ปลายฤทัย ชีวิตที่เคยสงบเงียบของเขาก็วุ่นวายทันที!

พบกับ "ปลายฤท้ย" ได้ตามแผงหนังสือชั้นนำทั่วไปค่ะ

ภารกิจลิขิตดวงใจ (กอใจ)


นิยาย: ภารกิจลิขิตดวงใจ
ผู้แต่ง: กอใจ

“ภารกิจลิขิตดวงใจ” เป็นนิยายเรื่องที่ 2 ที่เราลงมือแต่งค่ะ โดยตั้งใจเขียนเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว การทำความดี และคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ แต่ไม่อยากให้เป็นนิยายเครียด จึงสอดแทรกสิ่งที่อยากนำเสนอไปพร้อมๆ กับการเล่าเรื่องราวกุ๊กกิ๊กๆ น่ารักๆ ระหว่างพระเอกกับนางเอก มันจึงเป็นนิยายแนว คอมเมดี้ ดราม่า แอคชั่น แฟนตาซี พูดง่ายๆ คือครบรสนั่นเอง

เราหวังว่าคนอ่านจะได้รับความเพลิดเพลินและสาระจาก 'ภารกิจลิขิตดวงใจ' ค่ะ

จู่ๆ หญิงสาวก็รู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมา ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในเมื่อนี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่เขาบอกรัก อยู่ดีๆ จะมาตื่นเต้นทำไมกันนะ หรือเป็นเพราะอ้อมกอดอันอ่อนโยนของเขาเมื่อครู่นี้ที่ทำให้เธอหวั่นไหว - กอใจ

คำโปรย 

เขาแต่งงานกับเธอเพราะความรัก เธอแต่งงานกับเขาเพราะความจำเป็น เขาจึงต้องงัดกลเม็ดทั้งหลายมาทำให้เธอรักให้ได้ แต่มันไม่ง่ายเพราะเขาต้องรับมือกับวิญญาณพี่สาวฝาแฝดของเธอที่มาคอยป่วนทางรักเขาอยู่เรื่อย!

ขอแค่ได้รัก (กอใจ)


นิยาย: ขอแค่ได้รัก
ผู้แต่ง: กอใจ

“ขอแค่ได้รัก” เป็นนิยายเรื่องแรกที่เราแต่ง โดยมีแรงบันดาลใจมาจากประโยคที่ว่า “ความรักไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้คนทำผิด” จึงนำประโยคนี้มาเป็นแก่นของเรื่อง แล้วร้อยเรียงเรื่องราวผ่านตัวละครหลากหลายจนกลายมาเป็นนิยายรักแนวซึ้งตรึงใจเรื่องนี้ 

เราหวังว่าคนอ่านจะได้รับทั้งความบันเทิงและแง่คิดจาก 'ขอแค่ได้รัก' ค่ะ


หากเธอร้อน ขอเป็นน้ำเย็นประโลมหัวใจ หากเหน็บหนาว ขอเป็นอุ่นไอโอบรอบกายเธอ อย่าคิดว่าไม่มีใคร เพราะฉันจะอยู่ข้างเธอเสมอ อยากบอกเธอ ที่ตรงนี้ยังมีฉัน คอยห่วงใย - กอใจ

คำโปรย

อนัญญา ได้รับฉายาว่าเป็น “เจ้าแม่นักจัดงานแต่งมือทอง เธอมีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการอันบรรเจิดที่สามารถจัดงานแต่งให้คู่รักทั้งหลายออกมาได้สวยงามคู่แล้วคู่เล่า แต่กับตัวเธอเองล่ะ เมื่อไหร่จะมีงานแต่งกับเขาสักที และเมื่อรู้ตัวว่าคานทองนิเวศกำลังลอยมาหาอยู่รำไรเธอจึงต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะได้รับฉายาใหม่ว่า ”เจ้าแม่นักจัดงานแต่งคานทอง

