รีวิวหนัง Bridget Jones’s Baby (2016)



ภาพยนตร์: Bridget Jones’s Baby
กำกับ: Sharon Maguire
นักแสดงนำ: Renee Zellweger, Colin Firth, Patrick Dempsey

ธีมหลักของหนัง Bridget Jones น่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก 3 เส้าเรา 3 คน เพราะทุกภาคจะมีผู้ชายสองคนเข้ามาปั่นป่วนหัวใจของ Bridget เสมอ ภาคนี้แม้ Bridget กำลังจะมีลูกก็ยังไม่วายที่จะมีผู้ชาย 2 คนมาพัวพัน

Bridget Jones’s Diary คือภาคแรกของหนังเรื่องนี้ มันคือเรื่องราวของสาววัย 32 ที่กลัวจะขื้นคาน จึงทำทุกอย่างเพื่อจะพาตัวเองลงจากคานจนได้ลงเอยกับ Mark ผู้ชายที่เธอรักในที่สุด หนังดีและดังมากจนทำให้มี Bridget Jones: The Edge of Reason ตามมา แต่เราก็ผิดหวังกับภาค 2 เพราะเรื่องราวเละเทะไปหมด เราจึงไม่คาดหวังกับภาค 3 Bridget Jones’s Baby มากนัก แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ผิดหวัง

Bridget Jones’s Baby กล่าวถึง Bridget (Renee Zellwegger) ในวัย 43 ซึ่งเธอก็ยังวนเวียนอยู่กับการกลัวจะขึ้นคานเพราะได้เลิกรากับ Mark (Colin Firth) ไปแล้ว เธอหาทางพาตัวเองลงจากคานอีกครั้งจนไปมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับ Jack (Patrick Dempsey) เข้า แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันเธอก็มีโอกาสเจอกับ Mark และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขาด้วย ซึ่งเรื่องวุ่นๆ คงจะไม่เกิดถ้าเธอไม่ตั้งท้องขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก!

หนังเรื่องนี้มีครบทุกอารมณ์ ทั้งสนุก เศร้า เหงา ซึ้ง ตลก และประทับใจ แม้ว่ามันออกจะเพ้อฝันไปสักหน่อยกับการที่มีผู้ชาย 2 คนอยากจะเป็นพ่อของลูกในท้อง Bridget แต่ถ้ามองข้ามจุดไม่สมจริงตรงนี้ได้ มันก็คือหนังที่ให้ความบันเทิงได้ดีเรื่องนึงเลย ฉากตลกก็ตลกมาก ฉากซึ้งก็ทำได้น่ารักมาก

เราไม่รู้จริงๆ ว่าหนังต้องการให้ข้อคิดอะไร แต่ที่เรารู้สึกได้จากการดูเรื่องนี้มาตั้งแต่ภาคแรกคือ คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน

ให้คะแนน 4/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

เราชอบหนังเรื่องนี้มากแต่ก็ตัดคะแนนเพราะระหว่างดูมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามันไม่น่าเชื่อ การที่ Jack ผู้ชายเพอร์เฟคแต่ไม่คิดจะมีลูก เมื่อรู้ว่าลูกในท้อง Bridget ผู้หญิงที่เขามีสัมพันธ์แค่ชั่วคืนอาจเป็นลูกเขา เขาก็กุลีกุจอมาดูแล มันไม่น่าเชื่อเท่าไหร่

อีกจุดคือการที่ Mark ทุ่มเทเวลาให้กับงานจนลืม Bridget ทำให้ความรักต้องพังไปครั้งก่อน ก็ไม่ได้รับการแก้ไขที่ชัดเจนนัก เพราะปุบปับ Mark ก็โยนเรื่องงานทิ้งแล้วหันมาทุ่มเทให้กับ Bridget มันเล่าเรื่องสะดุดเกินไป


ถึงมันจะไม่สมจริงแต่เราก็อินกับหนัง เพราะนักแสดงเล่นได้ดีทุกคน และแม้หนังจะจบโดยไม่บอกชัดๆ ว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อของลูก Bridget แต่มันไม่สำคัญอีกแล้วล่ะ ไม่ว่าใครจะเป็นพ่อ ถ้าคนที่รัก Bridget เขาพร้อมที่จะรักลูกของเธอด้วย ไม่ว่าใครจะเป็นพ่อตัวจริง มันก็ไม่ต่างกัน

รีวิวหนัง A Monster Calls (2016)



ภาพยนตร์: A Monster Calls
ผู้กำกับ: J.A. Bayona
นักแสดงนำ: Lewis Macdougall, Felicity Jones, Sigourney Weaver, Liam Neeson (Voice)

Conor (Lewis MacDougall) เด็กชายวัย 13 ปีต้องเผชิญวิกฤตชีวิตแสนสาหัสเพราะแม่เขา (Felicity Jones) กำลังป่วยหนักจากโรคมะเร็ง แม้แม่จะคอยพร่ำบอกว่าตนเองไม่เป็นอะไรแต่เขาก็รู้ว่าแม่ใกล้จะจากไปในไม่ช้า เขาอยากไปอยู่กับพ่อ (Toby Kebbell) แต่พ่อแต่งงานใหม่มีลูกใหม่แล้วย้ายไปอยู่อเมริกา แม้พ่อจะรักเขามากแต่ก็ไม่อาจรับเขาไปอยู่ด้วยได้ เขารู้ว่าถ้าแม่จากไปเขาต้องไปอยู่กับยาย (Sigourney Weaver) แต่เขากับยายดันเข้ากันไม่ได้เอาซะเลย

ความทุกข์ที่ถาโถมทำให้ Conor สับสนกระทั่งคืนหนึ่งเวลา 12:07 นาฬิกาเขาก็พบกับสิ่งมหัศจรรย์เมื่ออสูรกายต้นไม้ (Liam Neeson) ปรากฏตัวขึ้น โดยมันบอกว่าจะเล่านิทานให้เขาฟังทีละเรื่องจนครบ 3 เรื่องจากนั้นเขาจะต้องเป็นคนเล่าเรื่องให้มันฟังบ้าง ซึ่งเรื่องที่อสูรกายต้นไม้เล่านั้นล้วนแล้วแต่มีผลทางความคิดและความเข้าใจของ Conor ทั้งสิ้น เพราะมันทำให้เด็กชายที่ต้องเผชิญความทุกข์เกินวัยเข้าใจอะไรๆ มากขื้น

A Monster Calls สร้างมาจากนิยายเยาวชนที่แต่งโดย Patrick Ness เราไม่เคยอ่านนิยายจึงไม่รู้ว่ามันสนุกไหมในรูปแบบหนังสือ แต่รูปแบบหนังคือไม่สนุกเลย หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจแต่นำเสนอได้น่าเบื่อมาก

การแสดงของ Lewis MacDougall ที่รับบทเด่นและแบกหนังไว้ทั้งเรื่องยังไม่จับใจเท่าไหร่ สิ่งที่ตัวละคร Conor เจอทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง Finding Neverland เพราะมีตัวละครเด็กที่ต้องเผชิญความทุกข์คล้ายๆ กัน แต่เรื่องนั้นนักแสดงหลักอย่าง Freddie Highmore เล่นดีกว่าเยอะ ทำให้เราอินกว่าเรื่องนี้มาก

ผู้กำกับดำเนินเรื่องได้อืดและเอื่อยมาก เราต้องดูหนังด้วยความอึดอัด และเมื่อทุกอย่างเฉลยความอึดอัดก็ไม่ได้น้อยลง เพราะต้องมาคิดอีกหลายตลบว่าหนังต้องการจะสื่ออะไร

หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็กแม้จะเป็นหนังที่มีเด็กเป็นตัวนำก็ตาม ประเด็นของหนังคือการยอมรับความรู้สึกของตัวเองและยกโทษให้ตัวเองกับความรู้สึกนั้น เพราะถ้ายังให้อภัยตัวเองไม่ได้ ความรู้สึกผิดจะเกาะกินจิตใจจนไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

ให้คะแนน 2.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

เราว่านอกจากหนังเรื่องนี้จะไม่เหมาะกับเด็กแล้ว ยังไม่เหมาะกับผู้ใหญ่ตอนต้นด้วยซ้ำ เพราะคนที่จะดูหนังเรื่องนี้แล้วซึมซับและเข้าใจได้จะต้องผ่านเหตุการณ์ในชีวิตมาพอสมควร เว้นเสียแต่ว่าคนๆ นั้นจะเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันตั้งแต่เด็กๆ

เหตุการณ์ที่ว่าคือการกำลังจะสูญเสียคนที่รักที่สุดไป แต่มันไม่ใช่แค่สูญเสียธรรมดาเพราะก่อนจะสูญเสียมันต้องผ่านความทรมานที่จะต้องยอมรับกับความสูญเสียซะก่อน พูดง่ายๆ คือถ้าใครเคยมีคนใกล้ชิดเป็นมะเร็งก็จะรู้ว่ากว่าที่เราจะเสียเขาไปนั้นเราต้องคอยเฝ้าดูแลคอยเฝ้าให้กำลังใจคนป่วยในช่วงรักษาตัวอย่างหนัก เพราะช่วงให้เคมีบำบัดคือช่วงที่คนป่วยอ่อนแอที่สุด และความอ่อนแอนั้นมันแผ่มาสู่จิตใจของคนดูแลด้วย ทำให้เราหดหู่ เศร้าหมอง จนบางครั้งก็แอบคิดว่า “อยากให้มันจบซะที”

ซึ่ง Conor ก็รู้สึกเช่นนี้ เขารู้สึกผิดที่บางครั้งอยากให้แม่จากไปซะ จะได้หลุดจากความทรมานนี้ ความรู้สึกนี้ทำให้เขาแสดงพฤติกรรมแปลกๆ ออกมามากมาย และนี่เองที่อสูรกายต้นไม้จำเป็นต้องปรากฎตัวขึ้นเพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้น

สิ่งที่อสูรกายสอนหลักๆ คือการเข้าใจความจริง ไม่ใช่การเข้าใจไปเองหรือเข้าใจในแบบที่เราอยากจะเข้าใจ เพราะเมื่อเรามองทุกสิ่งทุกอย่างจากความเป็นจริง เราก็จะยอมรับมันในแบบที่มันเป็นและสามารถเผชิญกับมันได้ แม้จะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

รีวิวหนัง Keanu (2016)


ภาพยนตร์: Keanu
ผู้กำกับ: Peter Atencio
นักแสดงนำ: Keegan-Michael Key, Jordan Peele, Keanu Reeves (Voice)

ทาสแมวทั้งหลาย ถ้าคุณคิดว่าคุณรักแมวแบบสุดติ่งกระดิ่งแมวแล้วล่ะก็ คุณต้องดูหนังเรื่องนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าคนที่รักแมวสุดๆ น่ะมันเป็นยังไง ถ้าคุณมิอาจยอมเสี่ยงตายปลอมตัวเป็นมาเฟียเพื่อช่วยแมวของคุณได้ คุณยังไม่ใช่ทาสแมวตัวจริงนะ 555+

จู่ๆ Rell Williams (Jordan Peele) ก็พบว่ามีแมวตัวน้อยมายืนอยู่หน้าประตูบ้าน เมื่อหาเจ้าของไม่เจอเขาจึงเอามาเลี้ยงไว้ด้วยความเอ็นดูแล้วตั้งชื่อมันว่า Keanu ผ่านไป 1 สัปดาห์เจ้าแมวน้อยก็หายไป เขาจึงชวนลูกพี่ลูกน้องของเขา Clarence Goobril (Keegan-Michael Key) ไปสืบหาจนพบว่าแมวน้อยได้ไปอยู่กับ Cheddar (Method Man) หัวหน้าแก๊งมาเฟียที่ทำธุรกิจค้ายา

Rell และ Clarence ตัดสินใจปลอมตัวเป็นคู่หูมาเฟียเพื่อไปต่อรองขอแมวคืน แต่มันไม่ง่ายเพราะ Cheddar ต้องการให้พวกเขาไปทำงานชิ้นสำคัญก่อนซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นงานผิดกฎหมายและเสี่ยงอันตราย จะว่าไปแล้วพวกเขาจะถอนตัวตอนนั้นเลยก็ได้ แต่ด้วยความรักแมวแบบพิกัดสูงสุดของ Rell ทำให้พวกเขาต้องเดินหน้าตามแผนต่อไป เอาเป็นว่าถ้ายังไม่ได้แมวคืนพวกเขาก็จะไม่ยอมหยุดเหมือนกัน

สารภาพว่าดูหนังเรื่องนี้เพราะรู้ว่า Keanu Reeves (พระเอกในดวงใจของเรา) ให้เสียงเป็นน้องแมวเหมียว ก็เลยไปดูแบบไม่คาดหวังอะไร แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความขำแบบงงๆ 555+ หนังมันตลกตรงที่ความเด๋อของสองหนุ่มลูกพี่ลูกน้องที่พยายามทำตัวให้เหมือนมาเฟียแต่ดูยังไงก็ไม่เหมือน

การแสดงของ Keegan-Michael โดดเด่นมาก เขาเล่นเป็นหนุ่มโรแมนติกที่ชอบฟังเพลงซึ้งๆ พอต้องมาเป็นมาเฟียมันก็เลยฮา เขาเล่นดีจนกลบ Jordan ไปเลย สำหรับการให้เสียงของ Keanu นั้นมีนิดเดียวจริงๆ เพราะน้องแมวมีบทไม่มาก แต่เนื้อเรื่องมันตลกก็เลยไม่โกรธที่ได้ยินเสียง Keanu น้อยไปหน่อย อิอิ

บทหนังวุ่นวายมาก มีเรื่องราวเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา บทพลิกไปพลิกมาด้วย จริงๆ บทมันจับฉ่ายมากนะ แต่พอมันตลกแบบมุก 5 บาท 10 บาทก็เล่น มันก็เลยลืมเรื่องความไม่เป็นโล้เป็นพายของบทไปได้ ถือว่าเป็นหนังดูฆ่าเวลาได้เพลินดีทีเดียว

ให้คะแนน 3/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

อยากเล่าความบ้าบอของบทหนังให้ฟัง คืองี้ พอ 2 หนุ่มบอก Cheddar มาเฟียตัวจริงว่าเป็นคู่หูมาเฟีย Cheddar ก็ดันเข้าใจผิดว่านี่คือคู่หู Allentown Boys ที่เพิ่งก่อคดีดังมาสดๆ ร้อนๆ เป็นคดีที่ตำรวจก็ยังจับไม่ได้ เขาเลยให้งาน 2 คนนี้ไปทำชิ้นนึงแล้วสัญญาว่าจะคืนแมวให้ โดยให้ลูกน้องไปช่วยอีก 3-4 คน หนึ่งในนั้นเป็นลูกน้องผู้หญิงชื่อ Hi-C

