รีวิวหนัง ด้วยเกล้า (2530)



ภาพยนตร์: ด้วยเกล้า
กำกับ: บัณฑิต ฤทธิ์ถกล
นำแสดงนำ: จรัล มโนเพ็ชร, จินตหรา สุขพัฒน์, สันติสุข พรหมศิริ, นฤมล นิลวรรณ

ปีแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทาน “ข้าวเปลือกจากแปลงทดลองในวังสวนจิตรลดา” ในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เสาคำ (จรัญ มโนเพ็ชร) ชาวนาจากภาคเหนือเดินทางมาร่วมงานเพื่อเก็บข้าวเปลือกของในหลวง

เสาคำนำข้าวที่ได้มากำเล็กๆ ไปหว่านบนพื้นดินที่แห้งแล้งที่บ้านเกิดของเขา ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของครอบครัวที่อยากให้เขาทำอาชีพอื่น, ความหน้าเลือดของแม่เลี้ยงบัวเรียน (นฤมน นิลวรรณ) ที่ถือโอกาสขายน้ำเอากำไร และความแห้งแล้งของธรรมชาติ แต่เสาคำก็ยังคงศรัทธาในข้าวของพ่อ

อ้าง (กฤษณ์ ศุกระมงคล) ลูกชายของเสาคำที่ได้ทุนในหลวงไปเรียนการเกษตรแล้วกลับมาทำงานให้โครงการหลวงได้ทำเรื่องขอ “ฝนหลวง” เพื่อช่วยให้ชาวนาที่หมู่บ้านของพ่อเขาปลูกข้าวได้เจริญงอกงามกันทั่วหน้า จนวันที่ฝนหลวงโปรยลงมา เสาคำก็สามารถยึดอาชีพชาวนาต่อไปได้อย่างภาคภูมิ

ด้วยเกล้าเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 40 ปีในปี 2529 และพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม 2530 เขียนบทและกำกับการแสดงโดยผู้กำกับมากฝีมือผู้ล่วงลับ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

หนังได้รางวัลตุ๊กตาทองสาขาภาพยนตร์เกียรติยศแนวสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม และเพลงนำยอดเยี่ยม และยังได้รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เพลงและดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมโดยคุณจรัล มโนเพ็ชร

ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือการนำเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวง ร. 9 มาใช้ถึง 9 เพลงได้แก่ สายฝน, ลมหนาว, ชะตาชีวิต, อาทิตย์อับแสง, ยามเย็น, แสงเดือน, แสงเทียน, ใกล้รุ่ง และยิ้มสู้

ในปี 2549 หนังเรื่องนี้ถูกนำกลับมาฉายในโรงหนังอีกเพื่อฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของในหลวง ร. 9

หนังเรื่องนี้สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของชาวนาในสมัยนั้น ซึ่งโครงการต่างๆ ของในหลวง ร. 9 ไม่ว่าจะเป็นข้าวหลวง ทุนพระราชทาน แพทย์อาสา การเลิกปลูกฝิ่น และฝนหลวง ช่วยเหลือชาวนาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริงๆ

เมื่อดูแล้วเราก็ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร. 9 ที่ทรงงานหนักเพื่อช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ท่าน


เรื่องนี้ขอไม่ให้คะแนนนะคะ เพราะถึงให้คะแนนเต็มก็ยังน้อยไปกับความประทับใจที่ได้รับจากหนังที่สร้างมาเพื่อเทิดทูลในหลวงพระองค์นี้ของเราค่ะ


เพลง ในหลวงของแผ่นดิน (OST ละครเวทีสี่แผ่นดินเดอะมิวสิคัล)


เพลง: ในหลวงของแผ่นดิน
ขับร้อง: พินต้า ณัฐนิช และ มัดหมี่ พิมดาว
เนื้อร้อง: วิเชียร ตันติพิมลพันธ์
ทำนอง: สราวุธ เลิศปัญญานุช

เพลงประกอบละครเวทีสี่แผ่นดินเดอะมิวสิคัล ที่ฟังกี่ครั้งก็น้ำตารื้นด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระมหากษัตริย์ไทย

มอง เห็นพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางคนมืดมัว เหมือนเห็นแสงทองส่อง
ใจ ตื้นตันเพียงได้มอง พนมมือทั้งสอง ก้มลงกราบด้วยหัวใจ
มอง พระผู้ทรงเมตตา เฝ้าดูแลประชา ทั่วอาณาใกล้ไกล
เมื่อยามอ่อนล้า หมดหวัง พระองค์อยู่เป็นหลักรวมหัวใจ
ยึดเหนี่ยวอยู่ภายในว่าวันพรุ่งนี้ยังมีหวัง

ในหลวง ของแผ่นดิน บันดาลให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
อยากขอ ฝากกายและใจไม่จากไปไหน
รู้แล้วว่าใครทำให้ทุกคนอยู่ร่มเย็นเช่นนี้
ในหลวง ของแผ่นดิน ได้อยู่บนผืนดินของพระองค์คือคนโชคดี
แผ่นดินนี้ มากล้นบุญคุณทวี ระลึกด้วยความภักดี
แผ่นดินนี้คือชีวิตเรา

ในหลวง ของแผ่นดิน ได้อยู่บนผืนดินของพระองค์คือคนโชคดี
แผ่นดินนี้ มากล้นบุญคุณทวี ระลึกด้วยความภักดี
แผ่นดินนี้คือชีวิตเรา

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์แสนสุขใจ
มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

ในหลวง ของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำ หยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน
ทุกข์ร้อนก็พลันสลาย ทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน

ในหลวง ของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รัก และที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็กจนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล
ชาวสยามทุกคนร่มเย็น

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์แสนสุขใจ

มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

รีวิวละครเวที สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล (2560)



ละครเวที: สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล
กำกับ: ถกลเกียรติ วีรวรรณ
นักแสดงนำ: สินจัย เปล่งพานิช, นภัทร อินทร์ใจเอื้อ, เกรียงไกร อุณหะนันทน์, รัดเกล้า อามระดิษ, อาณัตพล ศิริชุมแสง, ศรัญยู วินัยพานิช

ละครเวทีเรื่องนี้เปิดม่านทำการแสดงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2554 และเนื่องจากได้รับความนิยมอย่างสูงทำให้มีการเพิ่มรอบอีกหลายครั้ง โดยทางผู้จัดได้นำละครเวทีเรื่องนี้กลับมารีสเตจอีกครั้งในปี 2557 และอีกครั้งในปี 2560 ซึ่งในปีล่าสุดนี่แหละที่เรามีโอกาสได้ไปดู

สี่แผ่นดินคือนิยายจากผลงานการประพันธ์ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช และเนื่องจากนิยายมีความยาวมาก ทำให้เมื่อนำมาสร้างเป็นละครเวที ทีมผู้เขียนบทจึงต้องตัดทอนเนื้อหาบางส่วนแล้วนำเค้าโครงเรื่องสำคัญๆ มานำเสนอเท่านั้น

ละครดำเนินเรื่องราวผ่านสายตาของพลอย (รับบทวัยเด็กโดย นารารัศมิ์ พุ่มสุโขรักษ์ รับบทวัยรุ่นโดย อมรภัทร เสริมทรัพย์ และรับบทวัยผู้ใหญ่โดย สินจัย เปล่งพานิช) ผู้ซึ่งเกิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินสยามจนสิ้นใจหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8)  สวรรคตได้ไม่นาน เป็นชีวิตที่ยาวนานทำให้พลอยได้เห็นเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในช่วงเวลานั้นอย่างมากมาย

