ภาพยนตร์: Bridget Jones’s Baby
กำกับ: Sharon Maguire
นักแสดงนำ: Renee Zellweger, Colin Firth, Patrick Dempsey

ธีมหลักของหนัง Bridget Jones น่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก 3 เส้าเรา 3 คน เพราะทุกภาคจะมีผู้ชายสองคนเข้ามาปั่นป่วนหัวใจของ Bridget เสมอ ภาคนี้แม้ Bridget กำลังจะมีลูกก็ยังไม่วายที่จะมีผู้ชาย 2 คนมาพัวพัน

Bridget Jones’s Diary คือภาคแรกของหนังเรื่องนี้ มันคือเรื่องราวของสาววัย 32 ที่กลัวจะขื้นคาน จึงทำทุกอย่างเพื่อจะพาตัวเองลงจากคานจนได้ลงเอยกับ Mark ผู้ชายที่เธอรักในที่สุด หนังดีและดังมากจนทำให้มี Bridget Jones: The Edge of Reason ตามมา แต่เราก็ผิดหวังกับภาค 2 เพราะเรื่องราวเละเทะไปหมด เราจึงไม่คาดหวังกับภาค 3 Bridget Jones’s Baby มากนัก แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ผิดหวัง

Bridget Jones’s Baby กล่าวถึง Bridget (Renee Zellwegger) ในวัย 43 ซึ่งเธอก็ยังวนเวียนอยู่กับการกลัวจะขึ้นคานเพราะได้เลิกรากับ Mark (Colin Firth) ไปแล้ว เธอหาทางพาตัวเองลงจากคานอีกครั้งจนไปมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับ Jack (Patrick Dempsey) เข้า แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันเธอก็มีโอกาสเจอกับ Mark และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขาด้วย ซึ่งเรื่องวุ่นๆ คงจะไม่เกิดถ้าเธอไม่ตั้งท้องขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก!

หนังเรื่องนี้มีครบทุกอารมณ์ ทั้งสนุก เศร้า เหงา ซึ้ง ตลก และประทับใจ แม้ว่ามันออกจะเพ้อฝันไปสักหน่อยกับการที่มีผู้ชาย 2 คนอยากจะเป็นพ่อของลูกในท้อง Bridget แต่ถ้ามองข้ามจุดไม่สมจริงตรงนี้ได้ มันก็คือหนังที่ให้ความบันเทิงได้ดีเรื่องนึงเลย ฉากตลกก็ตลกมาก ฉากซึ้งก็ทำได้น่ารักมาก

เราไม่รู้จริงๆ ว่าหนังต้องการให้ข้อคิดอะไร แต่ที่เรารู้สึกได้จากการดูเรื่องนี้มาตั้งแต่ภาคแรกคือ คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน

ให้คะแนน 4/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

เราชอบหนังเรื่องนี้มากแต่ก็ตัดคะแนนเพราะระหว่างดูมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามันไม่น่าเชื่อ การที่ Jack ผู้ชายเพอร์เฟคแต่ไม่คิดจะมีลูก เมื่อรู้ว่าลูกในท้อง Bridget ผู้หญิงที่เขามีสัมพันธ์แค่ชั่วคืนอาจเป็นลูกเขา เขาก็กุลีกุจอมาดูแล มันไม่น่าเชื่อเท่าไหร่

อีกจุดคือการที่ Mark ทุ่มเทเวลาให้กับงานจนลืม Bridget ทำให้ความรักต้องพังไปครั้งก่อน ก็ไม่ได้รับการแก้ไขที่ชัดเจนนัก เพราะปุบปับ Mark ก็โยนเรื่องงานทิ้งแล้วหันมาทุ่มเทให้กับ Bridget มันเล่าเรื่องสะดุดเกินไป


ถึงมันจะไม่สมจริงแต่เราก็อินกับหนัง เพราะนักแสดงเล่นได้ดีทุกคน และแม้หนังจะจบโดยไม่บอกชัดๆ ว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อของลูก Bridget แต่มันไม่สำคัญอีกแล้วล่ะ ไม่ว่าใครจะเป็นพ่อ ถ้าคนที่รัก Bridget เขาพร้อมที่จะรักลูกของเธอด้วย ไม่ว่าใครจะเป็นพ่อตัวจริง มันก็ไม่ต่างกัน