ทีนี้พอทำงานสำเร็จแบบฟลุ๊คๆ Cheddar ก็บอกว่าให้ทำงานอีกชิ้นนึงอีกแล้ว ซึ่ง 2 หนุ่มไม่ยอมทำแล้ว แต่ก็ไม่ล้มเลิกที่จะเอาแมวคืนก็เลยแอบไปขโมยแมว แต่โดนจับได้ จากนั้น 2 หนุ่มก็โดน Cheddar บังคับให้ไปหาเจ้าพ่อมาเฟียอีกแก๊งนึง พอไปถึงๆ ได้รู้ความจริงว่าเจ้าพ่อมาเฟียที่ Cheddar พามาหากำลังตั้งรางวัลนำจับให้คนที่นำ Allentown Boys ผู้ซึ่งฆ่าหลานชายเขาไปส่งเขาได้

Cheddar ต้องการรางวัลนำจับ แต่พอโดนเบี้ยวก็เกิดการยิงถล่มกันขึ้น 2 หนุ่มมาเฟียตัวปลอมต้องหนีเอาตัวรอด แต่ก็ต้องไปช่วยแมวก่อน ปรากฎว่าแมวตัวนี้เป็นแมวของหลานชายมาเฟียที่โดน Allentown Boys ฆ่า แมวจึงหลุดมาเดินเพ่นพ่านแล้วไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน Rell ตอนต้นเรื่อง

เรื่องยังวุ่นวายต่อไปอีกเมื่อ Rell กระโดดไปขับรถให้กับเจ้าพ่อมาเฟียในระหว่างที่เกิดการยิงต่อสู้กันวุ่นวาย แต่ว่าเขาขับรถไม่เป็น! จนท้ายสุดเมื่อ Rell ใกล้จนมุม Hi-C ก็แสดงตัวว่าเป็นตำรวจหญิงซะงั้น เรื่องก็เลยจบง่ายๆ ที่ตรงนี้แหละ


อย่างที่บอกว่าบทมันบ้าบอวุ่นวายไปหมด แต่มันตลกไง หนังไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรแต่ให้ความบันเทิงเต็มที่เลย (จริงๆ หนังอาจให้ข้อคิดนะ แต่เราคิดไม่ออก มัวแต่ขำ 555+)

รีวิวหนัง Ant-Man (2015)



ภาพยนตร์: Ant-Man
ผู้กำกับ: Payton Reed
นักแสดงนำ: Paul Rudd, Michael Douglas, Evangeline Lilly

Ant-Man สนุกกว่าที่คาด กับการดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ไม่ต้องคิดอะไรมากดูเอามันอย่างเดียวหนังเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีทีเดียว มีฉากแอคชั่นสนุกๆ บทเกี่ยวกับความรักที่พ่อมีต่อลูกก็สอดแทรกเข้ามาได้ซึ้งดี และพระ-นางก็เคมีน่ารักเชียว

Scott Lang (Paul Rudd) ต้องติดคุกเพราะการโจรกรรมแบบไม่คิดหน้าคิดหลังของเขา เมื่อออกจากคุกเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่ก็หาคนให้โอกาสได้ยากนัก ประกอบกับภรรยาเก่าของเขาที่ไม่ยอมให้เขาพบลูกสาวตัวน้อยถ้าเขายังตั้งหลักปักฐานไม่ได้ก็ยิ่งทำให้เขากดดันหนัก เขาจึงต้องหันไปทำผิดกฎหมายอีกครั้งเพื่อจะได้มีทุนไปตั้งตัว

แต่เขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกจับตามองโดย Dr. Hank Pym (Michael Douglas) ที่กำลังหาคนมาสวมชุด Ant-Man ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อไปทำภารกิจลับให้กับเขาอยู่ Hope (Evangeline Lilly) ลูกสาวของ Dr. Pym เสนอตัวเป็นคนสวมชุดพิเศษนี้เองแต่ Dr. Pym ไม่ยอมเพราะกลัวเธอจะเป็นอันตราย แต่ Hope ดันเข้าใจว่าพ่อไม่รักและไม่เชื่อมั่นในฝีมือของเธอ

Scott รับข้อเสนอของ Dr. Pym เพื่อจะได้รับเงินก้อนโตถ้าทำภารกิจเสี่ยงตายนี้สำเร็จ แต่เขาก็ต้องฝึกฝนอย่างหนักเพื่อจะได้ใช้ชุด Ant-Man ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อถึงเวลาไปทำภารกิจเขาชวนเพื่อนร่วมแก๊งอีก 3 คนไปด้วยเพื่อไปช่วย หรือไปป่วนกันแน่ก็ไม่รู้ เพราะเพื่อนทั้ง 3 ทำให้ภารกิจที่วางแผนไว้อย่างดีกลับอีรุงตุงนังกันสนุกไปเลย

Ant-Man เป็นหนังแอคชั่นคอมเมดี้ที่ไม่เน้นบทมากนัก เอาฉากแอคชั่นเป็นหลักซึ่งทำได้ดีมาก การฝึกฝนเพื่อใส่ชุด Ant-Man ของพระเอกทำให้หนังน่าตื่นตาตื่นใจ การไปทำภารกิจของพระเอกก็สนุกเพราะเพื่อนร่วมแก๊งของเขาสร้างสีสันให้หนังทั้งบู๊ทั้งฮา ในส่วนของความสัมพันธ์ หนังไม่ได้เน้นเรื่องความรักหนุ่มสาวมากนักแต่เคมีระหว่าง Scott กับ Hope ก็น่ารักน่าลุ้นดี หนังไปเน้นเรื่องพ่อกับลูกสาวมากกว่า ทั้ง Scott ที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อลูกสาวตัวน้อย และ Dr. Pym ที่ยอมให้ลูกสาวเข้าใจผิดเพื่อความปลอดภัยของเธอ

แม้หนังจะไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรมากนักตามสไตล์หนังแนวนี้ แต่เรื่องความรักความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกก็ทำได้ซาบซึ้งกินใจดี


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง Independence Day: Resurgence (2016)



ภาพยนตร์: Independence Day: Resurgence
กำกับ: Roland Emmerich
นักแสดงนำ: Liam Hemsworth, Jeff Goldblum, Bill Pullman

ดูหนังเรื่องนี้ต้องอย่าเอาไปเทียบกับภาคแรก แต่ก็ยากที่จะไม่เทียบเพราะภาคนี้อิงตัวละครและเรื่องราวจากภาคแรกเยอะเหลือเกิน เชื่อว่าคอหนังยุค ’90 คงยังติดตราตรึงใจกับหนังแอคชั่นเอเลี่ยนบุคโลกเรื่อง Independence Day ไม่หาย ต่อเมื่อมีภาคต่อซึ่งห่างจากภาคแรก 20 ปี ก็ย่อมต้องคาดหวังเป็นธรรมดาแต่เมื่อดูแล้วก็แอบผิดหวังนิดๆ นะ

ภาคนี้เป็นการเล่าเรื่องต่อจากภาคแรกว่าโลกมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างหลังจากโดนเอเลี่ยนถล่มไปเมื่อ 20 ปีก่อน มนุษย์ได้เตรียมตัวป้องกันโลกจากความกลัวที่ว่าจะโดนเอเลี่ยนบุกอีกครั้งไว้อย่างไรบ้าง แต่ขนาดมีแผนป้องกันแล้วก็ยังโดนบุกจนได้ ก็เพราะไม่ใช่มนุษย์อย่างเดียวที่อัพเกรดความสามารถตัวเอง เอเลี่ยนก็ทำได้เช่นเดียวกัน ทีนี้พอเอเลี่ยนบุกโลก อะไรที่จะทำให้มนุษย์ฝ่าสงครามครั้งนี้ไปได้ถ้าไม่ใช่ความร่วมแรงร่วมใจและความเสียสละของทุกฝ่าย