ความรักคืออะไร มีสักกี่คนที่เข้าใจและเคยได้สัมผัสกับมันจริงๆ แล้วคนเราต้องเสียอะไรบ้างเพื่อจะได้ความรักที่แท้จริงมาครอบครอง เสียความเป็นตัวตน เสียเวลาส่วนตัว หรือแม้แต่เสียจริยธรรมอันดีกระนั้นหรือ แต่ถ้าเรามองว่าแท้จริงแล้วความรักคือการที่ได้เห็นคนที่รักมีความสุขไ ด้ดูแลสิ่งที่เขารัก ได้เห็นเขาทำสิ่งที่ดีงาม และได้พาเขาออกจากความหลงผิด เพียงแค่นี้มันก็อาจจะพอแล้ว

การตามหาความรักของอนัญญาจะสำเร็จหรือไม่ และเธอจะต้องพบเจอกับอะไรบ้างเพื่อค้นหาเขาคนนั้น คนที่จะมาพาเธอลงจากคาน

รีวิวนิยาย คำมั่นสัญญา (ทมยันตี)


นิยาย: คำมั่นสัญญา
ผู้แต่ง: ทมยันตี
สำนักพิมพ์: ณ บ้านวรรณกรรม

นิยายบางเรื่องแม้เคยอ่านแล้วแต่พอหยิบมาอ่านใหม่กลับได้ความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งแรกที่อ่าน ในขณะที่นิยายบางเรื่องไม่ว่าจะหยิบมาอ่านสักกี่ครั้งก็ยังให้ความรู้สึกเดิมอยู่

คำมั่นสัญญา คือนิยายที่ให้ความรู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจ อบอุ่น และกัดกร่อนหัวใจในทุกๆ ครั้งที่หยิบมาอ่าน ถือเป็นหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีสของนักขียนชั้นครูอย่างทมยันตีได้เลย

เคยอ่าน คำมั่นสัญญา มา 4 ครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ครั้งที่ 4 อ่านเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อหยิบมาอ่านใหม่แค่เพียงเปิดหน้าแรกน้ำตาก็คลอเสียแล้ว เพราะความทรงจำเกี่ยวกับความรักความผูกพันระหว่าง พี่รินและน้องดาค่อยๆ ย้อนคืนมาสู่หัวใจอีกครั้ง มันไม่เหมือนกับการอ่านนิยายแต่เหมือนกับการได้อ่านเรื่องของเพื่อน-พี่ที่รู้จักและผูกพัน แม้เวลาผันผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่เคยลืม


ในโลกนี้สรรพสิ่งย่อมแปรเปลี่ยน หากในหัวใจคำมั่นสัญญาย่อมเป็นนิรันดร์ - ทมยันตี

*** สปอยขั้นสูงสุด***

ในวัยเยาว์การอ่านคือการ คล้อยตามพอโตขึ้นการอ่านคือการ คิดตามและพอโตมากๆ (หรือแก่นั่นเอง) การอ่านคือการ คิดแย้งว่าถ้ามันไม่เป็นอย่างงั้นล่ะมันจะเป็นอย่างงี้ไหม และการอ่านครั้งนี้เราก็ลองคิดแย้งดู จริงๆ ไม่เชิงคิดแย้งแต่ลองคิดหาว่าอะไรคือปัญหาทั้งๆ ที่รักกันมากขนาดนั้น แม้น้องดา (นางเอก) จะอายุสั้น แต่ช่วงเวลาที่ได้อยู่บนโลกมันควรจะมีความสุขได้มากกว่านี้ซิ และคำตอบที่ได้ก็คือ เหตุทั้งหมดเกิดจาก พี่ริน(พระเอก) คนเดียว ไม่ใช่เพราะคุณแม่ของน้องดาที่เหมือนจะกีดกัน ไม่ใช่เพราะพ่อของพี่รินที่สอนให้เขาเจียมตัว แต่เป็นเพราะพี่รินเองที่ขีดเส้นบางๆ กั้นระหว่างเขากับน้องดาไว้ และมันเป็นเส้นเหนียวแน่นที่เขาเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตน้องดาหมดจดงดงาม แต่แล้วความงดงามที่เขาพยายามจัดวางให้กับเธอซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวในชีวิตของเขา กลับกลายเป็นความขมขื่นที่เธอต้องทนอยู่เพื่อทำหน้าที่ภรรยาของผู้ชายที่เธอไม่ได้รัก