พลอยเติบโตมาในวัง เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็ได้สมรสกับคุณเปรม (รับบทวัยรุ่นโดย นภัทร อินทร์ใจเอื้อ รับบทวัยผู้ใหญ่โดย เกรียงไกร อุณหะนันทน์) เธอกับคุณเปรมมีลูกด้วยกัน 3 คน แต่เนื่องจากคุณเปรมมีลูกติดที่เกิดกับบ่าวในบ้านอยู่ก่อนแล้ว 1 คน พลอยจึงรับเด็กคนนี้เป็นลูกด้วยอีกคนและเธอก็รักเขาดั่งลูกแท้ๆ เมื่อเด็กทั้ง 4 เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ละคนก็มีนิสัยแตกต่างกันไป และความแตกต่างด้านความคิดเห็นเรื่องการเมืองระหว่าง อ้น (อาณัตพล ศิริชุมแสง) ลูกชายคนโตที่เป็นลูกติดของคุณเปรม และ อั้น (ศรัญยู วินัยพานิช) ลูกชายคนแรกที่เกิดกับพลอยและคุณเปรม ก็ทำให้พลอยเกิดความหนักใจและทุกข์ระทมท่ามกลางความผกผันของการเมืองไทยในสมัยนั้น

อย่างไรก็ตามไม่ว่าการเมืองไทยจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไร ผู้คนรอบข้างพลอยจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันสักเพียงไหน แต่สิ่งหนึ่งที่พลอยไม่เคยเปลี่ยนก็คือหัวใจที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว ดั่งที่เธอพูดไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องและกลับมาย้ำในตอนท้ายเรื่องว่า “อิฉัน รัก พระเจ้าอยู่หัว”

สี่แผ่นดินเดอะมิวสิคัลทำบทละครได้กลมกล่อมดีมาก เพราะผสมผสานเรื่องราวชีวิตของแม่พลอยกับเหตุการณ์เด่นๆ ของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 ได้อย่างลงตัว

ในรัชกาลที่ 5 ละครนำเสนอให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของ ร. 5 ที่ทรงวางแผนการเลิกทาสแบบไม่ให้เสียเลือดเนื้อ แม้จะต้องใช้ระยะเวลานานหลายสิบปี

ในรัชกาลที่ 6 กล่าวถึงการสร้างโรงเรียนและการฟึ้นฟูศิลปวัฒนธรรมของไทย แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยเพราะสิ้นเปลือง แต่ประเทศที่ไร้ซึ่งวัฒนธรรมจะเอาอะไรมาเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

ในรัชกาลที่ 7 เกิดความขัดแย้งด้านระบอบการปกครองประเทศ ฝ่ายหนึ่งต่อต้านการปกครองแบบเดิมเพราะต้องการให้ประเทศเข้าสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย ในขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าที่เป็นมามันดีอยู่แล้ว จึงเกิดรัฐประหารทำให้คนไทยส่วนหนึ่งต้องถูกจับเป็นนักโทษประหารข้อหาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กระทั่ง ร.7 ทรงสละราชสมบัติ นักโทษประหารเหล่านั้นจึงถูกปล่อยตัว

ในรัชกาลที่ 8 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ไทยจำใจต้องเข้าร่วมสงครามในครั้งนั้น

ละครเวทีสี่แผ่นดินเดอะมิวสิคัลเป็นละครที่ให้ความรู้ไปพร้อมๆ กับความบันเทิง เป็นละครที่ครบรสเพราะเราได้ซาบซึ้งถึงน้ำพระทัยของในหลวงในรัชกาลต่างๆ ทั้ง 4 รัชกาล ได้อิ่มเอมกับความรักอันมั่นคงระหว่างแม่พลอยและคุณเปรม ได้ประทับใจกับความรักที่แม่มีต่อลูกแม้ว่าลูกคนนั้นจะไม่ใช่ลูกในไส้ และได้หัวเราะเป็นระยะๆ กับความอารมณ์ดีของแม่ช้อย (รัดเกล้า อามระดิษ) เพื่อนสนิทแม่พลอย และคุณเพิ่ม (ตี๋ ดอกสะเดา) พี่ชายต่างแม่ของแม่พลอย

ต้องพูดตรงๆ ว่าละครเวทีเรื่องนี้เนื้อหาค่อนข้างหนักซึ่งเน้นไปที่เรื่องการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง มันไม่ใช่ละครโรแมนติกชวนฝัน และไม่ใช่ละครที่ตอนจบจะได้เห็นพระเอกนางเอกยืนกอดกัน แต่มันเป็นละครที่ให้ข้อคิดที่ดีมาก มุมมองจากตัวละครสอนให้เรารู้ว่า “การเปลี่ยนแปลงคือธรรมดาของชีวิต จงเรียนรู้และยอมรับมัน”

ละครเวทีของซีเนริโอมักเน้นให้เห็นถึงฉากที่ยิ่งใหญ่อลังการ เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่ละฉากสร้างมาได้ประณีต และการสลับฉากก็ทำได้เนียนตา ส่วนด้านการแสดงต้องปรบมือให้กับ คุณนก สินจัย ที่แม้จะไม่ได้เด่นเรื่องการร้องเพลง แต่เรื่องการแสดงเธอไม่มีที่ติ คุณนกรับบทหนักทีเดียวกับบทแม่พลอยวัยผู้ใหญ่และวัยชรา เพราะเกิดเรื่องราววุ่นวายและต้องทุกข์ระทมใจมากมายในช่วงนั้น ซึ่งคุณนกรับบทแม่พลอยได้จับใจยิ่งนัก

ที่ต้องชมด้านการแสดงอีกคนคือ อาร์ อาณัตพล ที่รับบท อ้น นายทหารผู้จงรักภักดีต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาร์เข้าถึงบทบาทได้ดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นฉากความเจียมตัวที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่พลอย ฉากที่แสดงความภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ฉากตอนอยู่ในคุก จะว่าไปแล้วก็ทุกฉากนั่นแหละ อาร์เล่นดีจริงๆ

ในส่วนของการร้องนั้น ต้องยกให้ กัน นภัทร และ ไอซ์ ศรัญยู เสียงของกันเพราะมาก ร้องได้เป๊ะจับใจทุกตัวโน๊ต ส่วนไอซ์ต้องใช้พลังสูงมากในการร้องเพลงไฮไลท์ของเขา ซึ่งเขาทำได้ประทับใจจนอยากลุกขึ้นยืนปรบมือให้เดี๋ยวนั้นเลย

หนึ่งในเพลงไฮไลท์ของ กัน นภัทร คือเพลง “ภาพ” ซึ่งเป็นเพลงที่เนื้อหาดีมาก เป็นเพลงที่สอนให้เรารู้จักพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่และอยู่กับปัจจุบันให้มีความสุข

เราจงพอใจในภาพวันนี้ ทำใจรับภาพที่มี จะมองเห็นในความงาม เพลงภาพ



และแน่นอนว่าเพลงที่เราชอบที่สุดก็ต้องเพลง “ในหลวงของแผ่นดิน” ที่แค่เพียงได้ยินเสียงดนตรีขึ้นมาเราก็น้ำตาคลอแล้ว พอฟังจนจบก็เพิ่งรู้ตัวว่าร้องไห้ออกมาตอนไหนไม่รู้

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์แสนสุขใจ มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม - เพลงในหลวงของแผ่นดิน


ขอปรบมือให้กับผู้มีส่วนร่วมในละครเวทีเรื่องนี้ทุกคน ทำได้ดีเยี่ยมและน่าจดจำมากจริงๆ

เพลง King of Kings (เพลงเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9)



เพลง: King of Kings
ขับร้อง: รวมศิลปิน
เนื้อร้อง: สุรักษ์ สุขเสวี
ทำนอง: พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

เพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ


เหนือบัลลังก์ราชัน ใต้ไตรรงค์ธงไทย
โลกระบือลือไกล กษัตราผู้เปี่ยมน้ำพระทัย
ผู้ครองแผ่นดินนี้

พระทรงคอยปัดเป่า ทุกข์และความกังวล
หลอมรวมใจปวงชน
ประหนึ่งดังพระนามภูมิพล มหาราชเกริกไกร

*โลกต่างชื่นชมพระบารมี
ล้ำศักดิ์เลิศศรีไปยังแดนไกล
สูงส่งทัดเทียมเทพไท สดุดีไว้ หนึ่งเดียวนี้

King of Kings, King of Kings
ปกครองไพร่ฟ้า ด้วยความรัก ด้วยธรรมโดยแท้จริง

King of Kings, King of Kings
ราชันผู้ยิ่งใหญ่ ก้องไปทั้งฟ้าดิน
พระทรงครองในทศพิธราชธรรม
พระชี้นำให้มีความรักและสามัคคี
King of Kings.

พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ทุกข์พระวรกาย
เพื่อปวงชนชาวไทย ได้อยู่บนผืนแผ่นดินร่มเย็น
ยั่งยืนสืบไป

เพลง The Living Proof โดย Mary J. Blige (OST The Help)


เพลง: The Living Proof
ขับร้อง: Mary J. Blige
เนื้อร้อง/ทำนอง: Mary J. Blige, Thomas Newman, Harvey Mason Jr. and Damon Thomas

เพลงจากหนังเรื่อง The Help เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าชะตาชีวิตกำลังเล่นตลก รู้สึกเหมือนจะไปต่อไม่ไหว ให้มาฟังเพลงนี้ เพราะมันเตือนใจเราว่า เราเคยผ่านเรื่องยากๆ มาแล้ว ฉะนั้นเราแกร่งพอที่จะผ่านมันไปได้อีก

It's gonna be a long long journey
It's gonna be an uphill climb
It's gonna be a tough fight
There's gonna be some lonely nights
But I'm ready to carry on
I’m so glad the worst is over (cos it almost took me out)
I can start living now ooh ooh
I feel like I can do anything
And finally I'm not afraid to breathe

Anything you say to me
And everything you do
You can’t deny the truth
Cos I’m the living proof
So many don’t survive
They just don’t make it through
But look at me oh ho
I’m the living proof - oh yes I am

Thinking 'bout how life's been painful
Took a while to learn how to smile
So now I’m gonna talk to my people oh oh
About the storm wo ooh
So glad the worst is over
I can start flying now oh ho
My best days are right in front of me
Yet I’m almost there
Cos now I’m free oh

Anything you say to me
And everything you do
You can’t deny the truth
Cos I’m the living proof
So many don’t survive
They just don’t make it through
But look at me, I’m the living proof

I know where I’m going
Cos I know where I’ve been oh oh
I kind of feel strong as
I’m gonna stay strong keep going
That’s the way that I’ll win

Anything you say to me
And everything you do (everything you do)
You can’t deny the truth
Cos I'm the living proof
So many don’t survive
They just don’t make it through
But look at me, I’m the living proof

Nothing ‘bout my life’s been easy
But nothing’s gonna keep me down no
Cos I know a lot more today
And I know yesterday
So I’m ready to carry on

เพลง My Heart Will Go On โดย Celine Dion (OST Titanic)



เพลง: My Heart Will Go On
ขับร้อง: Celine Dion
เนื้อร้อง: Will Jennings
ทำนอง: James Horner

เพลงนี้ฟังเมื่อไหร่ก็ทำให้คิดถึงความรักของ Jack กับ Rose จากหนังเรื่อง Titanic เมื่อนั้น สำหรับเราแม้หนังจะจบไปนานแล้ว แต่ความประทับใจไม่เคยจบ เพราะความรักของคนทั้งสองยังคง go on อยู่ในหัวใจเราตลอดมา


Every night in my dreams
I see you, I feel you,
That is how I know you go on

Far across the distance
And spaces between us
You have come to show you go on

Near, far, wherever you are
I believe that the heart does go on
Once more you open the door
And you're here in my heart
And my heart will go on and on

Love can touch us one time
And last for a lifetime
And never let go 'til we're gone

Love was when I loved you
One true time I hold to
In my life we'll always go on

Near, far, wherever you are
I believe that the heart does go on
Once more you open the door
And you're here in my heart
And my heart will go on and on

You're here, there's nothing I fear,
And I know that my heart will go on
We'll stay forever this way
You are safe in my heart
And my heart will go on and on

เพลง The Same Sun โดย Chris de Burgh



เพลง: The Same Sun
ขับร้อง/เนื้อร้อง: Chris de Burgh

เพลงแนวซอฟร็อคเพลงนี้ฟังกี่ครั้งก็จับใจ เป็นเพลงที่ให้ความหมายดีๆ ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะอยู่เคียงข้างเราเหมือนเดิม เฉกเช่นดวงตะวันที่ส่องแสงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

I cannot sleep tonight, I have you on my mind
Even the wind is calling your name
Though you are far away, I feel that you are near
Whispering words from over the sea
And if you wake in your night remember that I will be here;

And like the same sun that's rising on the valley with the dawn
I will walk with your shadow and keep you warm
And like the same moon that's shining through my window here tonight
I will watch in your darkness and bring you safely to the morning light

Where there is love like this, forever for all time
I will be there wherever you are
Where there are hearts that live together in one soul
Nothing on earth will keep us apart
And if you're crying inside, remember that I will be here

And like the same sun that's rising on the valley with the dawn
I will walk with your shadow and keep you warm
And like the same moon that's shining through my window here tonight
I will watch in your darkness and bring you safely to the morning light
I love you , I love you. I love you

And if you're crying inside remember that I will be here
And like the same sun that's rising on the valley with the dawn
I will walk with your shadow and keep you warm
And like the same moon that's shining through my window here tonight

I will watch in your darkness and bring you safely to the morning light
Same sun , the same moon, the same sun, the same moon
You will be forever in my world
I love you, I love you, I love you

You will be forever in my heart

รีวิวหนัง สุริโยไท (2544)



ภาพยนตร์: สุริโยไท
กำกับ: หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
นำแสดงนำ: หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี, ศรัญยู วงศ์กระจ่าง, ฉัตรชัย เปล่งพานิช, จอนนี่ แอนโฟเน่, พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, ใหม่ เจริญปุระ

สุริโยไทคือภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่องยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งที่นำนักแสดงทั่วฟ้าเมืองไทยในตอนนั้นมาร่วมแสดง ตัวละครตัวเล็กตัวน้อยแม้มีบทไม่มากแต่ก็ใช้นักแสดงดังๆ มาเล่นเต็มเรื่อง ถือเป็นหนังที่ดูยังไงก็คุ้ม

หนังเรื่องนี้ถูกสร้างจากพระดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ที่พระองค์ทรงเป็นห่วงว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยกำลังจะเลือนหายไปจากความทรงจำของคนไทย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม (ท่านมุ้ย) จึงสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนไทยได้ระลึกถึงบรรพบุรุษที่รักษาประเทศชาติให้ดำรงคงอยู่จนทุกวันนี้

หนังดำเนินเรื่องตามชีวิตของพระสุริโยไท (หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี) โดยมีความวุ่นวายในการยึดราชบัลลังก์แห่งกรุงศรีอยุธยาเป็นเส้นเรื่อง ในช่วงที่พระไชยราชาธิราช (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ครองราช ท่านแต่งตั้งพระเฑียรราชา (ศรัญยู วงศ์กระจ่าง) ซึ่งเป็นพระสวามีของพระสุริโยไทขึ้นเป็นพระมหาอุปราชา (ผู้ที่จะสืบทอดราชบังลังก์เป็นพระองค์ต่อไป) พระไชยราชามีพระมเหสีคือ ท้าวศรีสุดาจันทร์ (ใหม่ เจริญปุระ) โดยเธอลักลอบมีสัมพันธ์กับ ขุนชินราช (จอนนี่ แอนโฟเน่) จนคบคิดกันโค่นราชบัลลังก์ของพระไชยราชา ซึ่งก็ทำสำเร็จ