แน่นอนว่าเทคนิคด้านภาพ แสง สี เสียง พวก CG และ special effect ต่างๆ มันจะต้องเลิศล้ำนำสมัยกว่าภาคแรกเป็นอย่างมาก ทำฉากแอคชั่นได้น่าตื่นตาพอสมควรทีเดียว อีกทั้งการนำธีมของภาคแรกมาใช้คือความสามัคคีของมวลมนุษย์ที่จะนำไปต่อกรกับเอเลี่ยนก็ยังใช้ได้ดีในภาคนี้ เพียงแต่การแสดงและการขยี้บทยังทำได้ไม่ลึกซึ้งเท่าไหร่นัก ถือเป็นหนังที่ดูได้สนุกพอใช้แต่พอดูจบก็หมดความสนใจไปได้ทันทีเลย

คะแนนส่วนใหญ่ที่ให้เพราะพระเอกหล่อค่ะ อิอิ


ให้คะแนน 3/5

รีวิวหนัง The BFG (2016)


ภาพยนตร์: The BFG
กำกับ: Steven Spielberg
นักแสดงนำ: Mark Rylance, Ruby Barnhill, Penelope Wilton

หนังเรื่องนี้ทำมาให้เด็กดู เนื้อหาจึงไม่สลับซับซ้อนอะไรเลย ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า ทั้งชีวิตเธอมีแต่ความเหงา เธอเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังมานานแล้ว กระทั่งคืนหนึ่งเธอก็ได้พบเจอกับความตื่นเต้นที่สุดในชีวิต

คือเธอพบว่านอกจากตัวเธอแล้ว ยังมียักษ์ตัวใหญ่ที่ไม่หลับไม่นอนตอนกลางคืนเช่นเธออีกด้วย เจ้ายักษ์จับตัวเธอไปที่บ้านของเขาซึ่งอยู่ไกลโพ้น แต่เธอก็ไม่ได้กลัวอะไรมากนักเพราะความอยากรู้อยากเห็นที่ได้พบสิ่งใหม่ๆ มีมากกว่า เจ้ายักษ์ตัวใหญ่และเด็กหญิงตัวน้อยได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันจนเกิดเป็นความผูกพันฉันท์มิตร แม้อายุของพวกเขาจะต่างกันมากแต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับคำว่า “เพื่อน” ทำให้เด็กหญิงตั้งชื่อเจ้ายักษ์ว่า The Big Friendly Giant ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนัง The BFG นั่นเอง และไม่เพียงแต่เจ้ายักษ์เท่านั้นที่ทำให้เด็กหญิงหายเหงา เด็กหญิงเองก็ทำให้เจ้ายักษ์ซึ่งมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมีสีสันขึ้นด้วย

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่านี่คือหนังสำหรับเด็ก ดังนั้นเมื่อผู้ใหญ่ดูก็ต้องคิดแบบเด็กๆ ถ้าคิดแบบผู้ใหญ่หนังจะไม่ค่อยมีประเด็นอะไรเลย แต่ถ้าคิดแบบเด็กมันก็น่าทึ่งมากที่ให้เด็กตัวเล็กๆ ไปผจญภัยกับเจ้ายักษ์ตัวใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อได้ผู้กำกับอย่าง Spielberg มาเล่าเรื่องก็ยิ่งทำให้หนังน่าสนใจเพราะเทคนิคภาพแสงสีเสียงมันตระการตาดีสมกับเป็นหนังของพ่อมดแห่งฮอลลิวูดจริงๆ คือแค่เข้าไปดูงานภาพอย่างเดียวก็คุ้มแล้ว

และไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ดำเนินไปแบบเนิบๆ เนื้อหาเบาๆ แบบนี้จะสามารถทำให้เราแอบน้ำตาคลอได้ เพราะความผูกพันของเด็กหญิงและเจ้ายักษ์ใหญ่ใจดีนี่เองที่ยากที่จะไม่ประทับใจ ถือเป็นหนังเด็กที่เล่าเรื่องได้น่ารักและอ่อนโยนผสมกับความตื่นเต้นได้อย่างลงตัว


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง X-Men: Apocalypse (2016)


ภาพยนตร์: X-Men: Apocalypse
กำกับ: Bryan Singer
นักแสดงนำ: James McAvoy, Michael Fassbender, Jennifer Lawrence

X-Men เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีพลังพิเศษผิดจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไป โดย Professor Charles Xavier (James McAvoy) ได้ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับมนุษย์พิเศษเหล่านี้โดยเฉพาะเพื่อฝึกให้พวกเขารู้จักการใช้พลังพิเศษที่ติดตัวมาอย่างมีประโยชน์และไม่ทำร้ายใคร จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ธรรมดาได้

Professor Charles มีเพื่อนชื่อ Erik Lehnsherr (Michael Fassbender) ซึ่งมีความเชื่อที่ต่างกัน Erik เชื่อว่ามนุษย์ทั่วไปจะหาทางทำลายเหล่า X-Men ทุกวิถีทาง ความขัดแย้งระหว่าง Charles กับ Erik จึงเกิดขึ้น ต่อเมื่อมีตัวร้ายที่ต้องการครอบครองจักรวาลปรากฎตัวขึ้นและชักชวนให้ Erik เป็นพวก Charles จึงต้องเจอศึกหนักที่สุดอีกครั้ง

ความสนุกของหนังประเภทนี้แน่นอนว่าต้องฝากไว้ที่ฉากแอคชั่น ดังนั้นการที่เนื้อเรื่องๆ นี้จะไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร ดีเหมือนกันไม่ซับซ้อนดี หนังดูเข้าใจง่าย การตัดต่อก็ตัดฉับๆ เลยจนบางทีรู้สึกว่าตัดเร็วเกินไปหรือเปล่า ในส่วนของฉากแอคชั่นต้องบอกว่าสะเปะสะปะไปหน่อยเนื่องจากมีตัวละครเยอะและต่างก็ปล่อยพลังกันไม่หยุดยั้งซึ่งมันก็สนุกดีแต่บางทีก็ไม่สามารถโฟกัสไปที่จุดไหนได้เลยพูดง่ายๆ คือตัวละครเยอะเกินจนแย่งกันเด่น

อย่างไรก็ตามเหมือนบทจะให้ความสำคัญกับ Mystique (Jennifer Lawrence) มาก แต่เนื่องจากมันไม่มีที่มาที่ไปเท่าไหร่ทำให้ดูไม่น่าเชื่อในความเป็นฮีโร่สาวของเธอ และการกระทำของตัวละครบางตัวยังดูไม่มีเหตุผลดีพอ มันจึงเป็นหนังที่ดูได้แบบไม่เบื่อแต่ไม่ได้มีอะไรให้ตื่นเต้นหรือประทับใจมากนัก


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง Gods of Egypt (2016)



ภาพยนตร์: Gods of Egypt
กำกับ: Alex Proyas
นักแสดงนำ: Brenton Thwaites, Nikolaj Coster-Waldau, Gerard Butler