เมื่อคิดแบบนี้ก็ทำให้แอบเคืองพี่รินในช่วงกลางเรื่องและสงสารน้องดามากถึงมากที่สุด มั่นใจว่าการอ่านครั้งนี้เมื่อถึงตอนจบจะสะใจในความสูญเสียของพี่ริน จะสมน้ำหน้าพี่รินที่ทุกอย่างมันเกิดจากพี่รินเอง (อินจัด) แต่แล้วเมื่อถึงท้ายเรื่องจริงๆ ความสะใจความอยากสมน้ำหน้าได้อันตรธานหายไปพร้อมกับน้ำตาลูกผู้ชายของพี่ริน ไม่มีความรู้สึกอื่นใดนอกจากสงสารสุดหัวใจ และแล้วก็ปิดหนังสือลงตรงคำว่า จบบริบูรณ์ ด้วยน้ำตาที่นองหน้า...

ต้องยอมรับว่าพล๊อตเรื่อง คำมั่นสัญญา ค่อนข้างเก่า  (แน่ล่ะก็แต่งตั้งแต่ปี 2528) สมัยนี้เรื่องชาติกำเนิดไม่น่าเป็นประเด็นที่มาขัดขวางความรักอีกแล้ว แต่ด้วยสำนวนการเขียนที่ลึกซึ้ง แม้พล็อตจะเก่าแต่ก็ยังทำให้ตรึงใจได้อยู่ และสิ่งสำคัญคือทมยันตีทำให้ตัวละครมีชีวิต อ่านแล้วรู้สึกรักและผูกพันกับพระเอกนางเอกจนเอาพวกเขาเข้ามาอยู่ในหัวใจโดยไม่รู้ตัว

คงอีกนานกว่าจะหยิบ คำมั่นสัญญา มาอ่านอีกเพราะมันเศร้าเหลือเกิน อ่าน 3 วันแล้วร้องไห้ต่ออีก 3 วัน ถามว่ารู้ว่าเศร้าแล้วอ่านทำไม ตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน มันเหมือนมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างให้คิดถึง พี่ริน-น้องดาแล้วพอหยิบมาอ่านมันก็อดไม่ได้ที่จะต้องอ่านให้จบและเสียน้ำตาให้กับความรักของทั้งคู่...

ตัวอย่างดูดวงไพ่ยิปซี (Queen of Cups เป็นคนอ่อนโยนและเก็บตัว)


เจ้าชะตา: เป็นคนอ่อนโยน เก็บตัว ช่างฝัน ช่างจินตนาการ ขี้ใจน้อย คิดมาก รักสันโดษ มีเพื่อนน้อย ความรู้สึกนึกคิดคือต้องการความเปลี่ยนแปลงในชีวิต และตอนนี้มีความเครียดอย่างสูง

สถานการณ์ปัจจุบัน: มีความคิดสร้างสรรค์ มีโครงการงานที่อยากทำมากมาย กำลังพยายามหาเงินอย่างหนักเนื่องจากการเงินกำลังย่ำแย่ และอาจมีเรื่องให้เสียเงินก้อน แต่พื้นฐานครอบครัวดี ครอบครัวคอยช่วยเหลือสนับสนุน

อนาคต: ค่อนข้างขมุกขมัว มีเรื่องที่ทำให้เครียดเข้ามา แต่คนรอบข้างจะให้ความเป็นธรรม ไม่โดนโกง อาจมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