ภาพยนตร์: A Monster Calls
ผู้กำกับ: J.A. Bayona
นักแสดงนำ: Lewis Macdougall, Felicity Jones, Sigourney Weaver, Liam Neeson (Voice)

Conor (Lewis MacDougall) เด็กชายวัย 13 ปีต้องเผชิญวิกฤตชีวิตแสนสาหัสเพราะแม่เขา (Felicity Jones) กำลังป่วยหนักจากโรคมะเร็ง แม้แม่จะคอยพร่ำบอกว่าตนเองไม่เป็นอะไรแต่เขาก็รู้ว่าแม่ใกล้จะจากไปในไม่ช้า เขาอยากไปอยู่กับพ่อ (Toby Kebbell) แต่พ่อแต่งงานใหม่มีลูกใหม่แล้วย้ายไปอยู่อเมริกา แม้พ่อจะรักเขามากแต่ก็ไม่อาจรับเขาไปอยู่ด้วยได้ เขารู้ว่าถ้าแม่จากไปเขาต้องไปอยู่กับยาย (Sigourney Weaver) แต่เขากับยายดันเข้ากันไม่ได้เอาซะเลย

ความทุกข์ที่ถาโถมทำให้ Conor สับสนกระทั่งคืนหนึ่งเวลา 12:07 นาฬิกาเขาก็พบกับสิ่งมหัศจรรย์เมื่ออสูรกายต้นไม้ (Liam Neeson) ปรากฏตัวขึ้น โดยมันบอกว่าจะเล่านิทานให้เขาฟังทีละเรื่องจนครบ 3 เรื่องจากนั้นเขาจะต้องเป็นคนเล่าเรื่องให้มันฟังบ้าง ซึ่งเรื่องที่อสูรกายต้นไม้เล่านั้นล้วนแล้วแต่มีผลทางความคิดและความเข้าใจของ Conor ทั้งสิ้น เพราะมันทำให้เด็กชายที่ต้องเผชิญความทุกข์เกินวัยเข้าใจอะไรๆ มากขื้น

A Monster Calls สร้างมาจากนิยายเยาวชนที่แต่งโดย Patrick Ness เราไม่เคยอ่านนิยายจึงไม่รู้ว่ามันสนุกไหมในรูปแบบหนังสือ แต่รูปแบบหนังคือไม่สนุกเลย หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจแต่นำเสนอได้น่าเบื่อมาก

การแสดงของ Lewis MacDougall ที่รับบทเด่นและแบกหนังไว้ทั้งเรื่องยังไม่จับใจเท่าไหร่ สิ่งที่ตัวละคร Conor เจอทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง Finding Neverland เพราะมีตัวละครเด็กที่ต้องเผชิญความทุกข์คล้ายๆ กัน แต่เรื่องนั้นนักแสดงหลักอย่าง Freddie Highmore เล่นดีกว่าเยอะ ทำให้เราอินกว่าเรื่องนี้มาก

ผู้กำกับดำเนินเรื่องได้อืดและเอื่อยมาก เราต้องดูหนังด้วยความอึดอัด และเมื่อทุกอย่างเฉลยความอึดอัดก็ไม่ได้น้อยลง เพราะต้องมาคิดอีกหลายตลบว่าหนังต้องการจะสื่ออะไร

หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็กแม้จะเป็นหนังที่มีเด็กเป็นตัวนำก็ตาม ประเด็นของหนังคือการยอมรับความรู้สึกของตัวเองและยกโทษให้ตัวเองกับความรู้สึกนั้น เพราะถ้ายังให้อภัยตัวเองไม่ได้ ความรู้สึกผิดจะเกาะกินจิตใจจนไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

ให้คะแนน 2.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

เราว่านอกจากหนังเรื่องนี้จะไม่เหมาะกับเด็กแล้ว ยังไม่เหมาะกับผู้ใหญ่ตอนต้นด้วยซ้ำ เพราะคนที่จะดูหนังเรื่องนี้แล้วซึมซับและเข้าใจได้จะต้องผ่านเหตุการณ์ในชีวิตมาพอสมควร เว้นเสียแต่ว่าคนๆ นั้นจะเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันตั้งแต่เด็กๆ