Gods of Egypt เป็นหนังเกี่ยวกับศึกชิงราชบัลลังก์ของคนในสายเลือดเดียวกัน คนที่เคยอ่านตำนานการสร้างโลกฉบับอียิปต์คงจะรู้จักตัวละครมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย เราก็เคยอ่านมาบ้างแต่จำไม่ได้ จึงจะรีวิวหนังอย่างเดียว โดยไม่อ้างอิงตำนานก็แล้วกัน

ในพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชของ Osiris (Bryan Brown) Set (Gerard Butler) น้องชายของ Osiris ก็ปรากฎตัวขึ้น เขาทำทีเป็นแสดงความยินดีกับพี่ชาย แต่เมื่อสบโอกาสเขาก็สังหาร Osiris พี่ชายแท้ๆ ของเขาทิ้งทันที เนื่องจากเขาต้องการชิงบัลลังก์นั่นเอง 

สิ่งนี้ทำให้ Horus (Nikolaj Coster-Waldau) ลูกชายของ Osiris โกรธมากเขาพยายามต่อสู้กับ Set ด้วยความแค้น แต่เขาก็เพลี่ยงพล้ำโดน Set ควักลูกตาออกไปเก็บไว้และถูกจับตัวไปขัง เมื่อ Set ขึ้นครองอียิปต์ได้ไม่นานแผ่นดินที่เคยสงบสุขก็ต้องเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทำให้ Bek (Brenton Thwaites) และ Zaya (Courtney Eaton) คู่รักวัยหนุ่มสาวคิดแผนการที่จะช่วยให้ Horus ได้ดวงตาคืน เพื่อที่เขาจะได้มากู้บัลลังก์ต่อไป

หนังเรื่องนี้ดูได้แบบเพลินๆ แต่อย่าถามหาสาระอะไรมากนัก คิดว่าเป็นหนังดูเอามันอย่างเดียวเพราะเนื้อหาเบาหวิว ประเด็นหลักคือการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กันระหว่าอา-หลานนั่นเอง เรื่องนี้เน้นแอ็คชั่นและฉาก CG ซึ่งต้องบอกว่าฉากแอคชั่นก็ทำได้สนุกดีแต่ CG นี่ยังไม่ค่อยเจ๋งเท่าไหร่ มันไม่เนียนตาเท่าที่ควร 

ดราม่าที่ใส่เข้ามาก็ไม่ลึกทำให้ไม่ซึ้งและไม่อิน ยิ่งเรื่องของการแสดงถือว่าไม่มีใครเล่นได้พอเหมาะพอดีเลย ไม่ขาดก็เกินกันทุกคน สิ่งที่ดีคือการดำเนินเรื่องที่เร็วไม่ยืดยาดทำให้ไม่น่าเบื่อ และก็มีฉากแอคชั่นผจญภัยเยอะ ใครชอบหนังแนวนี้น่าจะสนุก แต่เมื่อดูจบแล้วก็จบกัน ไม่มีอะไรให้คิดต่อ เป็นหนังที่ใช้ดูฆ่าเวลาถ้าไม่มีอะไรทำจริงๆ แต่ไม่ดูก็ไม่ได้ถือว่าพลาดอะไรไป


ให้คะแนน 2.5/5

รีวิวหนัง ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ (2014)



ภาพยนตร์: ไอฟาย... แต๊งกิ้ว...เลิฟยู้
กำกับ: เมษ ธราธร
นักแสดงนำ: ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร ภพธร สุนทรญาณกิจ โซระ อาโออิ

หนังตลกเรื่องนี้แฝงข้อคิดดีๆ ไว้ได้อย่างน่าประทับใจ

หนังตลกในประเทศไทยส่วนใหญ่มักจ้างนักแสดงตลกมาเป็นตัวชูโรง แล้วให้พระเอกนางเอกสาดใส่ความหวานกันแบบน่ารักปนฮา แต่ก็มีหนังตลกบางเรื่องที่เชื่อมือพระเอกนางเอกให้เล่นบทตลกกันเองและพระนางก็สามารถสร้างความฮาให้คนดูได้ไม่แพ้ตลกมืออาชีพเลย หนึ่งในนั้นคือหนังเรื่องไอฟายแต๊งกิ้วเลิฟยู้

เพลง (ไอซ์ ปรีชญา) เป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษให้สาวญี่ปุ่นชื่อคายะ (โซระ อาโออิ) จนคายะสามารถสอบผ่านได้ไปทำงานที่อเมริกา และคายะต้องการให้เพลงช่วยบอกเลิกแฟนหนุ่ม ยิม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ให้ แต่ยิมไม่ยอมเลิกและจ้างแกมข่มขู่ให้เพลงสอนภาษาอังกฤษให้เขาบ้างเพื่อที่เขาจะได้ตามไปขอคืนดีกับคายะ

ยิมกับเพลงจึงค่อยๆ เรียนรู้นิสัยกันและกันผ่านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ แต่ขณะนั้นเพลงก็เพิ่งคบหากับคุณพฤกษ์ (ตู่ ภพธร) ซึ่งเป็นหนุ่มในฝันเพราะเขาทั้งหล่อ รวย และแสนดี แต่เรื่องของหัวใจบังคับกันไม่ได้ ในเมื่อเพลงไม่ได้ชอบผู้ชายเพอร์เฟ็ค แต่ผู้ชายที่เธอชอบซึ่งไม่เพอร์เฟ็คแถมกวนโอ๊ยแบบสุดๆ ดันพยายามทำทุกอย่างเพื่อไปตามง้อแฟนเก่า เรื่องมันก็เลยอีรุงตุงนังกันสนุกไปเลย

หนังเรื่องนี้แทบจะเล่นกันแค่สองคนคือพระเอกกับนางเอก ตัวประกอบนั้นมาเป็นตัวประกอบจริงๆ แต่หนังไม่น่าเบื่อเลยเพราะการแสดงที่ลงตัวของไอซ์และซันนี่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงการพูด การโต้ตอบระหว่างกัน สีหน้าสีตาที่สื่อออกมาแทนคำพูด เล่นแบบไม่ห่วงหล่อห่วงสวยกันเลย ทำให้เรายิ้มและหัวเราะไปกับพวกเขาได้ไม่ยาก

หนังแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งแรกสาดใส่ความฮาแบบไม่ยั้ง แต่พอครึ่งหลังหนังก็ดึงเข้าสู่โหมดโรแมนติกได้อย่างแนบเนียน ทำให้เห็นว่าพระนางคู่นี้ไม่ได้มีดีแค่เล่นตลก แต่บทหวานก็เล่นได้อินฟินเว่อร์จริงๆ ขอยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับและนักแสดงนำที่พาเรื่องนี้ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างน่าชื่นชม สำหรับนักแสดงสมทบก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่บทตลกบางฉากมันก็ไม่ขำแถมยังยาวนานจนน่าเบื่อไปนิดนึง

ข้อคิดที่ได้จากหนังคือ ความรักที่แท้จริงไม่ใช่รักเพราะความเหมาะสม ไม่ใช่รักเพื่อจะได้ครอบครอง แต่รักเพื่อจะได้ทำให้คนที่เรารักมีความสุข เป็นข้อคิดที่ไม่คิดว่าจะได้จากหนังตลก ดูแล้วทำให้รู้สึก… ดี๊ดี

ให้คะแนน 4.5/5


รีวิวหนัง Bad Moms (2016)



ภาพยนตร์: Bad Moms
กำกับ: Jon Lucas, Scott Moore
นักแสดงนำ: Mila Kunis, Kathryn Hahn, Kristen Bell