ศึกในบ้านยังไม่สงบดีก็ต้องมาสู้กับศึกนอกบ้านเพราะพม่านำโดย พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ (ศุภกิจ ตังทัตสวัสดิ์) ยกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยา ทำให้เกิดสงครามยุทธหัตถีขึ้นที่ทุ่งมะขามหย่อง พระสุริโยไทต้องเข้าร่วมรบและสิ้นพระชนม์ในครานั้น

หนังเรื่องนี่ถ่ายทำยาวนานหลายปี ความยาวของหนังมีถึง 5 ชั่วโมง แต่ท่านมุ้ยตัดต่อให้เหลือ 3 ชั่วโมงเพื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศไทยในปี 2544 ตอนนั้นคนไทยแห่ไปดูกันอย่างล้นหลาม ถือเป็นหนังแห่งสยามประเทศโดยแท้จริง หนังทำรายได้สูงถึง 324.5 ล้านบาท (เฉพาะกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่) ซึ่งเป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงที่สุดในตอนนั้น จนมาโดนโค่นด้วยเรื่อง พี่มากพระโขนง

เราไปดูในโรงหนังเวอร์ชั่น 3 ชั่วโมงหนึ่งรอบ และได้ดูเวอร์ชั่น 5 ชั่วโมงตอนที่ช่อง 7 นำมาฉายทางทีวีอีกหนึ่งรอบ ต้องบอกว่าเวอร์ชั่น 3 ชั่วโมงดีตรงที่กระชับ (กระชับแล้วยัง 3 ชั่วโมง) แต่บางตอนดูไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะตัดเนื้อหาไปเยอะ พอมาดูแบบ 5 ชั่วโมงเต็มทีนี้รู้เรื่องเข้าใจทั้งหมด ซึ่งขอบอกว่าเราชอบมาก บางคนอาจไม่ชอบเพราะน่าเบื่อ แต่เราชอบหนังแบบนี้อยู่แล้วก็เลยฟิน

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้เห็นจะเป็นการลงทุนสร้างฉากแต่ละฉากที่พิถีพิถันกันอย่างมาก เสื้อผ้า หน้าผม ของตัวละครแต่ละตัวก็ประณีต เรียกว่าโปรดักชั่นจัดเต็มจริงๆ แต่ต้องยอมรับว่าเนื้อหาหนังยาวมาก บทหนังไม่ใช่ไม่ดีแต่พอยาวขนาดนี้มันจึงไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน ต้องเป็นคนที่ชอบดูหนังประวัติศาสตร์จริงๆ ถึงจะชอบ

สิ่งที่เราชอบที่สุดจากหนังไม่ใช่โปรดักชั่น ไม่ใช่การตัดต่อ ไม่ใช่บทหนัง แต่เป็นการแสดง โดยเฉพาะการแสดงของ ใหม่ เจริญปุระ และ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ทั้ง 2 รับบทหนักพอสมควร พี่ใหม่ต้องใช้พลังการแสดงอย่างสูงเพราะบทมีมิติ เธอต้องเป็นทั้งผู้หญิงที่อ่อนหวาน ยั่วยวน และโหดเหี้ยมในคนๆ เดียวกัน ขณะที่พี่อ๊อฟก็แสดงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เก่งกาจและทรงอำนาจได้ดีเยี่ยม การแสดงของ 2 คนนี้จับใจเราจริงๆ

หนังสร้างมาเพื่อเชิดชูความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของพระสุริโยไทซึ่งก็ทำได้ดี แต่ต้องยอมรับว่าเนื้อหาที่สนุกจริงๆ คือเรื่องของการแย่งชิงราชบัลลังก์มากกว่า

ให้คะแนน 4/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

นำหนังเรื่องนี้มาอัพบล็อกในเดือนนี้ (เดือนแห่งการรำลึกถึงพระมหากษ้ตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทย) เพราะอยากจะบอกว่า ฉากที่เราประทับใจที่สุดจากหนังเรื่องนี้คือฉากการทำงานของพระมหากษัตริย์

หลังจากที่พระไชยราชาโดนลอบวางยาพิษ หมอหลวงบอกว่าท่านจะต้องสวรรคตภายใน 7 วัน ซึ่งไม่ใช่สวรรคตธรรมดา แต่จะได้รับความทรมานเพราะยาพิษจะออกฤทธิ์ทำให้เลือดไหลออกจากทุกส่วนของร่างกาย จะเจ็บปวดมาก จะหมดแรง และจะสิ้นลมหายใจในที่สุด สิ้นคำอธิบายจากหมอหลวงสิ่งแรกที่พระไชยราชาตรัสคือ เรียกเหล่าข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่มาให้หมด เพราะยังมีข้อราชการอีกมากที่ต้องสั่งงานให้เสร็จสิ้นก่อนจะสวรรคต

ฉากนี้ทำให้เราน้ำตาไหล เพราะถ้าเป็นเราเมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะตายแต่ก่อนตายต้องทรมานไปอีก 7 วันเราคงไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรแล้ว แต่คนที่เป็นพระมหากษัตริย์ ท่านไม่นึกถึงพระองค์เองเลย ทรงงานจนนาทีสุดท้ายจริงๆ


สดุดีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานทุกวันแม้ในวันที่ทรงพระประชวร

ทริปนครนายก 2 วัน 1 คืน @ สีดารีสอร์ท (2558)


ทริป: นครนายก
ช่วงที่ไป: พฤศจิกายน 2558

อยากไปเที่ยวน้ำตกมานานแล้ว พอเดอะแก๊งบอกให้จัดทริปเลยเลือกนครนายก และเนื่องจากเราเป็นคนจัดการทริปทั้งหมดตั้งแต่นัดเพื่อนๆ หาที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว โปรแกรมนี้เลยจัดตามใจตัวเองคือ เที่ยวมันวันเดียวสามน้ำตกเล้ยยยยย

สิ่งที่แพลน
วันแรก - อาหารเช้าที่แมคโดนัล + ทำบุญที่วัดน้ำตกสาริกา + เล่นน้ำตกสาริกา + อาหารกลางวันที่สะพานปูน + เล่นน้ำตกวังตะไคร้ + เล่นน้ำตกนางรอง + อาหารค่ำที่ครัวคุณรัช
วันกลับ - อาหารเช้าที่สีดารีสอร์ท + เล่น activity zone ในสีดารีสอร์ท + กินก๋วยเตี๋ยวเรือกะลาลุงเผ่า + ล่องเรือที่เขื่อนขุนด่านปราการชล

สิ่งที่ทำ
วันแรก - อาหารเช้าที่แมคโดนัล + ทำบุญที่วัดประสิทธิเวชคลอง 15 + อาหารกลางวันที่สะพานปูน + เล่นน้ำตกนางรอง (ดูไพ่ยิปซีให้เพื่อนๆ ที่น้ำตกนางรอง) + อาหารค่ำที่ครัวริมเขื่อน
วันกลับ- อาหารเช้าที่สีดารีสอร์ท + เล่น activity zone ในสีดารีสอร์ท + กินก๋วยเตี๋ยวเรือกะลาลุงเผ่า + ถ่ายรูปที่สันเขื่อนขุนด่านปราการชล