เหตุการณ์ที่ว่าคือการกำลังจะสูญเสียคนที่รักที่สุดไป แต่มันไม่ใช่แค่สูญเสียธรรมดาเพราะก่อนจะสูญเสียมันต้องผ่านความทรมานที่จะต้องยอมรับกับความสูญเสียซะก่อน พูดง่ายๆ คือถ้าใครเคยมีคนใกล้ชิดเป็นมะเร็งก็จะรู้ว่ากว่าที่เราจะเสียเขาไปนั้นเราต้องคอยเฝ้าดูแลคอยเฝ้าให้กำลังใจคนป่วยในช่วงรักษาตัวอย่างหนัก เพราะช่วงให้เคมีบำบัดคือช่วงที่คนป่วยอ่อนแอที่สุด และความอ่อนแอนั้นมันแผ่มาสู่จิตใจของคนดูแลด้วย ทำให้เราหดหู่ เศร้าหมอง จนบางครั้งก็แอบคิดว่า “อยากให้มันจบซะที”

ซึ่ง Conor ก็รู้สึกเช่นนี้ เขารู้สึกผิดที่บางครั้งอยากให้แม่จากไปซะ จะได้หลุดจากความทรมานนี้ ความรู้สึกนี้ทำให้เขาแสดงพฤติกรรมแปลกๆ ออกมามากมาย และนี่เองที่อสูรกายต้นไม้จำเป็นต้องปรากฎตัวขึ้นเพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้น

สิ่งที่อสูรกายสอนหลักๆ คือการเข้าใจความจริง ไม่ใช่การเข้าใจไปเองหรือเข้าใจในแบบที่เราอยากจะเข้าใจ เพราะเมื่อเรามองทุกสิ่งทุกอย่างจากความเป็นจริง เราก็จะยอมรับมันในแบบที่มันเป็นและสามารถเผชิญกับมันได้ แม้จะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม


ภาพยนตร์: Keanu
ผู้กำกับ: Peter Atencio
นักแสดงนำ: Keegan-Michael Key, Jordan Peele, Keanu Reeves (Voice)

ทาสแมวทั้งหลาย ถ้าคุณคิดว่าคุณรักแมวแบบสุดติ่งกระดิ่งแมวแล้วล่ะก็ คุณต้องดูหนังเรื่องนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าคนที่รักแมวสุดๆ น่ะมันเป็นยังไง ถ้าคุณมิอาจยอมเสี่ยงตายปลอมตัวเป็นมาเฟียเพื่อช่วยแมวของคุณได้ คุณยังไม่ใช่ทาสแมวตัวจริงนะ 555+

จู่ๆ Rell Williams (Jordan Peele) ก็พบว่ามีแมวตัวน้อยมายืนอยู่หน้าประตูบ้าน เมื่อหาเจ้าของไม่เจอเขาจึงเอามาเลี้ยงไว้ด้วยความเอ็นดูแล้วตั้งชื่อมันว่า Keanu ผ่านไป 1 สัปดาห์เจ้าแมวน้อยก็หายไป เขาจึงชวนลูกพี่ลูกน้องของเขา Clarence Goobril (Keegan-Michael Key) ไปสืบหาจนพบว่าแมวน้อยได้ไปอยู่กับ Cheddar (Method Man) หัวหน้าแก๊งมาเฟียที่ทำธุรกิจค้ายา

Rell และ Clarence ตัดสินใจปลอมตัวเป็นคู่หูมาเฟียเพื่อไปต่อรองขอแมวคืน แต่มันไม่ง่ายเพราะ Cheddar ต้องการให้พวกเขาไปทำงานชิ้นสำคัญก่อนซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นงานผิดกฎหมายและเสี่ยงอันตราย จะว่าไปแล้วพวกเขาจะถอนตัวตอนนั้นเลยก็ได้ แต่ด้วยความรักแมวแบบพิกัดสูงสุดของ Rell ทำให้พวกเขาต้องเดินหน้าตามแผนต่อไป เอาเป็นว่าถ้ายังไม่ได้แมวคืนพวกเขาก็จะไม่ยอมหยุดเหมือนกัน