Bad Moms เป็นเรื่องราวชีวิตของบรรดาแม่ๆ ที่มีหลากหลายแบบ แต่ที่เรารู้สึกคือหนังทำมาเพื่อกัดแม่ที่ต้องการเป็น “perfect moms” โดยเฉพาะ ซึ่งแม้เราไม่ได้เป็นคนชอบความเพอร์เฟคอะไรนักและยังไม่ได้เป็นแม่คน แต่เราไม่ชอบหนังเรื่องนี้เพราะมันเสนอให้เห็นด้านเดียวของการเป็นเพอร์เฟคมอม ทั้งๆ ที่ข้อดีของการพยายามที่จะเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบมันมีตั้งเยอะแยะ เพียงแค่ต้องหาตรงกลางให้เจอเท่านั้นเอง ดังนั้นข้อความที่หนังส่งมาจึงไม่โดนใจเรา

Amy (Mila Kunis) เป็นเวิร์คกิ้งมอม ที่มีภาระรัดตัวทั้งงานทั้งลูกและยังจะสามีอีก เธอพยายามทำหน้าที่ในการเป็นแม่ พนักงานบริษัท และภรรยาให้ดีที่สุด เธอมีแก๊งเพื่อนคุณแม่อีกสองคนซึ่งก็มีปัญหาในการเป็นแม่เหมือนกันคือ Kiki (Kristen Bell) แม่เต็มตัวที่ไม่ต้องทำงาน แต่การมีลูกติดๆ กันทำให้เธอต้องรับภาระเลี้ยงลูกเล็กๆ หลายคนพร้อมกัน ขณะที่สามีเธอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะถือว่าทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวแล้ว และ Carla (Kathryn Hahn) เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งยังไม่ค่อยอยากเป็นแม่เท่าไหร่ ยังอยากเป็นอิสระเที่ยวกลางคืนหาความสุขใส่ตัวอยู่ แก๊งแม่สามคนนี้ต้องมาปะทะกับแก๊งเพอร์เฟคมอมส์อีกสามคนซึ่งทั้งสามนางมีความคิดที่แตกต่างจากแก๊งนางเอกโดยสิ้นเชิง

เรื่องมาพีคตรงที่นางเอก Amy และ Gwendolyn (Christina Applegate) หัวหน้าแก๊งเพอร์เฟคมอมส์จะต้องลงสมัครเลือกตั้งเพื่อเป็นประธานสมาคมแม่บ้านของโรงเรียนที่ลูกๆ ของพวกเธอเรียนอยู่ การแข่งขันจึงเกิดขึ้น

หนังเรื่องนี้เป็นหนังกี่ยวกับแม่แต่เล่าเรื่องความผูกพันระหว่างแม่กับลูกน้อยมาก ทำให้ไม่อินกับความเป็นแม่ของตัวละครเอกเลย กลายเป็นว่าความผูกพันในแก๊งเพื่อนยังโดดเด่นกว่าอีก คะแนนที่ให้กับหนังเรื่องนี้ก็ให้จากจุดที่เกี่ยวกับการให้กำลังใจกันระหว่างเพื่อนเท่านั้น เพราะจุดอื่นๆ และปัญหาของตัวละครถูกแก้ไปแบบไม่เข้าท่าเท่าไหร่

หนังพยายามจะบอกว่าทุกคนต้องการเป็นแม่ที่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ที่เพอร์เฟค แต่กลับนำเสนอไปในทางตลกที่ไม่ตลก และจริงๆ แล้วปัญหาหลักของนางเอกไม่ใช่เรื่องการแข่งขันกับแก๊งตัวร้าย แต่มันคือการที่เธอไม่รู้จักบริหารเวลา เอาเวลางานกับเวลาครอบครัวมาผสมปนเปกันไปหมด แล้วมาอ้างว่าทำดีที่สุดแล้ว ตรงนี้คือไม่อิน

ส่วนเพื่อนนางเอกที่เลี้ยงลูกไม่ไหวเพราะสามีไม่ช่วย อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับการเป็นแม่ที่เพอร์เฟคหรือไม่เพอร์เฟค แต่คือการไม่รู้จักการสื่อสารกันในครอบครัว ซึ่งสุดท้ายเราก็ไม่ได้เห็นว่าครอบครัวนี้ได้แก้ปัญหาด้านการสื่อสารแต่อย่างใด เพราะหนังนำเสนอแค่ว่าให้ระเบิดอารมณ์ออกไป เดี๋ยวคนเป็นสามีก็ยอมเอง อ้าว ซะงั้น!! 

และสุดท้ายคือเพื่อนของนางเอกอีกคนที่ไม่ได้มีความอยากเป็นแม่ ที่มาเป็นแม่เพราะความผิดพลาดหรืออะไรหนังไม่ได้กล่าวละเอียด แต่จะมาอ้างว่าเป็นแม่ต้องมีชีวิตส่วนตัวแล้วละเลยลูก อันนี้คือไม่เห็นด้วย แล้วจู่ๆ หนังก็ตัดมาว่านางซึ้งใจในการเป็นแม่ในที่สุดโดยไม่มีที่มาที่ไป นี่คืองง

เราไม่เคยคาดหวังอะไรกับหนังตลก แต่ถ้าจะตลกแล้วให้ข้อคิดที่ฉาบฉวยแบบนี้ ไม่ต้องให้ข้อคิดเลยก็ได้ เอาฮาอย่างเดียวดีกว่า และที่แย่ที่สุดคือเราไม่ฮากับมุกที่หนังเรื่องนี้ประโคมมาให้

เมื่อดูหนังจบเราส่ายหัวแล้วคิดในใจว่า อย่าริอาจเป็นแม่คน ถ้าแม้แต่ตัวเองก็ยังดูแลไม่ได้!

ให้คะแนน 0.5/5


รีวิวหนัง The Lake House (2006)



ภาพยนตร์: The Lake House
กำกับ: Alejandro Agresti
นักแสดงนำ: Keanu Reeves, Sandra Bullock, Christopher Plummer

The Lake House คือหนังรีเมคจากหนังเกาหลีเรื่อง il Mare โดยเส้นเรื่องหลักเหมือนกันตรงที่พระเอกกับนางเอกมีชีวิตอยู่กันคนละช่วงเวลา แต่ไม่ใช่หนังย้อนอดีตไปไกล เพราะพวกเขาอยู่ต่างกันแค่สองปี

Dr. Kate Foster (Sandra Bullock) ย้ายออกจากบ้านริมทะเลไปอยู่ในตัวเมือง เธอทิ้งจดหมายไว้ที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านเพื่อขอให้คนที่จะมาอยู่บ้านหลังนี้ต่อช่วยส่งจดหมายที่อาจจะตกค้างมาถึงเธอไปที่อยู่ใหม่ให้ด้วย ขณะที่ Alex Wyler (Keanu Reeves) กำลังย้ายเข้าไปอยู่บ้านริมทะเล เขาได้รับจดหมายจากตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน และพบว่าคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้อยู่ห่างจากเขาสองช่วงปี

แม้จะเป็นหนังรีเมคที่มีเนื้อหาหลักเหมือนต้นฉบับ แต่รายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างมาก ทำให้หนังเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดนี้มีความสนุกและน่าติดตามไปอีกแบบ ขนาดเพิ่งดู il Mare จบแล้วมาดูเรื่องนี้ต่อทันทีก็ไม่น่าเบื่อ บทหนังทำได้ดีเรื่องการอุดช่องโหว่ที่ต้นฉบับทำไว้ ทำให้เนื้อเรื่องมีความสมบูรณ์มากขึ้น แถมการแต่งให้พระเอก-นางเอกมีเรื่องราวชีวิตที่เด่นชัดก็ยิ่งทำให้หนังมีมิติมากกว่าแค่เรื่องราวความรักของคนสองคนที่อยู่ต่างมิติเวลากัน