เป็นเรื่องปกติมากที่แพลนอะไรไว้แล้วมันก็ไม่เป็นไปตามแพลน ก็ไม่เป็นไรค่ะ ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราต้องลื่นไหลไปตามสถานการณ์ 555+ เนื่องจากกว่าจะออกจากจุดนัด กว่าจะถึงร้านแมคฯคลองสองเพื่อกินอาหารเช้า ก็ช้ากว่าที่แพลนไปเกือบชั่วโมง ไหนจะมีคนเสนอว่าถ้าจะไปวัดก็ควรไปถวายสังฆทานกันด้วย ก็เลยแวะบิ๊กซีเพื่อซื้อของสังฆทาน พอออกจากบิ๊กซีไม่นานก็เห็นป้ายวัดประสิทธิเวชก็เลยแวะกัน ทำบุญไหว้พระเสร็จจึงเดินทางต่อ เหลือบดูนาฬิกา อ้าว เที่ยงกว่าแล้วมุ่งหน้าไปสะพานปูนหาอาหารเที่ยงกินกันเลยละกัน


ที่สะพานปูนมีร้านอาหารริมลำธารหลายร้าน พอหาที่นั่งได้ก็สั่งกันแบบไม่บันยะบันยัง อากาศดีวิวสวยค่ะแต่อาหารแพงไปหน่อย รสชาติใช้ได้แต่ไม่คุ้มราคา ไม่เป็นไรถือว่าซื้อบรรยากาศ...

อิ่มหนำสำราญกันแล้วก็ไปที่พักซึ่งเลือกพักที่สีดารีสอร์ท ห้องกว้างใหญ่ ในห้องสะอาดดีแต่ค่อนข้างเก่าค่ะ ที่ห้องมีระเบียงด้วยแต่สกปรกมากคือถ้าจะมีระเบียงแล้วไม่ทำความสะอาดก็ไม่ต้องมีดีกว่านะเราว่า แฮ่ะๆๆ


สำรวจห้องนิดหน่อยก็รีบไปน้ำตก ยังต้องการไปทั้ง 3 น้ำตกอย่างที่ตั้งใจ แต่เอาเข้าจริงก็ได้แค่น้ำตกเดียวคือน้ำตกนางรอง ไปถึงก็ 4 โมงเย็นแล้ว คนอื่นเขาเดินออกแต่แก๊งเราเดินเข้า 555+ ก็ดีเหมือนกันคนไม่เยอะดีค่ะ แก๊งเรามีคละคนมากคือทั้งเด็กตั้งแต่ 8 ขวบไปถึงผู้ใหญ่อายุ 50 กว่า มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย เที่ยวกับคนหลายเพศหลายวัยก็สนุกดี แต่ละคนมีความต้องการที่หลากหลาย เช่นพอถึงน้ำตก เด็กก็รีบวิ่งลงน้ำทันที ส่วนผู้สูงวัยขอนั่งก่อนเพราะเดินมาเหนื่อย ส่วนวัยกลางๆ อย่างเราก็ปูเสื่อเปิดไพ่ยิปซีดูกันหนุกหนาน (อยากเที่ยวน้ำตกแต่ดันไม่ได้เล่นน้ำ มัวแต่ดูไพ่ -_-“)

ประมาณ 5 โมงเย็นก็มีเสียงออดดังขึ้น มองซ้ายขวาหน้าหลัง อ้าว ผู้คนที่ทีแรกยังพอมีอยู่บ้างหายไปหมดแล้วเหลือแต่กลุ่มพวกเรา 12 คนก็เลยเก็บเสื่อ เรียกเด็กขึ้นจากน้ำ เก็บของแล้วรีบออกจากบริเวณนั้นก่อนที่เขาจะปิด ไม่อยากค้างคืนริมน้ำตก ไม่ได้กลัวนะแต่เสียดายค่าที่พักที่จ่ายให้สีดารีสอร์ทไปแล้วอ่ะ 555+

นั่งเล่นและรอเด็กๆ อาบน้ำกันที่รีสอร์ทจน 6 โมงครึ่งก็ออกไปหาอาหารค่ำกินกัน อยากจะไปครัวคุณรัชที่เพื่อนแนะนำว่าอร่อยแต่ไปไม่ถึงหิวกันทั้งรถเลยหยุดที่ร้านริมเขื่อน ก็อร่อยดี ราคาสมเหตุสมผล กินเสร็จกลับที่พัก นอนเอาแรงเพราะวันรุ่งขึ้นเตรียมจะไปเล่นกิจกรรมของรีสอร์ทค่ะ





วันรุ่งขึ้น หลังมื้อเช้าก็เดินดูโซนกิจกรรม เหตุผลที่เลือกพักที่นี่เพราะกิจกรรมเขาเยอะดีแต่ต้องเสียเงินเพิ่มนะคะ ไม่ได้รวมอยู่ในค่าห้องพัก นอกจากโซนกิจกรรมแล้วยังมีโซนน่ารักๆ ไว้ให้ถ่ายรูปกันด้วย มีที่ให้เด็กๆ เลี้ยงหญ้าแกะและม้าด้วย

โซนกิจกรรมสนุกดีค่ะ ชอบๆๆ กว่าจะเล่นกิจกรรมกันเสร็จก็เกือบเที่ยงเลยไปขอเขาเช็คเอาท์เลทเขาก็ให้ได้ไม่เกินบ่ายโมง รีบอาบน้ำเก็บของ และเช็คเอาท์ตอนบ่ายโมงตรงพอดีค่ะ

ออกเดินทางไม่นานก็หิวกันสุดๆ เลยตรงไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกะลาลุงเผ่าซึ่งมีคนโพสในพันทิปว่าอร่อยก็เลยตามไปกิน ร้านนี้มีที่นั่งสองแบบคือนั่งแคร่ให้ปลาตอดขาเล่นหรือนั่งโต๊ะที่เอาเรือมาดัดแปลงเป็นโต๊ะ ส่วนชามก๋วยเตี๋ยวเขาใช้กะลามาทำค่ะ ให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์และการตกแต่งร้านเต็ม 10 ส่วนรสชาติอาหารก็ใช้ได้ค่ะ ลุงเผ่าแกมาจดออร์เดอร์เองเราถามว่าใส่พริกมาให้เลยไหม ลุงบอกใช่ เราเลยบอกเอาเผ็ดน้อย แต่จริงๆ ควรสั่งไม่เผ็ดจะดีกว่า เพราะเผ็ดน้อยของลุงเผ่าคือเผ็ดมากๆ สำหรับเรา ส่วนเผ็ดปกติของลุงแกเพื่อนเราที่ว่าแน่เรื่องกินเผ็ดยังต้องยอมแพ้ค่ะ

กว่าจะกินเสร็จก็บ่าย 2 โมง จากนั้นก็เคลื่อนพลไปเขื่อนขุนด่านปราการชล ตั้งใจว่าจะล่องเรือแต่แดดร้อนมากๆ เลยแค่ไปถ่ายรูปกันเฉยๆ แล้วก็เดินทางกลับ



ทริปนี้ก็สนุกเหมือนกับทุกๆ ทริปค่ะ กับเดอะแก๊งนี่คือจะไปเที่ยวค้างคืนกันปีละครั้ง ยังไม่ทันจบทริปก็เริ่มคุยกันถึงทริปหน้าแล้วว่าจะไปไหนกันดี แหม เรื่องกินเรื่องเที่ยวนี่แค่คุยก็สนุกแล้วว่าไหมคะ :)

ทริปพัทยา 2 วัน 1 คืน @ U Pattaya (2559)




ทริป: พัทยา
ที่พัก: U Pattaya

ช่วงที่ไป: มิถุนายน 2559

ไปเที่ยวพัทยาครั้งนี้จองที่พักที่ U Pattaya ที่นี่กำลังเป็นที่นิยมเพราะเปิดใหม่ได้ไม่นาน เราว่าคนไทยชอบลองของใหม่ ที่ไหนเปิดใหม่ๆ คนไทยมักจะแห่ไปกัน (เราถึงเราด้วย) อย่างตอนไปเกาะหัวใจมรกตที่พม่าก็เหมือนกัน เกาะเพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน คนไทยไปกันเยอะมากจริงๆ