สารภาพว่าดูหนังเรื่องนี้เพราะรู้ว่า Keanu Reeves (พระเอกในดวงใจของเรา) ให้เสียงเป็นน้องแมวเหมียว ก็เลยไปดูแบบไม่คาดหวังอะไร แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความขำแบบงงๆ 555+ หนังมันตลกตรงที่ความเด๋อของสองหนุ่มลูกพี่ลูกน้องที่พยายามทำตัวให้เหมือนมาเฟียแต่ดูยังไงก็ไม่เหมือน

การแสดงของ Keegan-Michael โดดเด่นมาก เขาเล่นเป็นหนุ่มโรแมนติกที่ชอบฟังเพลงซึ้งๆ พอต้องมาเป็นมาเฟียมันก็เลยฮา เขาเล่นดีจนกลบ Jordan ไปเลย สำหรับการให้เสียงของ Keanu นั้นมีนิดเดียวจริงๆ เพราะน้องแมวมีบทไม่มาก แต่เนื้อเรื่องมันตลกก็เลยไม่โกรธที่ได้ยินเสียง Keanu น้อยไปหน่อย อิอิ

บทหนังวุ่นวายมาก มีเรื่องราวเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา บทพลิกไปพลิกมาด้วย จริงๆ บทมันจับฉ่ายมากนะ แต่พอมันตลกแบบมุก 5 บาท 10 บาทก็เล่น มันก็เลยลืมเรื่องความไม่เป็นโล้เป็นพายของบทไปได้ ถือว่าเป็นหนังดูฆ่าเวลาได้เพลินดีทีเดียว

ให้คะแนน 3/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

อยากเล่าความบ้าบอของบทหนังให้ฟัง คืองี้ พอ 2 หนุ่มบอก Cheddar มาเฟียตัวจริงว่าเป็นคู่หูมาเฟีย Cheddar ก็ดันเข้าใจผิดว่านี่คือคู่หู Allentown Boys ที่เพิ่งก่อคดีดังมาสดๆ ร้อนๆ เป็นคดีที่ตำรวจก็ยังจับไม่ได้ เขาเลยให้งาน 2 คนนี้ไปทำชิ้นนึงแล้วสัญญาว่าจะคืนแมวให้ โดยให้ลูกน้องไปช่วยอีก 3-4 คน หนึ่งในนั้นเป็นลูกน้องผู้หญิงชื่อ Hi-C

ทีนี้พอทำงานสำเร็จแบบฟลุ๊คๆ Cheddar ก็บอกว่าให้ทำงานอีกชิ้นนึงอีกแล้ว ซึ่ง 2 หนุ่มไม่ยอมทำแล้ว แต่ก็ไม่ล้มเลิกที่จะเอาแมวคืนก็เลยแอบไปขโมยแมว แต่โดนจับได้ จากนั้น 2 หนุ่มก็โดน Cheddar บังคับให้ไปหาเจ้าพ่อมาเฟียอีกแก๊งนึง พอไปถึงๆ ได้รู้ความจริงว่าเจ้าพ่อมาเฟียที่ Cheddar พามาหากำลังตั้งรางวัลนำจับให้คนที่นำ Allentown Boys ผู้ซึ่งฆ่าหลานชายเขาไปส่งเขาได้

Cheddar ต้องการรางวัลนำจับ แต่พอโดนเบี้ยวก็เกิดการยิงถล่มกันขึ้น 2 หนุ่มมาเฟียตัวปลอมต้องหนีเอาตัวรอด แต่ก็ต้องไปช่วยแมวก่อน ปรากฎว่าแมวตัวนี้เป็นแมวของหลานชายมาเฟียที่โดน Allentown Boys ฆ่า แมวจึงหลุดมาเดินเพ่นพ่านแล้วไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน Rell ตอนต้นเรื่อง

เรื่องยังวุ่นวายต่อไปอีกเมื่อ Rell กระโดดไปขับรถให้กับเจ้าพ่อมาเฟียในระหว่างที่เกิดการยิงต่อสู้กันวุ่นวาย แต่ว่าเขาขับรถไม่เป็น! จนท้ายสุดเมื่อ Rell ใกล้จนมุม Hi-C ก็แสดงตัวว่าเป็นตำรวจหญิงซะงั้น เรื่องก็เลยจบง่ายๆ ที่ตรงนี้แหละ