คำแนะนำ: ไม่ควรเสี่ยงลงทุนอะไรด้วยเงินก้อนในขณะนี้ แต่ถ้าร่วมทุนกับผู้อื่นน่าจะดีและจะไม่โดนโกง ควรใช้เวลานี้ในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เข้าสังคมบ้าง เช่นไปหาที่เรียนเพื่อเสริมความรู้เกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ การพบปะผู้คนมากขึ้นจะทำให้มีไอเดียใหม่ๆ ซึ่งอาจช่วยในการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้


สรุป: มีความเครียดสูง มีโครงการงานที่อยากทำหลายอย่างแต่กังวลว่าจะทำไม่ได้ผลดังหวัง ถ้าเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองตอนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีตามมา แต่จะมาแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่ปุ๊บปั๊บ เดือนนี้ควรประหยัด ไม่ควรลงทุนสูง ควรเรียนรู้เพิ่มเติม พบปะผู้คนให้มากขึ้น และหมั่นทำบุญกับผู้ทรงศีลจะช่วยเสริมดวงให้พ้นเคราะห์ได้

หน้าไพ่
1. Queen of Cups
2. Knight of Wands
3. Eight of Swords
4. The Lovers
5. The Hermit
6. The Moon
7. Five of Pentacles
8. Justice
9. Temperance
10. Nine of Swords

สอนดูดวงไพ่ยิปซีแบบง่ายๆ (ความรู้เบื้องต้น)



เราหลงไหลในไพ่ทาโร่ (หรือที่เรียกว่าไพ่ยิปซี) ค่ะ รู้สึกว่าหน้าไพ่มันสวยดี ยามว่างก็เลยนั่งศึกษาวิธีอ่านไพ่ทาโร่ด้วยตัวเอง รู้สึกว่ามันไม่ง่ายแต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป จึงอยากนำสิ่งที่ได้ศึกษามาแบ่งปันค่ะ ใครที่อยากลองทำนายไพ่ทาโร่ด้วยตนเอง ลองอ่านความรู้เบื้องต้นได้จากบล็อกนี้นะคะ

แต่ก่อนอื่นขอให้สำรวจตัวเองก่อนค่ะว่าเหมาะกับการเป็นนักทำนายไพ่ทาโร่หรือไม่ ผู้ที่จะฝึกการทำนายไพ่ทาโร่แบบง่ายๆ จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • ความจำดี 
  • ชอบเรียงร้อยเรื่องราวจากรูปภาพ
  • ขยันฝึกฝนการทำนาย 

ถ้ามีครบทั้ง 3 ข้อนี้แล้ว ก็ไปหาซื้อไพ่ทาโร่มาเป็นสำรับของตัวเองได้เลยค่ะ ^^

ตอนต่อๆ ไปเราจะนำความหมายของไพ่แต่ละใบมาเล่าสู่กันฟังนะคะ แต่ตอนนี้ขอให้รู้จักไพ่เบื้องต้นกันก่อน ไพ่ทาโร่ในหนี่งสำรับมีไพ่ทั้งหมด 78 ใบ แบ่งเป็น 2 ชุดคือ 

  1.  ไพ่หลัก (The Major Arcana) 22 ใบ 
  2.  ไพ่รอง (The Minor Arcana) 56 ใบ 
ผู้ทำนายจะต้องจดจำหน้าไพ่และความหมายของไพ่แต่ละใบให้ได้ ซึ่งไพ่แต่ละใบมีความหมายหลักและความหมายแฝงซ่อนอยู่มากมาย ดังนั้นความจำอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ประสบการณ์ในการทำนายด้วย คือถ้าขยันฝึกทำนายเยอะๆ ก็จะจำได้และรู้ความหมายแฝงของไพ่ไปเองค่ะ