ทราบมาว่า U Pattaya เต็มเอี๊ยดทุกห้อง คาดว่าคนคงต้องเยอะมาก แต่จริงๆ ไม่เยอะเท่าไหร่ คงเพราะเขาไม่ได้มีห้องพักมากนัก ก็ไม่พลุกพล่านดีค่ะ
บรรยากาศที่โรงแรมนี้ดีตรงที่ต้นไม้ใหญ่เยอะ ร่มรื่น การดีไซน์สังเกตว่าเน้นกลมกลืนกับธรรมชาติโดยใช้วัสดุพวกไม้กับไม่ไผ่เป็นส่วนใหญ่ ตกแต่งภายนอกได้สวยค่ะ

แต่ในส่วนของห้องพักเราว่าเล็กไปหน่อย เครื่องอำนวยความสะดวกในห้องพักก็ตามมาตรฐานไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ทำให้เราคิดว่าค่าที่พักแพงไปนิดไม่สมราคาเท่าที่ควร (ซึ่งอันนี้ก็คงแล้วแต่มาตรฐานของแต่ละคนนะคะ บางคนเขาอาจชอบแบบนี้)

เราพักห้อง Garden Villa ถ้าใครชอบห้องแบบแสงสลัวๆ คงถูกใจ แต่เราไม่ชอบ คือมีไฟให้น้อยมาก พอเริ่มพลบค่ำก็มองอะไรไม่ค่อยเห็นแล้วค่ะ (หรือว่าเราแก่แล้ว ตาไม่ดีเอง 555+)







ที่นี่ดีตรงติดชายหาดซึ่งผู้คนไม่พลุกพล่าน แถมตรงหาดก็มีเก้าอี้สวยๆ ให้นั่งเล่นนอนเล่น สบายค่ะ บางจุดมีร่มกางให้ บางจุดมีต้นไม้ใหญ่ให้อาศัยร่มเงา ชอบบรรยากาศด้านหน้าชายหาดมากค่ะ สวยและสบาย


ไปดูห้องอาหารกันค่ะ ที่นี่ห้องอาหารเล็กๆ แต่จัดที่นั่งได้น่ารัก มีทั้งโซนในห้องแอร์และนอกห้อง โต๊ะ-เก้าอี้เป็นไม้ตามคอนเซ็ปต์ สำหรับเมนูอาหารเช้าก็มีให้เลือกหลากหลายค่ะ ทั้งเบเกอรี่ ข้าวต้ม ติ่มซำ อเมริกันเบรคฟาสต์ แพนเค้ก ผลไม้ มีน้ำผลไม้ให้เลือกหลายอย่างด้วย รสชาติใช้ได้ค่ะ (ขออภัย หิวจัด มือสั่น ภาพอาหารเลยไม่ค่อยชัดค่ะ แฮ่ๆๆ)








สำหรับไฮไลท์ของทริปนี้คือการลงเล่นสระว่ายน้ำของที่พักค่ะ สระที่นี่เล็กๆ แต่เนื่องจากคนไม่เยอะก็เลยไม่อึดอัด หรือเพราะเรามากันเยอะ (11 คน เด็กอีก 2) คนอื่นเขาเลยไม่มาเล่นแถวๆ พวกเราก็ไม่รู้ค่ะ 555+

เนื่องจากเราและเพื่อนๆ ติดกับการเล่นสระน้ำแบบคนไทย คือใส่ชุดว่ายน้ำไว้ข้างในแล้วทับด้วยเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น ซึ่งสระว่ายน้ำโรงแรมของไทยส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้เขาให้กันนะคะ แต่ที่นี่ไม่ให้นะคะ ขอเตือนไว้ก่อน เขาอนุญาตให้ลงเฉพาะชุดว่ายน้ำเท่านั้น แต่พวกป้าๆ อย่างเราไม่รู้อิโหน่อิเหน่ลงไปเล่นอยู่ตั้งนานกว่าพนักงานจะมาบอกว่าไม่ได้ แฮ่ๆๆ ก็เตรียมชุดไปให้ถูกด้วยนะคะถ้าจะไปพักที่นี่

จบแล้วค่ะ นี่ก็เป็นทริปที่สนุกอีกทริปนึงค่ะ จริงๆ ไปกับเพื่อนๆ ที่รู้ใจไปไหนก็สนุกค่ะ แต่เป็นทริปที่แพงไปหน่อย ไม่ได้บอกว่าที่พักที่นี่ไม่ดีนะคะ แต่สำหรับเรามันไม่ค่อยสมราคาค่ะ

รีวิวทริประนอง - เกาะหัวใจมรกต (พม่า) - สุราษฎร์ธานี (2559)


ทริป: ระนอง-เกาะหัวใจมรกต-สุราษฎร์ธานี
ที่พัก: Tinidee Hotel Ranong
ช่วงที่ไป: เมษายน 2559

นี่คือทริปที่ไปแล้วต้องเอาให้คุ้ม เที่ยว 3 วันเก็บให้ครบทั้ง ระนอง เกาะในเขตพม่า และ สุราษฎร์ธานีค่ะ

ไฮไลท์ของทริปนี้อยู่ที่เกาะหัวใจมรกตซึ่งต้องไปขึ้นเรือที่จังหวัดระนอง แต่เนื่องจากเที่ยวบินจากกรุงเทพไประนองมีน้อยแถมออกแต่เช้าตรู่ (ตี 5:45) คิดว่าตื่นไม่ทันแน่นอนเราเลยเลือกไปลงเครื่องที่สุราษฯแทน ซึ่งบริษัททัวร์ก็จัดรถไปรับโดยคิดเพิ่มอีก 1,000 บาท (ต่อคันรถไม่ใช่ต่อคน) ทำให้แพ็คเก็จนี้ราคารวมทั้งสิ้น 7,900 บาท (เป็นค่าพาเที่ยวทุกวัน ค่าที่พัก และอาหาร 5 มื้อ) พอรวมกับค่าตั๋วเครื่องบินอีก 2,800 บาท ทริปนี้จึงเฉือนทรัพยากรเงินของเราและเพื่อนไปคนละ 10,700 บาทค่ะ


วันที่ 1


ลงเครื่องเสร็จก็มีรถตู้มารับ เมื่อมาถึงระนอง สิ่งแรกที่ทำแน่นอนคือ "กิน" เพราะถือคติเรื่องกินเรื่องใหญ่กองทัพต้องเดินด้วยท้องค่ะ 555+  อาหารเที่ยงมื้อนี้เกิดขึ้นที่ร้านสมบูรณ์โภชนา สำหรับคนที่ชอบรสจัดออกเค็มเผ็ด (แบบเพื่อนเรา) จะชอบมาก ส่วนเราชอบอาหารรสหวานทำให้รู้สึกว่าแกงส้มชะอมชุบไข่มันเผ็ดและเค็มไปหน่อย แต่ผักหวานผัดน้ำมันหอย และ ปูผัดผงกะหรี่ อร่อยดีค่ะ


กินอิ่ม มีแรง ก็เริ่มเที่ยวได้ หนึ่งในที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุุดของระนองคือ "บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน" ว่ากันว่าเมื่อแช่น้ำร้อนนี้แล้วสามารถบำบัดรักษาสุขภาพได้ เราเอาขาไปจุ่มแล้วรู้สึกร้อนมาก จึงคิดว่าไม่มีโรคอะไรให้บำบัด ก็เลยแค่ถ่ายรูปเฉยๆ ละกัน แฮ่ะๆๆ นอกจากมีบ่อน้ำร้อนแล้วยังมีธารน้ำตกให้เล่นน้ำอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ปีนี้แล้งหนักทำให้น้ำมีไม่เยอะค่ะ