อย่างที่บอกว่าบทมันบ้าบอวุ่นวายไปหมด แต่มันตลกไง หนังไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรแต่ให้ความบันเทิงเต็มที่เลย (จริงๆ หนังอาจให้ข้อคิดนะ แต่เราคิดไม่ออก มัวแต่ขำ 555+)



ภาพยนตร์: Ant-Man
ผู้กำกับ: Payton Reed
นักแสดงนำ: Paul Rudd, Michael Douglas, Evangeline Lilly

Ant-Man สนุกกว่าที่คาด กับการดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ไม่ต้องคิดอะไรมากดูเอามันอย่างเดียวหนังเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีทีเดียว มีฉากแอคชั่นสนุกๆ บทเกี่ยวกับความรักที่พ่อมีต่อลูกก็สอดแทรกเข้ามาได้ซึ้งดี และพระ-นางก็เคมีน่ารักเชียว

Scott Lang (Paul Rudd) ต้องติดคุกเพราะการโจรกรรมแบบไม่คิดหน้าคิดหลังของเขา เมื่อออกจากคุกเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่ก็หาคนให้โอกาสได้ยากนัก ประกอบกับภรรยาเก่าของเขาที่ไม่ยอมให้เขาพบลูกสาวตัวน้อยถ้าเขายังตั้งหลักปักฐานไม่ได้ก็ยิ่งทำให้เขากดดันหนัก เขาจึงต้องหันไปทำผิดกฎหมายอีกครั้งเพื่อจะได้มีทุนไปตั้งตัว

แต่เขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกจับตามองโดย Dr. Hank Pym (Michael Douglas) ที่กำลังหาคนมาสวมชุด Ant-Man ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อไปทำภารกิจลับให้กับเขาอยู่ Hope (Evangeline Lilly) ลูกสาวของ Dr. Pym เสนอตัวเป็นคนสวมชุดพิเศษนี้เองแต่ Dr. Pym ไม่ยอมเพราะกลัวเธอจะเป็นอันตราย แต่ Hope ดันเข้าใจว่าพ่อไม่รักและไม่เชื่อมั่นในฝีมือของเธอ

Scott รับข้อเสนอของ Dr. Pym เพื่อจะได้รับเงินก้อนโตถ้าทำภารกิจเสี่ยงตายนี้สำเร็จ แต่เขาก็ต้องฝึกฝนอย่างหนักเพื่อจะได้ใช้ชุด Ant-Man ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อถึงเวลาไปทำภารกิจเขาชวนเพื่อนร่วมแก๊งอีก 3 คนไปด้วยเพื่อไปช่วย หรือไปป่วนกันแน่ก็ไม่รู้ เพราะเพื่อนทั้ง 3 ทำให้ภารกิจที่วางแผนไว้อย่างดีกลับอีรุงตุงนังกันสนุกไปเลย

Ant-Man เป็นหนังแอคชั่นคอมเมดี้ที่ไม่เน้นบทมากนัก เอาฉากแอคชั่นเป็นหลักซึ่งทำได้ดีมาก การฝึกฝนเพื่อใส่ชุด Ant-Man ของพระเอกทำให้หนังน่าตื่นตาตื่นใจ การไปทำภารกิจของพระเอกก็สนุกเพราะเพื่อนร่วมแก๊งของเขาสร้างสีสันให้หนังทั้งบู๊ทั้งฮา ในส่วนของความสัมพันธ์ หนังไม่ได้เน้นเรื่องความรักหนุ่มสาวมากนักแต่เคมีระหว่าง Scott กับ Hope ก็น่ารักน่าลุ้นดี หนังไปเน้นเรื่องพ่อกับลูกสาวมากกว่า ทั้ง Scott ที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อลูกสาวตัวน้อย และ Dr. Pym ที่ยอมให้ลูกสาวเข้าใจผิดเพื่อความปลอดภัยของเธอ

แม้หนังจะไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรมากนักตามสไตล์หนังแนวนี้ แต่เรื่องความรักความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกก็ทำได้ซาบซึ้งกินใจดี


ให้คะแนน 3.5/5



ภาพยนตร์: Independence Day: Resurgence
กำกับ: Roland Emmerich
นักแสดงนำ: Liam Hemsworth, Jeff Goldblum, Bill Pullman