ในส่วนของภาพและดนตรีประกอบของเวอร์ชั่นนี้ก็โดดเด่นไม่ต่างจากเวอร์ชั่นเกาหลีเลย เมื่อเนื้อเรื่องถูกแต่งเติมให้เข้าใจง่ายขึ้นในแบบฉบับฮอลลีวูด ก็ทำให้เราดูได้แบบเพลินๆ ไม่ต้องคอยปะติดปะต่อเรื่องความต่างของเวลามากนัก การตัดต่อก็ทำได้ดีเพราะหนังแบบนี้มันงงได้ง่าย แต่เขาตัดต่อสลับไปมาได้สนุกทำให้เรื่องไม่น่าเบื่อและไม่เรื่อยๆ เอื่อยๆ จนเกินไป

พระเอกนางเอกแสดงได้เข้าขากันดีมาก คงเพราะ Keanu และ Sandra มีเคมีที่ลงตัวแบบแค่คุยกันผ่านจดหมายไม่ได้เจอหน้ากันก็ทำให้ฟินได้แล้ว สมกับที่เป็นคู่ขวัญกันมาตั้งแต่เรื่อง Speed 

ปกติ Keanu ไม่ค่อยได้รับบทที่ได้แสดงอารมณ์มากนัก แต่เรื่องนี้มีฉากอารมณ์เข้ามาทำให้ได้เห็นฝีมือเขาว่าไม่น้อยไปกว่าใครเลย ส่วน Sandra ไม่ต้องห่วง เธอสวย สง่า น่ารัก จนอยากสิงร่างเธอเหลือเกิน 555+

ให้คะแนน 4.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

ให้คะแนนเวอร์ชั่นรีเมคมากกว่าต้นฉบับนิดนึงเพราะหนังลงรายละเอียดตัวละครได้ลึกซึ้งกว่า ต้นฉบับค่อนข้างเน้นไปที่ความเหงาของคนสองคนโดยไม่มีรายละเอียดรอบตัวมากนัก เราจึงไม่รู้ถึงปมของความเหงาที่ทำให้คนคู่นี้ต้องชะตากันแค่เพียงรู้จักกันผ่านจดหมาย แต่ฉบับรีเมคเพิ่มเรื่องราวครอบครัวพระเอกและการทำงานของนางเอกเข้ามา ทำให้เข้าใจถึงรากลึกของความเหงาของคนทั้งคู่ได้ดีขึ้น

พระเอกคิดว่าพ่อไม่รักจึงเป็นคนขาดความรักและหมกตัวอยู่กับตัวเองไม่เปิดใจให้ใคร นางเอกเป็นหมอต้องพบเจอความตายอยู่ตลอดเวลาทำให้จิตใจหดหู่และยังหาไม่พบว่าใครหรืออะไรที่จะทำให้หัวใจเธอแช่มชื่นขึ้น เหมือนชีวิตของทั้งคู่รอคอยใครคนหนึ่งอยู่ ต่อเมื่อมารู้จักกันทั้งคู่ก็ค้นพบว่าปัญหาทุกอย่างที่เผชิญ มันรู้สึกเบาบางลงได้เมื่อรู้ว่ามีใครคนหนึ่งรอคอยที่จะรับรู้เรื่องราวชีวิตของตนเองอยู่

ประเด็นของฉบับรีเมคค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของการอดทนรอคอย ตอนต้นเรื่องมีคนถามนางเอกว่า เราควรจะรอจนกว่าจะมีผู้ชายดีๆ เข้ามาหรือเปล่านางเอกตอบว่า ถ้ามัวแต่รอ อาจจะต้องรอไปทั้งชีวิตดังนั้นเธอจึงคบหากับคนที่เธอรู้ดีว่าไม่ใช่คนที่เฝ้ารอ แต่แล้วเธอก็พบว่ามันไม่ได้ทำให้การรอคอยจบสิ้นลงแต่อย่างใด และเมื่อมาถึงจุดที่ฉบับรีเมคแต่งเพิ่มเข้ามา (ต้นฉบับไม่ได้เป็นแบบนี้) คือตอนที่นางเอกรู้ว่าถ้านัดพบกับพระเอกในตอนนั้น เขาจะเกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต เธอจึงขอร้องให้เขาไม่มาพบและให้เขารอต่อไปอีกสองปี เพื่อที่ทั้งคู่จะได้พบกันโดยไม่ต้องเผชิญกับโศกนาฎกรรม เนื้อหาที่เพิ่มมานี้ทำให้ยิ่งซาบซึ้งถึงคำว่ารอคอย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่การรอคอยสิ้นสุดลง เราก็จะพบว่าที่รอมานั้นมันคุ้มค่าแค่ไหน


รีวิวหนัง il Mare (2000)



ภาพยนตร์: il Mare
กำกับ: Lee Hyun-seung
นักแสดงนำ: Jun Ji-hyun, Lee Jung-jae

อิล มาเร แปลว่า อยู่ติดทะเลหนังเรื่องนี้จึงใช้บ้านริมทะเลเป็นตัวชูโรง โดยเรียงร้อยเรื่องราวความรักของพระ-นางที่ดำเนินชีวิตไปแบบเส้นขนานของเวลา แต่มีมนต์ขลังบางอย่างที่ทำให้เวลาที่ห่างกันสองปีมาบรรจบกันได้

ฮันจู (Jun Ji-hyun) กำลังย้ายออกจากบ้านริมทะเลโดยหย่อนจดหมายไว้ที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน เธอเขียนถึงผู้ที่จะมาอยู่ใหม่ว่าถ้ามีจดหมายตกค้างมาถึงเธอให้ช่วยส่งต่อให้ด้วย ขณะที่ซังฮุง (Lee Jung-jae) กำลังย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านริมทะเลเขาพบจดหมายที่ฮันจูเขียนแล้วก็ต้องแปลกใจเพราะเธอบอกว่าเธอเคยอยู่ที่นี่แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกันในเมื่อบ้านหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จ และเขาเป็นคนมาอยู่คนแรก

เมื่อมองไปด้านล่างของจดหมายเขาก็ยิ่งแปลกใจหนักเพราะมันลงวันที่วันนี้แต่เป็นอีกสองปีข้างหน้า ซังฮุงตัดสินใจเขียนจดหมายตอบโดยลงวันที่ไว้ด้วยแล้วหย่อนจดหมายลงในตู้ไปรษณีย์อันเดิม ฮันจูได้รับจดหมายจึงรู้ว่าเธอกำลังสื่อสารกับคนที่มีชีวิตอยู่ในอดีตห่างจากเธอสองปี ทั้งสองติดต่อกันโดยใช้ตู้ไปรษณีย์เป็นตัวเชื่อม คนเหงาสองคนมาเจอกัน ความเข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกันจึงเกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไรในเมื่อพวกเขามีชีวิตอยู่กันคนละปี!