จากนั้นไปต่อที่ "วัดหาดส้มแป้น" ไหว้หลวงพ่อน้อยที่ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์ จุดนี้ลืมถ่ายรูปตรงบริเวณวัดค่ะ -_-" แต่ขอบอกว่าข้างวัดมีธารน้ำไหล สวยงาม ร่มรื่น และเป็นธรรมชาติดีมากๆ ค่ะ

จากนั้นนั่งรถไปไม่ห่างกันมากคือ "ระนองแคนยอน" แม้จะเล็กๆ แต่สวยมากค่ะ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ใต้ต้นไม้ด้วย แต่ที่นี่ต้องใช้วิชาเอาตัวรอดนิดนึงนะคะ เพราะพอลงจากรถจะมีเด็กๆ ประมาณ 10 คนกรูกันเข้ามาขายอาหารปลาค่ะ (ตอนเราไปไม่มีนักท่องเที่ยวอื่น เด็กๆ เลยมาลุมกันขาย) เรากับเพื่อนช่วยซื้อทุกคนไม่ไหว จะเดินหนีก็ไม่ได้เพราะเด็กๆ ห้อมล้อมเดินดักหน้าดักหลังเต็มไปหมด ทีแรกเราว่าจะดุว่าทำแบบนี้นักท่องเที่ยวหนีหมดแต่ไม่เอาดีกว่ากลัวเสียภาพพจน์นางงามรักเด็ก 555+  เราเลยบอกให้เด็กๆ โอน้อยออกกัน ใครชนะก็จะซื้อจากคนนั้น กะว่าโอฯปั๊บ คนที่ออกแตกต่างคนแรกคือชนะก็จะซื้อเลย แต่เด็กๆ บอกไม่ใช่ ต้องโอฯแบบคัดออกจนกว่าจะเหลือคนสุดท้าย เอิ่ม นานไปนะเด็กๆ เราเลยให้พวกเขาเพลินกับการโอน้อยออกแล้วจูงมือเพื่อนแอบย่องไปถ่ายรูปกันก่อน ปรากฎว่าถ่ายรูปจนจะเสร็จแล้ว เด็กๆ ยังโอน้อยออกกันไม่เสร็จเลย 555+ ท้ายที่สุดเด็กๆ ก็ได้ผู้ชนะค่ะ เรากับเพื่ีอนก็ซื้อจากเด็กคนนี้ไปตามสัญญา


ที่ต่อไปคือ "พระราชวังรัตนรังสรรค์" ซึ่งเป็นวังจำลองค่ะ ทำจากไม้ ดูจากข้างนอกสวยงามมาก ดูจากข้างในไม่ทราบเพราะเขาไม่ให้เข้า ฮ่าๆๆ และใกล้ๆกับพระราชวังก็เป็น "หอพระ 9 เกจิอาจารย์" เดินไปไหว้สักการะบูชาได้ค่ะ



เราจบการเที่ยวในระนองสำหรับวันแรกที่นี่เพราะจะเข้าไปใช้ Facilities ของที่พัก ทริปนี้ทางทัวร์จัดให้พักที่ "โรงแรมที่นี่ดี" (Tinidee) ไฮไลท์ของโรงแรมนี้คือน้ำก๊อกในห้องน้ำเป็นน้ำแร่ ใครอยากแช่น้ำแร่ก็ลงอ่างในห้องพักได้เลย แต่เรากับเพื่อนเลือกไปเล่นน้ำที่สระซึ่งพบว่าข้างๆ สระก็มีบ่อน้ำร้อนบำบัดสุขภาพให้ด้วย ถือว่าเป็นโรงแรมที่สะดวกสบายครบครันดีค่ะ แต่ที่ตั้งไกลไปหน่อย ถ้าจะเข้าไปใจกลางตัวเมืองต้องเหมารถไป สำหรับเรื่องอาหาร เราเฉยๆ กับที่นี่นะคะ ตอนเย็นวันแรกกินบุฟเฟ่อาหารฝรั่ง ก็แค่พอทานได้ค่ะ ส่วนอาหารเช้ามีให้เลือกหลากหลายดีแต่รสชาติก็ธรรมดาๆ ค่ะ




วันที่ 2

วันนี้คือไฮไลท์ของทริปค่ะ พวกเราไปขึ้นเรือเพื่อจะข้ามไปประเทศพม่า (ทางทะเล) ซึ่งทางบริษัททัวร์ได้จัดเอกสารสำหรับยื่นตม.ไว้ให้แล้ว ใช้แค่บัตรประชาชนค่ะ ไม่ต้องใช้พาสปอร์ต ตรงจุดนี้ช้าหน่อยเพราะเกาะหัวใจมรกตเพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ไม่นานทำให้คนแห่กันไปยกใหญ่ คนเยอะมากค่ะ ต้องรอคิวกันนานเลย จุดนี้เรากับเพื่อนซึ่งไปกันสองคนได้ไปรวมกลุ่มกับลูกทัวร์คนอื่นๆ ค่ะ ทำให้ครึกครื้นขึ้นไปอีก บางกลุ่มก็มาเป็นครอบครัว บางกลุ่มก็มาเป็นคู่ หลากหลายดีค่ะ มีทั้งหมดประมาณ 50 คน เป็นคนไทยเกือบทั้งหมด การรวมกลุ่มแบบนี้ทำให้เห็นว่าถึงแม้ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่ลงเรือลำเดียวกันแล้ว (ลงเรือจริงๆ) ก็ต้องช่วยเหลือกันค่ะ เช่นมีพ่อแม่กับลูกสาววัย 2.4 ขวบ (น่ารักมาก) มาเที่ยวด้วย ระหว่างพ่อแม่ยุ่งๆ พวกเราก็ช่วยกันดูลูกสาวให้ค่ะ หรือเพื่อนเราซึ่งโชคดี เอ้ย โชคร้าย ตีเท้าไปโดนหอยเม่นใต้น้ำทำให้หนามมันฝังไปในนิ้วโป้งเท้า ก็มีคนมาช่วยดูค่ะ แต่ฮีโร่ที่ช่วยเอาหนามออกให้เพื่อนเราคือหนุ่มพม่าทีมงานของไกด์ประจำเรือค่ะ


วิธีการเอาหนามจากหอยเม่นออกคือราดบริเวณแผลด้วยน้ำส้มสายชู แต่คนเรือบอกว่าใช้ฉี่จะเวิร์คกว่า เราบอกให้เพื่อนฉี่แต่เพื่อนบอกว่าฉี่ใส่เท้าตัวเองไม่ถนัด มันจะให้เราฉี่ใส่เท้ามัน แต่พอดีเราไม่ปวด แฮ่ะๆๆ หนุ่มพม่าเลยจัดการฉี่ เอ้ย ราดด้วยน้ำส้มสายชู จากนั้นก็นำเหล็กมาเคาะๆๆ ให้ จนหนามมันโผล่ออกมาแล้วก็ดึงออก ยืนลุ้นกันทั้งเรือเลยค่ะ สนุกดี (เอิ่ม สนุกบนความทุกข์ของเพื่อน 555+) จริงๆ ไม่ได้มีแค่เพื่อนเรานะคะที่โดนหนามนี้ หลายคนก็โดนค่ะ แต่เราไม่โดนเพราะเราขาสั้นตีเท้าไปไม่ถึงพื้นน้ำ 5555555+ ดีใจที่เกิดมาเตี้ยก็คราวนี้