ดูหนังเรื่องนี้ต้องอย่าเอาไปเทียบกับภาคแรก แต่ก็ยากที่จะไม่เทียบเพราะภาคนี้อิงตัวละครและเรื่องราวจากภาคแรกเยอะเหลือเกิน เชื่อว่าคอหนังยุค ’90 คงยังติดตราตรึงใจกับหนังแอคชั่นเอเลี่ยนบุคโลกเรื่อง Independence Day ไม่หาย ต่อเมื่อมีภาคต่อซึ่งห่างจากภาคแรก 20 ปี ก็ย่อมต้องคาดหวังเป็นธรรมดาแต่เมื่อดูแล้วก็แอบผิดหวังนิดๆ นะ

ภาคนี้เป็นการเล่าเรื่องต่อจากภาคแรกว่าโลกมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างหลังจากโดนเอเลี่ยนถล่มไปเมื่อ 20 ปีก่อน มนุษย์ได้เตรียมตัวป้องกันโลกจากความกลัวที่ว่าจะโดนเอเลี่ยนบุกอีกครั้งไว้อย่างไรบ้าง แต่ขนาดมีแผนป้องกันแล้วก็ยังโดนบุกจนได้ ก็เพราะไม่ใช่มนุษย์อย่างเดียวที่อัพเกรดความสามารถตัวเอง เอเลี่ยนก็ทำได้เช่นเดียวกัน ทีนี้พอเอเลี่ยนบุกโลก อะไรที่จะทำให้มนุษย์ฝ่าสงครามครั้งนี้ไปได้ถ้าไม่ใช่ความร่วมแรงร่วมใจและความเสียสละของทุกฝ่าย

แน่นอนว่าเทคนิคด้านภาพ แสง สี เสียง พวก CG และ special effect ต่างๆ มันจะต้องเลิศล้ำนำสมัยกว่าภาคแรกเป็นอย่างมาก ทำฉากแอคชั่นได้น่าตื่นตาพอสมควรทีเดียว อีกทั้งการนำธีมของภาคแรกมาใช้คือความสามัคคีของมวลมนุษย์ที่จะนำไปต่อกรกับเอเลี่ยนก็ยังใช้ได้ดีในภาคนี้ เพียงแต่การแสดงและการขยี้บทยังทำได้ไม่ลึกซึ้งเท่าไหร่นัก ถือเป็นหนังที่ดูได้สนุกพอใช้แต่พอดูจบก็หมดความสนใจไปได้ทันทีเลย

คะแนนส่วนใหญ่ที่ให้เพราะพระเอกหล่อค่ะ อิอิ


ให้คะแนน 3/5


ภาพยนตร์: The BFG
กำกับ: Steven Spielberg
นักแสดงนำ: Mark Rylance, Ruby Barnhill, Penelope Wilton

หนังเรื่องนี้ทำมาให้เด็กดู เนื้อหาจึงไม่สลับซับซ้อนอะไรเลย ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า ทั้งชีวิตเธอมีแต่ความเหงา เธอเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังมานานแล้ว กระทั่งคืนหนึ่งเธอก็ได้พบเจอกับความตื่นเต้นที่สุดในชีวิต

คือเธอพบว่านอกจากตัวเธอแล้ว ยังมียักษ์ตัวใหญ่ที่ไม่หลับไม่นอนตอนกลางคืนเช่นเธออีกด้วย เจ้ายักษ์จับตัวเธอไปที่บ้านของเขาซึ่งอยู่ไกลโพ้น แต่เธอก็ไม่ได้กลัวอะไรมากนักเพราะความอยากรู้อยากเห็นที่ได้พบสิ่งใหม่ๆ มีมากกว่า เจ้ายักษ์ตัวใหญ่และเด็กหญิงตัวน้อยได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันจนเกิดเป็นความผูกพันฉันท์มิตร แม้อายุของพวกเขาจะต่างกันมากแต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับคำว่า “เพื่อน” ทำให้เด็กหญิงตั้งชื่อเจ้ายักษ์ว่า The Big Friendly Giant ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนัง The BFG นั่นเอง และไม่เพียงแต่เจ้ายักษ์เท่านั้นที่ทำให้เด็กหญิงหายเหงา เด็กหญิงเองก็ทำให้เจ้ายักษ์ซึ่งมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมีสีสันขึ้นด้วย