จินตนาการของนักแต่งหนังเรื่องนี้ถือว่าล้ำเลิศ คนไทยอาจเคยชินกับละครเกี่ยวกับการเดินทางกลับไปสู่อดีตหรือมาอยู่ในอนาคตอย่างเรื่อง ทวิภพ บ่วงบรรจถรณ์ นิราศสองภพ อตีตา และ เรือนมยุรา แต่เรื่องนี้ไม่ได้เดินทางย้อนหรือล้ำเวลา พระเอก-นางเอกยังใช้ชีวิตอยู่ในมิติเวลาของตัวเอง แต่กลับสามารถติดต่อกันได้และเกิดความผูกพันกัน

การเล่าเรื่องของหนังค่อนข้างเนิบนาบไปหน่อยแต่ก็ได้อารมณ์ของอาการรักซึมลึกระหว่างพระ-นางเป็นอย่างดี ผู้กำกับคุมโทนให้หนังออกแนวหม่นหมอง ดูไปก็อึนๆ ซึนๆ ตามสไตล์หนังรักเกาหลี ถ้าใครชอบแบบนี้น่าจะอินมาก ที่ต้องขอชมคือนักแสดงซึ่งมีตัวละครน้อยแต่ก็เล่นได้ดีทุกคน องค์ประกอบที่ช่วยให้หนังสมบูรณ์ขึ้นคือภาพสวยและเพลงประกอบไพเราะ แค่นี้ก็ทำให้เราฟินได้แล้ว

หนังมีจุดบกพร่องอยู่บ้างในเรื่องของบท จุดหักเหของเรื่องที่พยายามปะติดปะต่อยังไงก็ไม่สมเหตุสมผล ถือว่ามีช่องโหว่เยอะ แต่ก็ต้องชมเพราะการคิดพล็อตแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อาจมีข้อผิดพลาดบ้างถือว่าให้อภัยได้

ให้คะแนน 4/5


รีวิวหนัง Passengers (2016)



ภาพยนตร์: Passengers
กำกับ: Morten Tyldum
นักแสดงนำ: Jennifer Lawrence, Chris Pratt, Michael Sheen, Laurence Fishburne

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำอย่างมาก มนุษย์สามารถเดินทางจากโลกใบนี้ไปโลกใบอื่นได้ จึงมีมนุษย์กลุ่มหนึ่ง (50,000 กว่าคน) ตัดสินใจเดินทางไป เพื่อใช้ชีวิตบนโลกใบใหม่ แต่การเดินทางครั้งนี้ต้องนั่งยานอวกาศไป และใช้เวลา 120 ปีจึงจะถึงที่หมาย มนุษย์จึงต้องนอนในแคปซูลที่ทำมาเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ ซึ่งแคปซูลนี้จะทำให้มนุษย์หลับไปยาวนานและจะถูกปลุกให้ตื่นแค่เพียง 4 เดือนก่อนจะถึงที่หมายเท่านั้น

แต่ดันเกิดความผิดพลาดทำให้ Jim Preston (Chris Pratt) ตื่นก่อนกำหนดตั้ง 90 ปี ต่อเมื่อเขาหาทางที่จะกลับไปหลับต่อในแคปซูลไม่ได้ พายานกลับโลกใบที่จากมาก็ไม่ได้ และติดต่อใครก็ไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจปลุก Aurora Lane (Jennifer Lawrence) ขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อน

หน้าหนังเรื่องนี้ดูจะเป็นหนังอวกาศแต่จริงๆ แล้วมันคือหนังรัก เนื้อเรื่องเน้นในพาร์ทความรักของพระนางค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยบทที่หลวม และการเดินเรื่องแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ทำให้หนังน่าเบื่อไปหน่อยในช่วงต้น หนังมาสนุกในช่วงท้ายเพราะมีฉากแอคชั่นเข้ามาให้ตื่นเต้นระทึกใจ

ปัญหาสำคัญอีกอย่างของหนังคือการแสดงของพระนาง เนื่องจากบทหนังไม่ได้บอกรายละเอียดตัวละครมากนักทำให้งานหนักตกเป็นของนักแสดงที่ต้องทำให้คนดูเชื่อให้ได้ว่าพวกเขาต้องการจากโลกใบเดิมมาจริงๆ เพื่อจะได้ไปสู่โลกใบใหม่ที่พวกเขาฝันใฝ่ว่ามันจะดีกว่า แต่การแสดงของทั้งคู่ยังไม่ลึกพอที่จะทำให้เราเชื่อในตัวละครที่พวกเขาเป็นได้ เมื่อไม่เชื่อก็ไม่อิน เมื่อไม่อินมันก็คือหายนะของหนังรักนั่นเอง

ส่วนที่ดีที่สุดของหนังคือฉากแอคชั่นบนยานอวกาศกับการเอาชีวิตรอดในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งคะแนนที่ให้มาจากพาร์ทนี้ทั้งสิ้น

ให้คะแนน 3/5

*****สปอยขั้นสูงสุด*****

เราชอบข้อคิดของหนังมากที่ว่า เราจะฝันถึงชีวิตที่มีความสุขในวันข้างหน้าได้อย่างไร ในเมื่อวันนี้เรายังทำชีวิตให้มีความสุขไม่ได้หนังต้องการสื่อว่าให้อยู่กับปัจจุบันและทำวันนี้ให้ดีที่สุด แต่ยังนำเสนอได้ไม่ดีพอ

พระเอกรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าบนโลกใบนี้จึงอยากไปใช้ชีวิตบนโลกใบใหม่ นางเอกรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ยังไม่ดีพอสำหรับเธอๆ จึงอยากไปหาอะไรใหม่ๆ บนโลกใบใหม่ ทั้งพระเอกและนางเอกจึงเป็นคนที่อยู่กับความฝันว่าจะเจอสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่า แต่เมื่อพวกเขาตื่นจากฝันแล้วพบกับความจริงว่า ต้องมาติดแหงะอยู่ในยานอวกาศกัน 2 คน พวกเขาก็ต้องหาทางอยู่กับมันให้ได้ พล็อตเรื่องมันดีนะ เราชอบ แต่พอหนังไปโฟกัสเรื่องความรักที่ดูไม่ค่อยอินเท่าไหร่ ทำให้รู้สึกเสียดายพล็อตดีๆ จัง

ประเด็นที่พระเอกตัดสินใจปลุกนางเอกขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากในหมู่คนที่ดูแล้วว่ามันเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป แต่ตรงนี้เราเข้าใจนะ เหมือนที่ในหนังบอกไว้ว่า คนเราตอนกำลังจะจมน้ำอะไรคว้าได้ก็คว้าไว้ก่อนทั้งนั้นแหละ และเราก็เข้าใจด้วยที่นางเอกโกรธเมื่อรู้ว่าตนเองถูกปลุกมาให้อยู่เป็นเพื่อน ซึ่งมันทำให้ความฝันที่เธอจะได้ไปโลกใหม่ต้องสูญสิ้นไป


แต่สิ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจคือตอนจบของเรื่องที่บอกว่าพระเอกนางเอกมีชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขบนยานนั้นไปจนตาย เราคิดไม่ออกจริงๆ ว่าการที่อยู่กันสองคนบนยานอวกาศที่มีพื้นที่จำกัดเป็นสิบๆ ปีจนตายจากกันไปพวกเขาอยู่กันได้ยังไง จุดนี้มากกว่าที่น่าสนใจ จุดนี้มากกว่าที่หนังน่าจะโฟกัสเพื่อให้ตรงกับข้อคิดที่ว่า จงอยู่กับปัจจุบันและทำปัจจุบันให้มีความสุขที่สุดแต่หนังดันจบตรงนี้ มันเลยไม่ฟิน ดูจบแล้วก็ไม่ได้อะไรใหม่นอกจากฉากแอคชั่นสนุกๆ ประมาณ 20 นาทีจากหนังเกือบ 2 ชั่งโมง!

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.