"เกาะหัวใจมรกต" คือที่แรกที่แวะ การจะแหวกว่ายเข้าไปสู่ใจกลางหัวใจจำเป็นต้องลอดช่องเขาไปค่ะ ซึ่งก่อนลงน้ำไกด์บอกว่าใครว่ายน้ำเป็นให้ว่ายตามไกด์คนนึงไป ส่วนใครว่ายไม่เป็นให้เกาะเชือกตามไกด์อีกคนนึงไป ปกติเราว่ายน้ำเป็นค่ะ แต่วันนั้นเลือกเป็นคนว่ายน้ำไม่เป็นดีกว่า แฮ่ะๆๆ คือว่ายเป็นแต่ไม่แข็ง เลือกแบบปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด... มาถึงเกาะหัวใจฯ ก็จริงแต่เมื่อแหวกว่ายเข้าไปใจกลางเกาะเราจะมองไม่เห็นรูปหัวใจนะคะ (จะเห็นได้จากมุมบน) แต่ถึงไม่เห็นเป็นรูปหัวใจ ยังไงก็สวยค่ะ บรรยากาศดีมากๆ ลอยคอได้นานไม่เบื่อเลยค่ะ


ขึ้นจากเกาะหัวใจฯก็ไปพักกินข้าวเที่ยงที่ "เกาะตาฟุ๊ก" ซึ่งหาดทรายที่นี่ขาวละเอียดนุ่มเท้ามาก ประหนึ่งเดินอยู่บนปุยนุ่นยังไงยังงั้น (ไม่ได้เว่อร์ พูดจริง ไม่เชื่อ ต้องลองไปเองค่ะ) อาหารมาในรูปแบบข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม และไอศรีมกะทิ ไม่แน่ใจว่าอร่อยหรือหิว เอาเป็นว่าได้อาหารปั๊บกินปุ๊บ ลืมถ่ายรูปอีกแล้ว จนอิ่มได้ครึ่งท้องถึงนึกได้ว่าต้องถ่ายรูป 555+ เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จก็เล่นน้ำกันต่อ หรือใครอยากพายเรือคานูก็ได้ตามสบายไม่เสียเงินเพิ่ม เรากับเพื่อนก็เล่นทุกอย่างค่ะ อย่างที่บอก ต้องเอาให้คุ้ม ไม่กลัวแดดกลัวดำกันเลย ณ จุดนั้น (แต่ ณ จุดนี้เมื่อกลับมาบ้านเห็นสีผิวตัวเองแล้วแอบขมขื่นเล็กน้อย ดำไปเยอะนะ!!!)






หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ไกด์ก็เรียกให้ลงเรือเพื่อไปดำน้ำดูปลาทะเลและปะการังที่ "เกาะเชือก" และ "เกาะภูเขา" ต้องบอกตรงๆ ว่าโลกใต้น้ำในส่วนของเกาะต่างๆ ในเขตพม่านั้นยังไงๆ ก็สวยไม่เท่าของไทยค่ะ คือเราก็ไม่ได้ไปดำน้ำที่เกาะของไทยเยอะนะ แต่อย่างน้อยที่เคยไปที่ภูเก็ตก็สวยกว่านี้มากมายค่ะ



วันที่ 2 แวะทั้งหมด 4 เกาะ พอจบเกาะสุดท้ายก็อ่อนระโหยโรยแรงกันทุกคน ซึ่งคนจัดทัวร์ก็รู้ใจ ยังไม่พากลับฝั่งไทย แต่ให้ไปแวะที่โรงแรม Grand Andaman ซึ่งอยู่บนเกาะหนึ่งของพม่าเพื่ออาบน้ำและกินบุฟเฟ่อาหารเย็นก่อนเดินทางกลับและนี่ก็อีกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าอาหารอร่อยจริงๆ หรือเพราะหิวจัดเลยอร่อยทุกอย่างกันแน่ 55+ และยิ่งอร่อยขึ้นไปอีกเมื่อได้กินข้าวท่ามกลางบรรยากาศที่พระอาทิตย์กำลังจะตกลงสู่ผืนน้ำ นั่งมองแล้วรู้สึกสงบสุข เป็นการจบวันที่ 2 แบบผ่อนคลายดีค่ะ



วันที่ 3

เนื่องจากระนองเป็นเมืองเล็กๆ แถมที่เที่ยวส่วนใหญ่ต้องมีน้ำถึงจะสวย แต่พอน้ำแล้งก็เที่ยวไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เราจึงขอบริษัททัวร์ให้เปลี่ยนเป็นพาเที่ยวที่สุราษฯในวันกลับแทน ทำให้วันที่ 3 ช่วงเช้าเที่ยวระนอง 3 แห่ง จากนั้นนั่งรถตู้ไปสุราษฯ กินอาหารกลางวันและเที่ยวสุราษฯอีก 2 แห่ง ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ

ที่แรกที่แวะในระนองสำหรับวันที่ 3 คือ "บ่อน้ำแร่ร้อนพรรั้ง" ที่นี่เขาให้แช่น้ำร้อนได้ค่ะ เขาบอกว่าแช่แรกๆ จะร้อนมาก ทรมานนิดๆ แต่ให้ทนไปสักพักแล้วจะสบาย แต่เรากับเพื่อนไม่ทนค่ะ! หามุมสวยๆ ถ่ายรูปแล้วไปที่ต่อไปดีกว่า อิอิ



ต่อมาก็แวะไหว้พระที่ "วัดบ้านหงาว" ที่นี่มีพระพุทธรูปที่ทำจากดีบุกค่ะ และถ้าเดินขึ้นบันไดประมาณพันขั้น (กะเอา ไม่มีใครบอก) ก็จะได้เห็นจุดชมวิวทั่วเมืองระนอง แต่ก็ตามเคย ใครจะขึ้นพันขั้นก็ขึ้นไปเรากับเพื่อนไม่ขึ้น (ไม่ขอเอาคุ้มในจุดนี้) เพราะมันร้อนมากๆ ค่ะ ไหว้พระเสร็จก็ไปต่อเลยดีกว่า


จุดท่องเที่ยวต่อมาเรียกว่า "ภูเขาหญ้า" ปกติจะมีหญ้าปกคุมสวยงาม แต่ปีนี้แล้ง หญ้าเลยไม่ขึ้น กลายเป็นภูเขาโล้นไปเลยค่ะ (ไม่มีรูปค่ะ)

จากภูเขาหญ้าก็บ๊ายบายระนอง (อ้อ อย่าลืมซื้อของฝากจากเมืองระนองคือเม็ดมะม่วงหิมพานต์นะคะ) แล้วเดินทางเข้าสู่สุราษฏร์ธานี ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ พอถึงก็หิวพอดี จะรออะไร ก็กินซิคะ :) แวะเติมพลังที่ร้าน "เพื่อนเดินทาง" ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสวนโมกข์พอดี อาหารร้านนี้อร่อยค่ะ (หิวจัดนึกได้ว่าต้องถ่ายรูปอาหารตอนกินไปได้สักพักแล้ว 555+)


กินเสร็จรถตู้ก็พาไปอีกฝั่งของถนน ก็คือ "สวนโมก" ที่นี่สงบร่มเย็นมากๆ แปลกจังที่อื่นๆ แดดร้อนเปรี้ยงๆ แต่ที่นี่ร่มรื่นแถมมีลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา สบายตัวสบายใจไปเลยค่ะ



ถัดมาก็ไปไหว้พระธาตุที่ "พระธาตุไชยา" ซึ่งตรงข้ามพระธาตุไชยาก็มี "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา" ให้เข้าไปเยี่ยมชมโดยพิพิธภัณฑ์ฯ นี้เสียค่าเข้าเพียงคนละ 20 บาทค่ะ


และแล้วทริป 3 วัน 2 คืนก็จบลงด้วยความสนุกและประทับใจ เวลาแห่งการท่องเที่ยวทำไมมันช่างรวดเร็วยิ่งนัก ทีเวลาทำงานกว่าจะผ่านไปแต่ละนาที ช๊าช้า...

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.