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่านี่คือหนังสำหรับเด็ก ดังนั้นเมื่อผู้ใหญ่ดูก็ต้องคิดแบบเด็กๆ ถ้าคิดแบบผู้ใหญ่หนังจะไม่ค่อยมีประเด็นอะไรเลย แต่ถ้าคิดแบบเด็กมันก็น่าทึ่งมากที่ให้เด็กตัวเล็กๆ ไปผจญภัยกับเจ้ายักษ์ตัวใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อได้ผู้กำกับอย่าง Spielberg มาเล่าเรื่องก็ยิ่งทำให้หนังน่าสนใจเพราะเทคนิคภาพแสงสีเสียงมันตระการตาดีสมกับเป็นหนังของพ่อมดแห่งฮอลลิวูดจริงๆ คือแค่เข้าไปดูงานภาพอย่างเดียวก็คุ้มแล้ว

และไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ดำเนินไปแบบเนิบๆ เนื้อหาเบาๆ แบบนี้จะสามารถทำให้เราแอบน้ำตาคลอได้ เพราะความผูกพันของเด็กหญิงและเจ้ายักษ์ใหญ่ใจดีนี่เองที่ยากที่จะไม่ประทับใจ ถือเป็นหนังเด็กที่เล่าเรื่องได้น่ารักและอ่อนโยนผสมกับความตื่นเต้นได้อย่างลงตัว


ให้คะแนน 3.5/5


ภาพยนตร์: X-Men: Apocalypse
กำกับ: Bryan Singer
นักแสดงนำ: James McAvoy, Michael Fassbender, Jennifer Lawrence

X-Men เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีพลังพิเศษผิดจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไป โดย Professor Charles Xavier (James McAvoy) ได้ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับมนุษย์พิเศษเหล่านี้โดยเฉพาะเพื่อฝึกให้พวกเขารู้จักการใช้พลังพิเศษที่ติดตัวมาอย่างมีประโยชน์และไม่ทำร้ายใคร จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ธรรมดาได้

Professor Charles มีเพื่อนชื่อ Erik Lehnsherr (Michael Fassbender) ซึ่งมีความเชื่อที่ต่างกัน Erik เชื่อว่ามนุษย์ทั่วไปจะหาทางทำลายเหล่า X-Men ทุกวิถีทาง ความขัดแย้งระหว่าง Charles กับ Erik จึงเกิดขึ้น ต่อเมื่อมีตัวร้ายที่ต้องการครอบครองจักรวาลปรากฎตัวขึ้นและชักชวนให้ Erik เป็นพวก Charles จึงต้องเจอศึกหนักที่สุดอีกครั้ง

ความสนุกของหนังประเภทนี้แน่นอนว่าต้องฝากไว้ที่ฉากแอคชั่น ดังนั้นการที่เนื้อเรื่องๆ นี้จะไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร ดีเหมือนกันไม่ซับซ้อนดี หนังดูเข้าใจง่าย การตัดต่อก็ตัดฉับๆ เลยจนบางทีรู้สึกว่าตัดเร็วเกินไปหรือเปล่า ในส่วนของฉากแอคชั่นต้องบอกว่าสะเปะสะปะไปหน่อยเนื่องจากมีตัวละครเยอะและต่างก็ปล่อยพลังกันไม่หยุดยั้งซึ่งมันก็สนุกดีแต่บางทีก็ไม่สามารถโฟกัสไปที่จุดไหนได้เลยพูดง่ายๆ คือตัวละครเยอะเกินจนแย่งกันเด่น

อย่างไรก็ตามเหมือนบทจะให้ความสำคัญกับ Mystique (Jennifer Lawrence) มาก แต่เนื่องจากมันไม่มีที่มาที่ไปเท่าไหร่ทำให้ดูไม่น่าเชื่อในความเป็นฮีโร่สาวของเธอ และการกระทำของตัวละครบางตัวยังดูไม่มีเหตุผลดีพอ มันจึงเป็นหนังที่ดูได้แบบไม่เบื่อแต่ไม่ได้มีอะไรให้ตื่นเต้นหรือประทับใจมากนัก


ให้คะแนน 3.5/5

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.