เมื่อรู้จักหน้าไพ่ทุกใบแล้วก็มาถึงรูปแบบการทำนาย ซึ่งรูปแบบการทำนายที่นิยมที่สุดก็คือการทำนายแบบ The Celtic Cross เพราะใช้ทำนายได้ค่อนข้างละเอียดและแม่นยำ สำหรับรูปแบบนี้ผู้ถูกทำนาย (หรือเรียกว่าเจ้าชะตา) ต้องเลือกไพ่จากสำรับทั้งหมด 10 ใบ จากนั้นผู้ทำนายจึงนำไพ่ทั้ง 10 ใบมาวางเรียงแบบ The Celtic Cross ซึ่งการเรียงไพ่จำเป็นต้องเรียงจากใบที่ 1 ไปจนถึงใบที่ 10 ตามที่เจ้าชะตาหยิบ ทั้งนี้เพราะว่าตำแหน่งในการวางไพ่มีความหมายแตกต่างกัน ถ้าวางไพ่สลับตำแหน่งก็อาจทำให้แปลความหมายผิดได้


ความหมายในแต่ละตำแหน่งของรูปแบบ The Celtic Cross




  • ตำแหน่งที่ 1: ลักษณะนิสัยใจคอของเจ้าชะตา
  • ตำแหน่งที่ 2: สิ่งแวดล้อมรอบตัว สถานการณ์ปัจจุบัน หรือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อเจ้าชะตา
  • ตำแหน่งที่ 3: เป้าหมายของเจ้าชะตา หรือเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขี้นในเวลาอันใกล้
  • ตำแหน่งที่ 4: พื้นฐานชีวิต ครอบครัว และคู่ครอง
  • ตำแหน่งที่ 5: เหตุการณ์ในอดีตที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน หมายถึงลูกและบริวารได้ด้วย
  • ตำแหน่งที่ 6: เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขี้น เหตุการณ์ที่จะต้องเผชิญ
  • ตำแหน่งที่ 7: อุปสรรค์และปัญหาที่เจอ หรือวิธีแก้ปัญหา
  • ตำแหน่งที่ 8: อิทธิพลของคนรอบข้างที่ส่งผลกระทบต่อเจ้าชะตา
  • ตำแหน่งที่ 9: สี่งที่ซ่อนอยู่ในใจของเจ้าชะตา ความมุ่งหวังและความกังวล
  • ตำแหน่งที่ 10: ผลสรุปทั้งหมด หรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ขั้นตอนการทำนายไพ่ทาโร่


  1. สับไพ่: เจ้าชะตาสับไพ่อย่างมีสมาธิเพื่อที่จะสื่อกับไพ่ได้
  2. ตัดไพ่: เจ้าชะตาตัดไพ่ด้วยมือซ้าย
  3. กรีดไพ่ผู้ทำนายกรีดไพ่เป็นรูปครึ่งวงกลม
  4. หยิบไพ่เจ้าชะตาถามคำถามที่อยากรู้ แล้วจึงเลือกไพ่ด้วยมือซ้าย 10 ใบ
  5. วางไพ่: ผู้ทำนายวางไพ่ตามตำแหน่ง The Celtic Cross
  6. อ่านไพ่: ผู้ทำนายดูหน้าไพ่ทั้ง 10 ใบ ให้ทำเสมือนว่าตำแหน่งไพ่คือเวที ส่วนไพ่คือตัวละคร ดังนั้นจึงต้องดูความหมายของทั้งตำแหน่งไพ่และตัวไพ่ จากนั้นจึงเรียงร้อยเรื่องราวออกมาเป็นคำทำนาย

ตอนนี้ก็รู้พื้นฐานง่ายๆ ในการทำนายไพ่ทาโร่กันแล้วนะคะ แต่ถ้ายังนึกภาพไม่ออกยังไงให้ลองไปอ่านตัวอย่างการทำนายไพ่ดูก่อนนะคะ จากประสบการณ์ของเราเองเราว่าการอ่านตัวอย่างการทำนายเยอะๆ ทำให้เข้าใจการทำนายไพ่ได้มากขี้นค่ะ

ขอให้สนุกกับการฝึกทำนายไพ่ทาโร่นะคะ

คำเตือน: การทำนายไพ่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.